ที่ผ่านมารัฐไม่ค่อยใส่ใจดูแลคนกลุ่มนี้ เพราะมองว่าเป็นครอบครัวของกลุ่มคนที่สร้างปัญหา แต่รัฐลืมไปว่าการช่วยเหลือเยียวยาโดยไม่เลือกว่าเขาเป็นใคร อยู่ฝ่ายไหน หรือกระทำผิดพลาดอย่างไร จะเป็น “จุดเปลี่ยน” ในสงครามแย่งชิงมวลชนครั้งนี้เลยทีเดียว
นิพนธ์ บุญญามณี ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำงานคลุกคลีในพื้นที่มาเนิ่นนานก็ยังบอกว่า การเข้าไปช่วยเหลือเยียวยากลุ่มแม่หม้ายกับเด็กกำพร้า ตลอดจนครอบครัวของผู้ต้องขังคดีความมั่นคงซึ่งมีอยู่ถึง 548 คน (นับเฉพาะในเรือนจำสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้) จะเป็นทิศทางใหม่ที่ช่วยลดความหวาดระแวง และหนุนเสริมกระบวนการตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ที่กำลังเตรียมการทดลองใช้นำร่องใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา อันเป็นการเปิด “แนวรบทางความคิด“ อย่างจริงจังครั้งแรกในสถานการณ์ความไม่สงบที่ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 6 ปีเต็ม
แต่ปัญหาก็คือ “คนของรัฐ” ได้ปรับกระบวนทัศน์ในเรื่องนี้แค่ไหน เพราะในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไป ยังพบครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบและรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” อยู่มากมายในดินแดนแห่งนี้... อ่านต่อ คลิ้กที่นี่
นับวันกระแส “เมกะโปรเจคต์” ภายใต้แผนพัฒนาภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น “เซาท์เทิร์นซีบอร์ด” อันมีรูปธรรมอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จังหวัดนครศรีธรรมราชหรือ “โครงการความร่วมมือเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย” ที่มีโครงการแลนด์บริดจ์ หรือสะพานเศรษฐกิจ เชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน ตรงอาณาบริเวณสงขลา – สตูล ที่มีท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 กับท่าเรือน้ำลึกปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล และสารพัดนิคมอุตสาหกรรม ท่อน้ำมัน ท่อก๊าซ และโรงไฟฟ้า ผุดขึ้นมารองรับ รวมไปถึง “บิมเทค” ความร่วมมือ 7 ชาติ ไทย พม่า บังคลาเทศ เนปาล ภูฏาน อินเดีย ศรีลังกา ที่ใช้จังหวัดภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในย่านนี้ ซึ่งขณะนี้คนกลุ่มหนึ่งกำลังคิดจะถมทะเลประมาณ 3 พันไร่ ตรงอ่าวภูเก็ต ทำท่าเรือท่องท่องเที่ยว กับศูนย์ประชุมนานาชาติ พร้อมที่พัก และห้างสรรพสินค้า รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

















