จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

นายกรัฐมนตรีผลักดันสวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ

นายกรัฐมนตรียันสนับสนุนเต็มที่กองทุนสวัสดิการชุมชน หวังสร้างความยั่งยืนและหลักประกันชีวิตให้ประชาชน พร้อมผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ตั้งเป้าอีก 2 ปี จัดตั้งครอบคลุมทั่วประเทศ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสมัชชาสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ บ่ายวันที่ 2 สิงหาคม 2552 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีตัวแทนกองทุนสวัสดิการชุมชน จังหวัดสงขลา เครือข่ายสวัสดิการชุมชน 14 จังหวัดภาคใต้ และเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค กว่า 6,000 คน ให้การต้อนรับ ท่ามกลางการรักษาความปลอดอย่างเข้มงวด และมีการมีการตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถืออยู่ครู่หนึ่ง

ครูชบ ยอดแก้ว หนึ่งในคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ และผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค กล่าวต้อนรับนายกฯ และคณะว่า ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ทั้งสิ้น 3,156 ตำบล ครอบคลุม 25,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ มีสมาชิกกว่า 1 ล้านคน เงินกองทุนรวม 601 ล้านบาทในจำนวนนี้ร้อยละ 73 มาจากการออม หรือการลดรายจ่ายของสมาชิกกองทุน โดย จ.สงขลามี 138 กองทุน มีสมาชิกกว่า 1.2 แสนคน เงินกองทุนคงเหลือประมาณ 56 ล้านบาท

"เครือข่ายสวัสดิการชุมชนได้ทำข้อเสนอระดับนโยบายให้นายกฯประกาศเรื่อง สวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ เปิดโอกาสให้ทุกพื้นที่สามารถจัดตั้งและพัฒนาคุณภาพสวัสดิการชุมชนอย่างทั่วถึงตามนโยบายรัฐบาล สนับสนุนให้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน สนับสนุนการพัฒนาความเข้มแข็งและสมทบงบประมาณกองทุนสวัสดิการที่มีการจัดตั้งแล้ว และให้มีกลไกการประสานเชื่อมโยงของชุมชน ท้องถิ่นและภาครัฐในการจัดระบบสวัสดิการชุมชน" ครูชบกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ทั้งงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ผ่านการพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยใช้หลักสมทบ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย รัฐบาล องค์กรสวัสดิการชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีหลักประกันชีวิต ส่งเสริมการออม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยเบื้องต้นรัฐบาลจะให้เงินสนับสนุนงบประมาณกว่า 727 ล้านบาท ให้กับกองทุนสวัสดิการที่จัดตั้งแล้ว 3,156 ตำบล และจะให้เกิดกองทุนฯ ครอบคลุมทั่วประเทศอีก 2 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งผลักดันสวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติตามที่เครือข่ายสวัสดิการชุมชนเสนอมา

ขณะเดียวกัน หลังเสร็จสิ้นการมอบนโยบาย นางอัมพร รัศมีถูก ตัวแทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนได้เป็นตัวแทนอวยพรวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดล่วงหน้า ให้แก่นายอภิสิทธิ์ ที่จะครบรอบวันเกิดปีที่ 45 ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ โดยขอให้บริหารประเทศโดยปราศจากอุปสรรค นำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤต และเป็นนายกฯในดวงใจของประชาชนตลอดไป จากนั้นนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มอบกระเช้าผลไม้เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้า 1 วัน แก่นายกรัฐมนตรีก่อนจะออกเดินทางปฏิบัติภารกิจติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จ.สงขลา

รัฐบาลเตรียมทุ่มงบสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน


เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2552 เวลา 09.00 น. ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 29 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ซึ่งมี นายเจิมศักด์ ปิ่นทอง เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยในช่วงที่ 2 ของรายการ ได้มีการพูดถึงเรื่องการส่งเสริมการจัดสวัสดิการชุมชน ใว้ดังนี้




ผู้ดำเนินรายการ
กลับไปถึงประเด็นที่ท่านนายกฯ พูดเมื่อตอนต้นของรายการ พูดถึงว่าจะต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ท่านนายกฯ บอกว่าวันนี้เป็นวันที่เราออกอากาศ ตอนบ่ายจะไปที่สงขลา แล้วจะไปฟังดูเรื่องชุมชนใช่ไหมครับ มีอันหนึ่งที่ชุมชนเคยทำกันไว้นานพอสมควร และได้ยินมาว่ามีถึง 3,000 กว่าชุมชนที่ทำ คือเรื่องการทำชุมชนให้เข้มแข็งโดยการมีสวัสดิการของชุมชน ครูชบ ยอดแก้ว ก็ดีที่สงขลา พระสุบิน ที่จังหวัดตราดก็ดี และมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่อื่นทำ รัฐบาลนี้เห็นอย่างไรในเรื่องสวัสดิการชุมชน
นายกรัฐมนตรี คือผมคิดว่าเรื่องสวัสดิการเป็นเรื่องที่ผมอยากสนับสนุน โดยเฉพาะระบบสวัสดิการที่ชุมชนทำ 3 เหตุผล เหตุผลแรกคือว่าผมอยากให้คนไทยทุกคนมีหลักประกัน
ผู้ดำเนินรายการ หมายความว่าขณะนี้ข้าราชการมีแล้ว
นายกรัฐมนตรี ข้าราชการมีแล้ว
ผู้ดำเนินรายการ พนักงานบริษัทมีประกันสังคม
นายกรัฐมนตรี ประกันสังคมมี บางเรื่องทุกคนอาจจะมี เช่น เราบอกรักษาฟรีทุกคน แต่ในเรื่องอื่น ๆ เช่น การมีเงินในยามชรา ตอนนี้เราให้ได้แค่ 500 บาท ซึ่งผมทราบดีว่าไม่พอ เพียงแค่ 500 บาทให้ทุกคนก็เป็นภาระภาษีอากรพอสมควร ผมอยากให้ทุกคนมีหลักประกัน
ผู้ดำเนินรายการ เกษตรกร และคนที่ทำงาน
นายกรัฐมนตรี อาจารย์ก็ทราบนะครับว่า มีความพยายามหลายครั้งแล้วที่จะขยายประกันสังคม บอกให้ไปถึงคนนอกระบบทั้งหลาย เกษตรกร อาชีพอิสระ ปรากฏทำยากมาก เหตุผลที่ทำยาก อาจารย์ก็คงทราบ คือประกันสังคมต้องหักเงินเดือน ปรากฏว่าคนอื่น ๆ ไม่ได้มีรายได้ประจำแน่นอนอย่างนั้น ไม่ได้มีนายจ้าง ปัญหาคือและอะไรจะทำให้เรามั่นใจว่าเขาใส่เงินเข้าทุกเดือนๆ อันนี้เป็นเรื่องก่อนนะครับ ผมอยากให้ทุกคนมีสวัสดิการ
อันที่ 2 เป็นการส่งเสริมการออม ในอดีตที่ผ่านมา มีแต่ว่าไปแก้ปัญหาโดยรัฐบาลเอาเงินไปให้กู้ ตอนนี้เรากำลังพยายามจะส่งเสริมว่าจริง ๆ เรื่องการออมเป็นเรื่องสำคัญ ระบบสวัสดิการที่เกิดขึ้นในชุมชนก็ดี ประกันสังคมก็ดี หรืออะไรก็ดี มันคือระบบเขาเรียกว่าบังคับออม แต่ละคนอยากจะมีหลักประกัน ก็ต้องยอมหักเงินจ่ายเงินสมทบเข้าไปในกองทุน อาจจะมีแรงจูงใจว่าคุณใส่ 1 รัฐบาลจะใส่ให้อีก 1 ท้องถิ่นจะใส่ให้อีก 1 สุดแล้วแต่ แต่อย่างน้อยที่สุดคือกระตุ้นให้คนมีความรู้สึกว่าได้เงินมาแล้ว อย่าใช้ให้หมด เก็บเงินไว้ส่วนหนึ่งเพื่อลงทุนประโยชน์ในอนาคต อันนี้เหตุผลที่ 2
เหตุผลที่ 3 คือว่าโดยเฉพาะระบบสวัสดิการชุมชน คือการทำงานเพื่อเสริมความเข้มแข็งในแง่ความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าทุนทางสังคม คือระบบสวัสดิการชุมชนเกิดไม่ได้ ถ้าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ใช่ไหมครับ ถ้ามาเบี้ยวกัน มันก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น 3 ส่วนนี้ มันเป็นสิ่งที่ผมถึงบอกว่าผมอยากส่งเสริมให้เกิดขึ้น ทีนี้ที่เขาทำมากันเอง 3,100 ตำบล หรืออะไร ตอนนี้เราก็จะมีแผนการว่าทำอย่างไรในที่สุดครอบคลุมทุกตำบล และเรามีแรงจูงใจเพิ่มคือว่า ถ้าทำกันเอง เป็นไปด้วยความเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะช่วยสมทบเงินให้ คือผมก็มองว่าทำไม ทีข้าราชการ ประกันสังคม รัฐบาลยังให้เงินได้ แต่ปรากฏว่าชาวบ้านซึ่งความจริงเขาอาจจะยากจนที่สุดด้วยซ้ำ ยอมเรียกว่าออมวันละบาทบ้าง อะไรบ้าง ทำไมเราสมทบให้เขาไม่ได้ เพราะฉะนั้น อันนี้คือสิ่งที่จะต้องทำ
บังเอิญมันซ้อนกันอยู่นิดหนึ่งคือว่า ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เสนอมาว่าให้ทำเรื่องการไปสมทบ และสนับสนุนให้ครอบคลุมในหลายพื้นที่มากขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานก็อยากขยายประกันสังคม กระทรวงการคลัง อาจารย์คงเห็นข่าว เขาก็ไปคิดมาแล้วว่าอยากจะมีระบบบำนาญประชาชน เงินออมภาคประชาชนขึ้นมาว่า ถ้าคนออมเงิน เขาจะสมทบให้เดือนละ 50 บาท 100 บาท อะไรต่าง ๆ ก็ไม่รู้เป็นเพราะวิกฤตหรือเปล่า มาพร้อมกันเลยตอนนี้ ผมก็กำลังดูว่าทำอย่างไรที่มันเดินไปได้ และไม่ซ้ำซ้อนกัน และมาสอดคล้องกัน
ผู้ดำเนินรายการ ขอดูประเด็นแรกก่อนที่ท่านนายกฯพูด คือว่าขณะนี้มีอยู่ประมาณ 3,100 ตำบล ที่เขามีวิธีการที่จะเอาเงินมารวมกันวันละบาท เดือนหนึ่งก็คนหนึ่ง 30 บาท ท่านนายกฯ บอกว่าโมเดลของมันก็คือว่าถ้าเขาลงได้เดือนละ 30 บาท รัฐก็จะออกให้อีก 30 บาท และจะขอให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. หรือเทศบาล ลงอีก 30 บาท ตกลงกองทุนในการที่จะเป็นสวัสดิการก็จะโตขึ้น 3 เท่า จากเดิมที่เขาทำอยู่
นายกรัฐมนตรี ลง 1 เลยงอกเป็น 3
ผู้ดำเนินรายการ อันนี้จากที่เขาทำดีอยู่แล้ว และไปเพิ่มเติมเขา หรือจะเอาเงินไปล่อให้ที่ใหม่ ที่ไม่เคยมี มันจะได้เกิดเหมือนกับสมัยที่เขาทำกองทุนหมู่บ้าน เขาก็หว่านไปพร้อมๆ กัน
นายกรัฐมนตรี กองทุนหมู่บ้านคงเทียบกันไม่ได้ นั่นเป็นระบบการให้สินเชื่อมากกว่า แต่ว่าหลักจะเป็นอย่างนี้ครับ คือว่าจะมาได้รับเงินสมทบ เขาต้องไปทำระบบของเขาให้ได้ก่อน มีการพิสูจน์ให้ได้
ผู้ดำเนินรายการ ระยะเวลาหนึ่ง
นายกรัฐมนตรี ถูกต้องครับ ที่ผมพูดกับอาจารย์เมื่อสักครู่คือว่าระบบแบบนี้เกิดไม่ได้ ถ้าเขาไม่เข้มแข็งเอง และเราก็ไม่อยากจะเอาเงินไปใส่ ในจุดที่ในที่สุดหายไป ระบบล้ม เกิดปัญหาการทุจริตหรืออะไรขึ้นมา สุดท้ายเลยกลายเป็นว่า โครงการดี ๆ ก็ล้มไป เสียชื่อเสียงด้วยที่สำคัญ จะทำให้คนอื่น ๆ ก็ไม่กล้าที่จะทำ เพราะฉะนั้น หลักคือว่าถามว่าเป็นแรงจูงใจไหม ใช่ บอกว่าถ้าเกิดทำได้อย่างนี้นะ รัฐบาลจะสมทบให้ แต่เขาต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน ก็จะไปวางหลักเกณฑ์ว่าต้องนานเท่าไหร่ที่เขาสามารถเก็บเงินดูแลบริหารจัดการเงิน มีระบบบัญชีอะไรต่าง ๆ ดีแล้ว รัฐบาลก็ถือว่าอันนี้ได้มาตรฐานที่จะเข้าไปสนับสนุนต่อ
ผู้ดำเนินรายการ ตกลงโครงการแรกที่ควรจะทำต้องทำจากชุมชนที่เขามีระบบนี้อยู่แล้ว
นายกรัฐมนตรี ใช่ครับ
ผู้ดำเนินรายการ และพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้ว รัฐบาลกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นก็จะเริ่มเข้ามาที่จะช่วย ทีนี้บางคนก็เลยเริ่มตาโตว่าสวัสดิการที่ว่านี้มันช่วยอะไร ผมเคยเรียนรู้จากครูชบ และคนอื่น ๆ ในชุมชน เพราะผมชอบตระเวนชุมชนมาก่อน เขาก็บอกว่าง่าย ๆ ของชาวบ้านก็คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดก็คือช่วยเรื่องการคลอด และก็ช่วยให้ของขวัญกับเด็กคลอด แก่คือเงินสวัสดิการสำหรับคนสูงอายุ เจ็บคือเรื่องโรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ต้องเสียค่ารักษา แต่จะมีคนไปเฝ้าไข้ ค่าเดินทาง เขาก็เอาเงินนี้มาช่วย และตายก็มีฌาปนกิจศพ และบางแห่งเริ่มมีทุนการศึกษาให้ยืมสำหรับเรียนต่อ อะไรทำนองนี้ก็เพิ่มมากขึ้น
นายกรัฐมนตรี เกิดนี่ความจริงที่บอกของขวัญ เราจะได้ช่วยส่งเสริมนะครับ เรื่องไข่ เรื่องนม เรื่องโภชนาการที่ถูกต้องอะไรต่างๆ
ผู้ดำเนินรายการ ทีนี้คำถามก็คือว่าทีดีอาร์ไอก็มีความเป็นห่วงเรื่องบำนาญ คือถ้าผู้สูงอายุ แล้วขณะเดียวกันเราก็ให้กองทุนสวัสดิการนี้จ่ายเงินให้กับผู้สูงอายุเป็นรายเดือน เกรงว่าชุมชนตำบลหนึ่ง ถ้าเกิดตำบลนั้นสัดส่วนผู้สูงอายุมาก มันจะอยู่ไม่ได้กับเรื่องกองทุนสวัสดิการ ถ้ารัฐไม่ผูกกองทุนเข้าด้วยกันในแต่ละตำบลมันจะไปไม่ได้
นายกรัฐมนตรี คืออย่างนี้นะครับคงต้องไปดูก่อนว่าแต่ละกองทุนที่เขาทำในแต่ละชุมชน เขามีกติกาอย่างไร แล้วจุดหนึ่งที่เราต้องไปดูแน่นอนคือต้องไปคำนวณดูว่า ถ้าเก็บเงินอย่างนี้ และให้สิทธิ์อย่างนี้ มันไปได้หรือเปล่า เพราะผมก็เข้าใจว่ามีหลายแห่งถ้าเข้าไปดูตรงนี้แล้วคงต้องปรับปรุงแก้ไข พูดง่าย ๆ คือว่าตอนนี้ไปได้ แต่ถ้าถึงวันหนึ่งปรากฏว่าจะมีแต่รายจ่ายออก รายได้เข้ามาไม่ทัน ก็จะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่ต้องระวัง และได้เตรียมการไว้ว่าต้องมีการไปทดสอบตรงนี้ดู
อันที่ 2 อาจารย์จะเห็นว่าในส่วนของกระทรวงการคลังก็เหมือนกับประกันสังคมคือว่า สิทธิ์ที่จะได้ที่เป็นบำนาญตอนหลัง มันจะผูกติดกับเงินที่เข้าไป คือเงินที่ตัวเองใส่ เงินที่คนอื่นสมทบ และไปหาดอกผลอะไรมา ที่ กบข.ก็เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ช่วงหนึ่ง อันนี้ก็จะเป็นหลักประกัน ผมเองใจผมกำลังจะดูว่าถ้าในกองทุนของชุมชนทำได้ระดับหนึ่ง รัฐบาลเข้าไปสมทบแล้ว ผมกำลังจะให้กระทรวงการคลังเขาไปลองดูว่า กระทรวงการคลังเดิมจะทำเป็นแบบรายบุคคล จะเปิดโอกาสให้เข้ามาเป็นกลุ่มได้ไหม อาจจะง่ายกว่า เพราะว่าในกลุ่มบางทีก็จะมีใช่ไหมครับ เพราะว่าในกลุ่มของเขาบางทีเงินของคนได้มา รายได้ไม่เท่ากัน ไม่พร้อมกันอะไร เขาจะมีวิธีช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง ขอให้เขามีความเข้มแข็งพอที่จะดูแลกันได้ ถ้าเขาดูแลได้ เรารับรองเขา แทนที่กำลังจะไปรับว่าเป็นรายบุคคล ทำเป็นรายกลุ่มได้ไหม ผมกำลังให้ไปดู จะได้เข้ามาเชื่อมโยงกันได้
ผู้ดำเนินรายการ หมายความคลังทำระบบที่จะให้กลุ่มทั้งหลาย เหมือนกับเป็นสมาชิกกลุ่ม
นายกรัฐมนตรี แต่แทนที่จะเป็นนายเจิมศักดิ์ นายอภิสิทธิ์ ก็อาจจะไปเป็นกลุ่มเข้ามา เป็นสหกรณ์หรืออะไรเข้ามา
ผู้ดำเนินรายการ ทีนี้ระบบที่ชาวบ้านเขาทำกันอยู่ เขาได้เอื้อเฟื้อกับคนด้อยโอกาส เช่น คนพิการ เด็กกำพร้า พวกนี้ เพราะว่าไม่มีโอกาสที่จะเอามาออมวันละบาท เขาเลยบอกว่าพวกนี้ไม่ต้อง แต่ได้สิทธิเหมือนกัน ทางรัฐบาลคิดว่าอันนี้จะพอทำเหมือนกับที่ชุมชนเขาทำได้ไหม
นายกรัฐมนตรี ก็ได้นะครับ แต่วิธีที่เราอยากให้ทำ หลักคือว่าถือว่าเก็บกันทุกคน แต่ยกเว้นให้บางคน ไม่ใช่ไม่เก็บ
ผู้ดำเนินรายการ เก็บจากทุกคนที่สมัครใจ
นายกรัฐมนตรี คือต้องเป็นสมาชิกเข้ามารวมกัน แต่บางคนเราอาจจะบอกว่าเป็นสมาชิกก็จริง แต่ยกเว้นว่าไม่เก็บ
ผู้ดำเนินรายการ แต่ถ้าคนไหนไม่ต้องการเป็นสมาชิก
นายกรัฐมนตรี ผมว่าอันนี้ไม่ควรนะครับ เพราะถ้าหากว่าเป็นกลุ่ม คือมันจะได้มีความรับผิดชอบร่วมกัน ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นเพียงแต่ผู้รับจากตัวกองทุน ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของ ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรด้วยเลย
ผู้ดำเนินรายการ หมายความว่าถ้าเขาไม่ได้เป็นสมาชิก และเขาไม่ประสงค์ที่จะเป็นสมาชิก เขาถือว่าฐานะเขาดีแล้ว ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องอยู่ในกองทุนนี้
นายกรัฐมนตรี อันนี้คือของชุมชน ทีนี้ของที่กระทรวงการคลังทำ ผมได้ให้ข้อสังเกตไปบอกว่าต้องระวังเหมือนกัน เพราะว่าถ้าไม่พยายามทำให้ครอบคลุม กลายเป็นว่าคนที่พอมีกำลังก็ออมได้ ก็ได้ประโยชน์ แต่คนที่แย่ที่สุดอาจจะไม่มีเงินออมเลย ก็เลยไม่รู้จะเข้ามาอย่างไร ผมเลยคิดว่าถ้าเกิดเอาตัวกองทุนสวัสดิการชุมชนซึ่งเขาจะพยายามให้ครอบคลุมทุกคนเข้ามา และให้ตัวองค์กรมาเป็นสมาชิกได้ อย่างน้อยคนเหล่านี้จะได้รับการครอบคลุมด้วย กำลังให้กระทรวงการคลังดูอยู่
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯเชื่อหรือเปล่าว่าชุมชนเขารู้กันดี เพราะฉะนั้น เขาจะรู้ว่าใคร หรือชุมชนไหนมีพฤติกรรมอย่างไร ใครเป็นอย่างไร แล้วประสงค์ที่จะมีกิจกรรมอย่างไร และถ้าเกิดรวมตัวเป็นชุมชนแล้ว ต่อไปจะได้เดินไป อย่างเช่น ป่าชุมชนก็ดี การอนุรักษ์แหล่งน้ำก็ดี ชุมชนก็เกิดรวมตัวกันเอง
นายกรัฐมนตรี ผมเชื่ออย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะว่าผมไม่มีทางรู้ดีกว่าเขา ผมเอาง่าย ๆ นะครับ ผมเป็นคนที่บริหารงานในส่วนกลาง ผมจะไปรู้ดีกว่าเขาได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จะโยงกลับไป อาทิตย์ที่แล้วผมไม่ทราบว่าอาจารย์ได้ติดตามหรือเปล่า ที่ผมไปดูเรื่องบ้านมั่นคง ก็หลักการเดียวกัน เกิดขึ้นไม่ได้นะครับ ไม่ใช่ว่าผมไปชี้ที่ตรงนี้บอกเอามาทำบ้านมั่นคงและทำได้ ทำไม่ได้ถ้าชาวบ้านไม่มารวมกลุ่มกันก่อน และบอกว่าในชุมชนนี้มีกี่คน อยู่กันมานานเท่าไหร่ ต่อไปนี้มีที่ผืนนี้จะแบ่งกันอย่างไร ระหว่างก่อสร้างที่จะรื้อของคนนั้น เพื่อมาทำตรงนี้ จะอยู่กันอย่างไร ถ้าเขาไม่รู้กันเอง ไม่สามารถที่จะวางระบบได้ เราทำไม่ได้ล่ะครับโครงการ เพราะฉะนั้น อันนี้คือเหตุผลที่ผมบอกว่าความเข้มแข็งของชุมชน มันต้องเป็นพื้นฐานของโครงการเหล่านี้
ผู้ดำเนินรายการ ท่านนายกฯ กลัวไหมว่า พอรัฐบาลเอาเงินเข้าไป องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเอาเงินเข้าไป เจ้าหน้าที่ก็มักจะไปบอกชาวบ้านว่าต้องทำอย่างนั้นสิ ต้องทำอย่างนี้สิ อันนี้กลัวไหมครับ
นายกรัฐมนตรี กลัว !! เพราะผมก็เห็นปัญหาชุมชนพอเพียงที่เกิดขึ้น ก็ยังมีลักษณะที่บางคนพยายามจะเอาโครงการไปให้ชาวบ้านอยู่ และพยายามพูดมาตลอดว่าต้องพยายามไม่ให้เกิดขึ้น ผมไม่รู้ใช้ถูกคำหรือเปล่า คำว่า “วัฒนธรรม” เอา “พฤติกรรม” ก็แล้วกัน ซึ่งยังมักเกิดอยู่ เราก็ต้องพยายามย้ำ แต่ว่ามันต้องอาศัยหน่วยงานที่เข้าใจการทำงานของชุมชน
ผู้ดำเนินรายการ ตกลงจะประกาศเรื่องนี้เป็นนโยบายแห่งชาติ หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลไหมครับ
นายกรัฐมนตรี ผมบอกตรง ๆ นะครับ เวลาบอกประกาศเป็นวาระแห่งชาติ คือประกาศไม่ประกาศไม่สำคัญเท่ากับว่าทำอะไร และทุกคนเข้าใจและมาร่วมกันทำหรือเปล่า เรื่องนี้พรุ่งนี้ผมไป จริงๆ วันนี้ที่เราคุยกันอยู่กำลังเดินทางไปสงขลา ผมก็จะไปบอกอย่างนี้ล่ะครับว่าขณะนี้กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กระทรวงต่าง ๆ ทราบดีอยู่แล้ว เป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ขอเวลาสักนิดหนึ่งที่จะมาเชื่อมเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ต่างคนต่างทำมาต่อกันให้ติด ในส่วนของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่จะไปสนับสนุนเรื่องเงินสมทบ เรื่องอะไร เขาจะเดินต่ออยู่แล้ว แต่ผมยังคิดว่ามันไม่พอ ผมยังอยากให้มันมาโยงกับระบบการออมหลักของกระทรวงการคลังที่กำลังจะวางต่อไป
ผู้ดำเนินรายการ ตกลงภายในเดือนกันยายนนี้พอจะเห็นไหมครับ เริ่มสิงหาคม
นายกรัฐมนตรี คือการสมทบถ้าใช้เงินคงต้องไปรอประมาณตุลาคมเป็นต้นไป โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องแปรญัตติงบประมาณ
ผู้ดำเนินรายการ เท่าที่ผมลองดูตัวเลขปีนี้ ถ้าจะใช้ก็ใช้ประมาณ 700 กว่าล้าน
นายกรัฐมนตรี 700 กว่าล้าน ใช่ครับ
ผู้ดำเนินรายการ แล้วปีหน้าถ้าขยายออกไปอีก 2,000 ตำบลก็ใช้อีกประมาณ 1,600 ล้าน และอีกปีหนึ่งถ้าขยายออกไป 2,800 ตำบล ก็ใช้อีก 2,200 ล้าน มันก็ไม่หนักหนา
นายกรัฐมนตรี ผมคิดว่ามันไม่ได้เยอะมาก ผมคิดว่าอันนี้ตัดสินใจได้ง่ายที่จะเดิน


จินตนา-วิมลมาส : ถอดเทป

ดาวน์โหลดคลิปวีดีโอรายการ คลิ้กที่นี่ครับ

รมว.พม.ย้ำ ปัญหาสลัมริมทางรถไฟเมืองหาดใหญ่ แก้ไขได้ด้วยบ้านมั่นคง

รมว.อิสสระ สมชัย ย้ำ ปัญหาสลัมริมทางรถไฟเมืองหาดใหญ่ แก้ไขได้ด้วยบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ อุเซ็ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานโครงการบ้านมั่นคง นางทิพวรรณ หัวหิน ผู้จัดการโครงการบ้านมั่นคงภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และคณะ ลงพื้นที่ชุมชนถัดอุทิศ ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่ดำเนินการโครงการบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง เมืองหาดใหญ่ โดยมีนายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ให้การต้อนรับ

นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวว่า จากการสำรวจในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ พบว่า ตลอดแนวริมทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีชุมชนแออัดรวม ๑๕ ชุมชน ๖๔๕ ครัวเรือน ประชากร ๒,๕๑๐ คน ซึ่งจากการหารือร่วมกันของเทศบาลนครหาดใหญ่ สำนักงานโครงการบ้านมั่นคง สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เห็นร่วมกันว่า จะร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ร่วมกันทั้งเมือง ซึ่งในเบื้องต้นจะดำเนินการนำร่องในชุมชนถัดอุทิศ จำนวนประมาณ ๑๒๐ หลังคาเรือน ในรูปแบบของการย้ายไปสร้างชุมชนใหม่ในที่ดินแปลงใหม่ใกล้กับที่ดินเดิม โดยเทศบาลนครหาดใหญ่ เจรจาขอเช่าที่ดินระยะยาว บริเวณสถานีรถไฟอู่ตะเภาเดิมซึ่งปัจจุบันเลิกใช้แล้ว จากการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดความมั่นคงในที่ดิน ซึ่งได้มีการประสานงานในขั้นต้นไว้แล้ว ส่วนชุมชนรัชมังคลาภิเษก จำนวน ๑๐๐ หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เทศบาลนครหาดใหญ่จะขอเช่าระยะยาวจากการรถไฟฯ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในที่ดินแก่ชุมชน พร้อมกับดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง ในรูปแบบของการปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ในที่ดินเดิม

“ปัญหาชุมชนแออัดริมทางรถไฟเมืองหาดใหญ่ ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินกว่ากำลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องประสานงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของโครงการบ้านมั่นคง และจะต้องทำกันทั้งเมือง ทั้ง ๑๕ ชุมชน ซึ่งเชื่อมั่นว่า เป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด และการดำเนินงานจะมีความคืบหน้าเป็นไปตามเป้าหมาย”

นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า บ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง เมืองหาดใหญ่ จะเป็นไปได้ด้วยดี เพราะได้รับความร่วมมืออย่างเต็มกำลังจากเทศบาลนครหาดใหญ่ ทั้ง ๑๕ ชุมชน ต้องมีการพัฒนาและมีการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ให้เกิดขึ้น และต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งโครงการบ้านมั่นคงนี้ จะเป็นความหวังใหม่ที่จะทำให้ชาวชุมชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย มีความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากชาวชุมชน และความสามัคคีที่จะร่วมกันทำบ้านมั่นคงด้วย

“ยืนยันว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย พอช. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมทั้งภาคีพัฒนาในท้องถิ่น เพื่อทำให้ บ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง เมืองหาดใหญ่ เป็นจริง สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน” นายอิสสระ กล่าว

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

พอช.จับมือภาคีแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ ร่วมกับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอนาทวี เทพา สะบ้าย้อย จะนะ และเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลา จัดเวทีสัมมนาสร้างความเข้าใจโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ณ วิทยาลัยการอาชีพนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา โดยมีผู้แทนชุมชน จากเกือบทุกหมู่บ้าน ใน 19 ตำบล เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้รวม 420 คน

ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลมีแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจน และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ ”ไทยเข้มแข็ง” โดยให้มีการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยชุมชนเป็นหลักในการดำเนินงาน โดยมีงบประมาณในการดำเนินงานในปี 2553 จำนวน 1,228 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้มอบภารกิจนี้ให้ทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นเจ้าภาพหลัก โดยร่วมมือกับภาคีหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดสงขลามีพื้นที่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยโดยการสร้างและซ่อมแซมบ้านอยู่อาศัย จำนวน 11 ตำบล และการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน จำนวน 9 ตำบล ในปี 2553 โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดใน 3 ปี

นายไสว หนูยก เจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ อาวุโส พอช.สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ ให้ข้อมูลรายละเอียดโครงการ สรุปได้ว่า โครงการนี้เน้นไปที่การแก้ไขปัญหาผู้ยากลำบากในชุมชน โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งจะสนับสนุนการซ่อม และสร้างบ้านใหม่ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของพี่น้อง โดยการดำเนินงานให้พี่น้องในชุมชน ช่วยกันสำรวจ และจัดทำแผนงานที่จะช่วยเหลือพี่น้องเหล่านั้น ซึ่งการบริหารและดำเนินงานชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ทั้งการจัดซื้อ จัดจ้าง และดำเนินการ รวมทั้งการติดตามประเมินผล ซึ่งแนวทางการดำเนินงานหลักที่วางไว้คือให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นแกนหลัก ซึ่งหลายตำบลมีสภาองค์กรชุมชนอยู่แล้ว ที่ยังไม่มีก็ควรจะทำให้เกิดสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อนงาน ด้านงบประมาณนั้น รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนผ่าน พอช.แต่ควรจะมีการใช้อย่างยั่งยืนและทั่วถึง ดังนั้นจึงคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะของกองทุนหมุนเวียนในพื้นที่ แต่ทั้งนี้ให้กำหนดและตกลงกันของชุมชนเอง และย้ำว่าการดำเนินงานต้องต้องประสานงานกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ที่สำคัญผู้แทนชุมชนที่มาร่วมในวันนี้ควรจะทำความเข้าใจรายละเอียดของโครงการเพื่อนำไปสื่อสารกับพี่น้องในชุมชนได้อย่างถูกต้อง โดยผู้เข้าร่วมการสัมมนาให้ความสนใจซักถามแลกเปลี่ยนข้อสงสัยกันอย่างทั่วถึง
นางจรรยา แก้วจันทร์ เลขานุการเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลา ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของขบวนชุมชน รวมทั้งทิศทางการดำเนินงานของขบวนองค์กรชุมชน และกล่าวตบท้ายว่า “ตนศึกษารายละเอียดโครงการนี้แล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่มีโครงการนี้ในพื้นที่ เนื่องจากจะเกิดประโยชน์กับคนยากลำบากในพื้นที่ชุมชนจริงๆ และชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ทั้งการกำหนดเกณฑ์ วางกรอบ สำรวจ และคัดเลือกผู้รับประโยชน์จากโครงการ จึงอยากฝากให้ตัวแทนชุมชนที่เข้าร่วมวันนี้ตั้งใจและช่วยกันมีส่วนร่วมทำให้โครงการนี้บรรลุผล”

นายสุรศักดิ์ หนูสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาทวี ในฐานะหน่วยงานภาคีที่ร่วมดำเนินงานกล่าวว่า ”ตนตั้งใจที่จะแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่มาตั้งแต่ ปี 2538 จนถึงตอนนี้ก็ยังแก้ปัญหาไม่หมด ถึงตอนนี้เมื่อสถาบัน พอช. เข้ามาผลักดันเรื่องนี้ ก็พร้อมหนุนการทำงานของกระบวนชุมชน ในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินอย่างเต็มที่ เชื่อว่ารัฐบาลมีนโยบายและมีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาของพี่น้อง แต่พี่น้องประชาชนต้องเสนอวิธีการในการแก้ปัญหาของตนเอง เช่น เทศบาลตำบลนาทวี ได้หาทางออกในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย โดยการให้ประชาชนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเช่าที่อยู่จากเทศบาล ที่ต้องหยิบยกมาพูดคุย เพราะหน่วยงานของรัฐมีข้อกฎหมายมากมาย ในขณะที่ประชาชนก็ต้องการแก้ปัญหา เพื่อมีคุณภาพที่ชีวิตที่ดี การแก้ปัญหาทุกเรื่องจะให้เกิดผล 100 % ยังไม่สามารถทำได้ แต่ก็สามารถคลี่คลายและบรรเทาได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้อยู่ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น โครงการนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง หากพี่น้องช่วยกันระดมความคิด ให้ข้อมูลและทำงานร่วมกัน ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ และที่สำคัญ เราต้องร่วมมือกัน

โดยโครงการดังกล่าว คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินงานได้ในต้นเดือนสิงหาคมนี้

ช่วงท้ายของการสัมมนามีการเสนอชื่อผู้ประสานงานในระดับตำบล ทั้ง 19 ตำบล และการนัดหมายแผนงาน เช่น การจัดเวทีสร้างความเข้าใจระดับพื้นที่ตำบล การจัดตั้งคณะทำงานพื้นที่ การสำรวจข้อมูล การประมวลข้อมูลสภาพปัญหา และจัดทำแผนงานแก้ไขปัญหาของพื้นที่ต่อไป

โดย : บ่าวนุ้ย

นครศรีฯ รุกงานตามแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น


เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธฌาศัย จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดสัมนาคณะยุทธศาสตร์ขับเลื่อนประเด็นงานในพื้นที่ทั้งหมด 13 ประเด็นงาน ผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 60 คน จากทุกประเด็นงาน นายคณะพัฒน์ ทองคำ ประธานกรรมการศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนดูแลฝ่ายยุธศาสตร์ เป็นประธานในที่ประชุมได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวส่อชุมชนภาคใต้ว่า งานสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะให้ประเด็นงานต่างๆที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคประชาชนที่อยู่ภายในพื้นที่ ได้มีโอกาสมาประชุมพบปะพูดคุยและมีการสรุปงานในรอบปีที่ผ่านมาภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) จำนวน 800,000 บาท ซึ่งประเด็นงานต่างๆที่ได้นำงบประมาณไปขับเคลื่อนในเรื่องของขบวนการจัดการความรู้พัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ของภาคประชาชนเป็นโอกาสดีวันนี้มีตัวแทนจากประเด็นงานมาร่วมทุกๆประเด็นงานและมีผู้สังเกตการณ์ที่จะเข้ามาร่วมประเด็นใหม่คือประเด็นแรงงานที่เคลื่อนงานด้านอาสาของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเข้ามาร่วมด้วย

นายประยงค์ หนูบุญคง ประธานกรรมการบริหารดูแลงานสำนักงาน ได้กล่าวว่าขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราชได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 ยุทธศาสตร์งาน แต่ละยุทธศาสตร์ก้มีประด็นงานที่สอดคล้องกับด้านของยุทธศาสตร์และได้ชี้แจงถึงความสำคัญของภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาสร้างให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมีการเชื่อมโยงกับภาคีร่วมมือทุกๆฝ่ายแต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เกินความสามารถของภาคประชาชนคือด้านงบประมาณเพราะเราไม่มีงบประมาณเป็นของตนเองบางหน่วยงานที่หนุนเสริมงบประมาณส่วนมากจะเน้นในเรื่องของการอบรมเพิ่มองค์ความรู้และการเคลื่อนงานเบื้องต้นซึ่งเรื่องเหล่านี้ภาคประชาชนของเราก็ดำเนินงานอยู่แล้ว ในส่วนงบประมาณของปี2552 นี้เครือข่ายองค์กรชุมชนจ.ศรีธรรมราชได้รับมา 1,000,000 บาท จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ 3,400,000 บาท จาก สำนักงานสนับการวิจัย (ส.ก.ว.) ของโครงการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาความยากจนการพัฒนาสังคมและสุขภาวะ จ.นครศรีธรรมราชระยะที่ 2 การใช้งบประมาณแบ่งเป็น 2 ส่วน คืองบขบวนจังหวัดของ พอช. จำนวน 1,000,000 นั้นประเด็นงานทุกๆประเด็นงานสามารถใช้งบประมาณตามแผนงานที่นำเสนอส่งมาให้กับสำนักงานตามงบประมาณที่อนุมัติให้ในแต่ละประเด็นงาน โดยให้ผู้ประสานงานของแต่ละประเด็นงานทำแผนการใช้เงินตามกิจกรรมที่กำหนดภายใต้แผนงานและมาทำบันทึกความร่วมมือ(MOU) กับศูนย์ประสานงาน การโอนเงิน ให้ประเด็นงานเปิดบัญชีธนาคารภายใต้ชื่อของคณะทำงานประเด็นงาน และเมื่อดำเนินงานเส็จแล้วก็สรุปการดำเนินกิจกรรมพร้อมกับงบประมาณ ในส่วนของงบประมาณ จากสำนักสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ใช้ตามแผนงานกิจกรรมที่เสนอโครงการ

ซึ่งการเคลื่อนงานภายในปีงบประมาณ 2552 นี้ จะส่งผลต่อแผนงานดำเนินงานของปี 2553 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จด้วยและในปี 2553 แนวทางของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะสนับสนุนงบประมาณในช่องทางของสภาองค์กรชุมชนซึ่งขบวนจังหวัดเองก็ต้องมีการขับเคลื่อนงานด้านสภาองค์กรชุมชนเพื่อรองรับงบประมาณและการเคลื่อนงานภายใต้องค์กรชุมชนที่มีกฎหมายรองรับและการกำกับดูแลอีกทั้งร่วมมือกับภาคีต่างๆในทุกๆระดับ


อานนท์ มีศรี สำนักข่าวเครือข่ายองค์กรชุมชนจ.นครศรีธรรมราช : รายงาน


อ่านรายข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม คลิ้กที่นี่ครับ

เครือข่ายชุมชนประสบภัยพิบัติ จ.พัทลุง สรุปบทเรียน

การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ทางรอดในสภาวะโลกร้อน

จังหวัดพัทลุงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ที่สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนประชาชน ทั้งทางพื้นที่ที่ติดกับทะเลสาบ พื้นที่นาและพื้นที่ติดกับเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีในการจัดการภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานการให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการกู้ภัยและการเตรียมพื้นที่ในการอพยพ เพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งสนับสนุนกิจกรรมและงบประมาณแก่เครือข่ายภัยผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดพัทลุง ร่วมกับ มูลนิธิกองทุนไทย มูลนิธิกระจกเงาและองค์การแอคชันเอดประเทศไทย ได้ร่วมกันทำโครงการ Beyond disasters การป้องกันภัยพิบัติภาคประชาชนและได้เปิดเวทีในการถอดบทเรียนในการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นหนทางในการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วยตัวชุมชนเพื่อลดการสูญเสีย พร้อมกับการแลกเปลี่ยนผ่านเครือข่ายชาวบ้านที่ประสบภัยในเขตอำเภอเมืองพัทลุง อำเภอเขาชัยสน อำเภอศรีนครินทร์ อำเภอกงหราและอำเภอปากพยูน อันจะนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายของการในการเข้ามาจัดการ ป้องกัน เฝ้าระวังและองค์ความรู้สู่ชุมชน

"ที่ผ่านมาการเข้ามาจัดการในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติมักจะกระจุกตัวที่หน่วยงานของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจริงๆชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ประสบเหตุการณ์ไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสมและถูกวิธีทำให้มีการสูญเสียเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน เวทีแลกเปลี่ยนนี้จึงเป็นการสร้างเครือข่ายของคนในชุมชนพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆได้มีความเข้าใจและสังเกตเข้าใจในการปฏิบัติตัวเมื่อมีภัยพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการภัยพิบัติด้วย" คุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ตัวแทนโครงการ "Beyond disasters" กล่าวก่อนเริ่มเวทีแลกเปลี่ยน

นอกจากจะเป็นการทำความเข้าใจในองค์ความรู้เรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติแล้ว เครือข่ายผู้ประสบภัยจังหวัดพัทลุงก็ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นของการสร้างองค์ความรู้ให้ชุมชนพื้นที่เสี่ยงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการชุมชนโดยตัวของชุมชนหมู่บ้านเองโดยไม่ต้องพึ่งพาองค์กรของรัฐมากจนเกินไปในการเข้ามาดูแลเมื่อเกิดภัยต่างๆ พร้อมทั้งการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานของชาวบ้านให้มีความเข้มแข็งละเข้ามาบริหารจัดการชุมชนอย่างมีประสิทธิผลและดูแลกันเองภายในพื้นที่

"การทำงานขององค์รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติต้องเป็นการเข้ามาประสานและร่วมมือกันกับองค์กรชาวบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อให้เข้าถึงปัญหาของภัยที่เกิดขึ้นกับชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเข้ามาจัดการในลักษณะที่ชาวบ้านไม่ได้เรียนรู้หรือรับรู้อะไร มันต้องมีการประสานงานระหว่างองค์กรของรัฐและชาวบ้านอย่างชัดเจนเพื่อการคุ้มครองลดความสูญเสียให้มากที่สุด มุ่งที่การเข้าใจเพื่อให้คนในชุมชนหมู่บ้านได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพในการดูแลตัวเองมากขึ้นๆ " พี่ป้อม (เตือนใจ สิทธิบุรี) ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดพัทลุง กล่าว

พร้อมกันนั้นการหาข้อสรุปร่วมกันของชาวบ้านถ้าจะให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและยาวนานก็จะต้องมีการร่างขอเสนอเพื่อร่างเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจังเพราะหากไม่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องการเข้ามาดูแลชุมชนด้วยคนของชุมชนเอง การจัดการภัยพิบัติโดยภาคประชาชนจะเกิดขึ้นไม่ได้ละยังคงเป็นข้อเสียเปรียบในการสร้างชุมชนเข็มแข็งอย่างเป็นรูปธรรมได้ เพื่อการร่วมเผ้าระวังดูแลรักษาชุมชนให้ปลอดภัย นอกจากนั้นยังเป็นการกระตุ้นในรัฐบาลเข้ามาจัดการดูแลอย่างจริงจังในการสร้างความพร้อมให้กับชุมชนที่มีความเสี่ยงในขั้นสูง พร้อมกับการสร้างเครือข่ายดูแลตนเองของชาวบ้านได้อีกประการหนึ่ง


"การหาข้อสรุปและการเสนอแนะน่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการเชื่อมประสานระหว่างหลายชุมชน หลายองค์กรเพื่อการยั่งยืน ต้องมีการบรรจุเรื่องของการจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมองข้ามไม่ได้เพราะไม่สามารถที่จะรับรู้ว่า เมื่อไร อย่างไรภัยพิบัติถึงจะเกิดขึ้น กระเสวนาและการนำเสนอข้อเนอแนะนี้ คงจะเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืนอย่างมากหากถูกบรรจุลงในแผนการพัฒนาด้านต่างๆเพราะจงอย่างลืมไปว่า เมื่อไรก็ตามที่เกิดภัยพิบัติต่างๆขึ้นไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุเขตร้อน เกิดขึ้นเมื่อไรความสุญเสียแทบจะประเมินค่าไม่ได้เลย นี้คือการยืนอยู่บนหนทางของการอยู่อย่างรอบคอบ หากเมื่อไรก็ตามทุกอย่างตั้งอยู่บนความเสี่ยงก็มีแต่ความเสียหายซึ่งบางที่อาจจะประเมินค่ามิได้" น้าเล็ก (อุทัย บุญดำ) ตัวแทนจากเครือข่ายสินธุ์แพรทอง กล่าวอย่างมีความหวัง

การนำเสนอแนวทางร่วมกันในการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาต่อยอดในการร่วมกันสร้างเครือข่ายชุมชนชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการดูแลจัดการในชุมชนตนเอง โดยประสานความร่วมมือองค์ทุกภาคส่วนของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

"จริงๆแล้วองค์กรของรัฐก็มีอยู่แต่มันกระจัดกระจายไปตามหน่วยงาน องค์กรต่างโดยขาดการเชื่อมโยงที่ดี เอาเข้าจริงหากทุกฝ่ายร่วมมือประสานเป็นเครือข่ายในการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน มันจะเป็นผลดีทั้งชุมชนเมื่อมีเหตุภัยต่างๆก็ได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหากรอคอยแต่องค์กรของรัฐ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆคงล่าช้าไปเพราะการจัดการ เฝ้าระวังภัยพิบัติต้องรวดเร็วและแม่นยำ เพราะหากเร็วและมีประสิทธิภาพในการช่วยโดยชุมชนการสูญเสียน่าจะลดลงและเป็นการฝึกทักษะของชาวบ้านในการสังเกตและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งสำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างมาก" นายวิเชียร ศุภอภิชาตวงศ์ หัวหน้าฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัย จังหวัดพัทลุง กล่าวส่งท้าย
(ดาวน์โหลดเอกสารสรุปการสัมมนา : http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=485A44E8DEQNZJFQR2BOCYIOWTX96C )

แนะนำเวปไซต์ชุมชน เครือข่ายสินธุ์แพรทอง จ.พัทลุง

เวปไซต์เครือข่ายสินธุ์แพรทอง ตำบลลำสินธุ์ กิ่งอำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง