จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

ดีเกร์ฮูลู เสียงเพลงเพื่อสันติภาพ

ความสามัคคี”ถูกหยิบยกมาเป็นหัว ข้อในการทำสารคดีเชิงข่าว ผ่านการแสดงพื้นบ้านทางภาคใต้ ในเรื่อง “ดีเกร์ฮูลู เสียงเพลงเพื่อสันติภาพ”

น้อง ๆ ทีม “สมาร์ทสเตทลีย์” นิสิตจากภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ เจ้าของสารคดีเรื่อง “แสงเทียนที่ปลายด้ามขวาน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเสียสละของคุณครูโรงเรียนบาโหย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ที่แม้จะต้องทำงานในพื้นที่ที่เสี่ยงอันตรายแต่ก็ยัง มุ่งมั่น อดทนที่จะสอนหนังสือให้กับเด็กนักเรียน ด้วยความรักและเอาใจใส่ ทำให้คว้ารางวัลชนะเลิศโครงการ “สิงห์สร้างสรรค์คนทีวีปี 4” ซึ่งจัดโดยบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท สาระดี จำกัด กลับมาอีกครั้งกับสารคดี “ดีเกร์ฮูลู เสียงเพลงเพื่อสันติภาพ” ที่ต้องการจุดประกายเรื่องความสามัคคีให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ตั้ม-นายกีรติ โชติรัตน์, โบ๊ต-นายเชี่ยววิทย์ พัฒนสุขพันธุ์, ตี๊-นายอภิชนม์ เพชรนุ่น, บิว-นางสาวนัฐฐา พิทักษ์พลานนท์ และ เปิ้ล-นางสาวหทัยรัตน์ เสนีย์ สมาชิกทีมสมาร์ทสเตทลีย์ บอก ว่า ที่หยิบเรื่องความสามัคคีมาทำเพราะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งเนื้อหาเพลงที่แสดงใน ดีเกร์ฮูลูที่แสดงอยู่ในปัจจุบันก็จะสอดแทรกเรื่อง อนุรักษ์ธรรมชาติ สำนักรักษ์บ้านเกิด และความสามัคคีเป็นหลัก นอกเหนือจากการให้ความบันเทิง

ทีมสมาร์ทสเตทลีย์ได้ใช้เวลานับเดือนในการลงพื้นที่หาข้อมูล ถ่ายภาพ และสัมภาษณ์ ในจังหวัดปัตตานี และภูเก็ต ซึ่งดีเกร์ฮูลูไปเปิดการแสดง ก่อนจะนำมาลำดับภาพและตัดต่อเป็นเรื่องราว โดยน้อง ๆ ยอมรับว่า รางวัลจาก การชนะการประกวดโดยได้เข้าฝึกงานในบริษัท สาระดี จำกัด เป็นเวลา 2 เดือน และได้เดินทางไปดูงานที่สถานีโทรทัศน์เคบีเอส ประเทศเกาหลีใต้ ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การทำงานกับมืออาชีพ แม้จะมีความกดดันบ้าง แต่สิ่งที่น้อง ๆ ตั้งใจก็คือ ทำผลงานที่ออกมาไม่เพียงแค่จะต้องมีเนื้อหาที่ดีเท่านั้น แต่จะต้องเป็นประโยชน์กับสังคมด้วย

สารคดี “ดีเกร์ฮูลู เสียงเพลงเพื่อสันติ ภาพ” ต้องการเน้นให้ผู้ชมได้มีสำนึกถึงความสามัคคีโดยรวม ก่อนจะขมวดปมว่า ขนาดกลุ่มการแสดงดีเกร์ฮูลูซึ่งเป็นกลุ่มคนเพียงเล็ก ๆ ยังมีความรัก สามัคคี และต้องการขยายวงความสามัคคีออกไปให้มากที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศหลงลืมเรื่องนี้ไปหรือเปล่า..?

ค้นหาความสามัคคีกับผลงานสารคดี “ดีเกร์ฮูลู เสียงเพลงเพื่อสันติภาพ” ของน้อง ๆ ได้ในรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทางช่อง 7 คืน วันพฤหัสบดีที่ 8 เม.ย.นี้.

มันนิ(ซาไก) ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง


จากถนนหลวงสายสตูล-ตรัง ผ่านเขาติง ร่องเขาแบ่งแผ่นดิน จ.สตูล และ จ.ตรัง บริเวณ ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เราเดินทางโดยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ ไปตามถนนลูกรังอันขรุขระและคดเคี้ยว ผ่านชุมชนบ้านเขาน้ำเต้า ซึ่งจะเห็น “ เขาน้ำเต้า” สูงตระหง่าน สู่ผืนฟ้า เป็นที่หมายและสัญลักษณ์อันโดดเด่นของหมู่บ้าน

จากบ้านเขาน้ำเต้า เราเดินทางสู่หน่วยพิทักษ์ป่าบ้านหินจอก ซึ่งที่นั่นเป็นที่สิ้นสุดทางรถยนต์ เราต้องเดินทางขึ้นสู่ภูเขาประมาณ 2 กิโลเมตรสู่ชุมชนของมันนิ กลุ่มพ่อแก่โส๊ะ ที่ “ห้วยแทงแม่ “

ระหว่างเส้นทางเดินเท้าอันร่มรื่นผ่านสวนยางพารา เดินขึ้นควนสูงเข้าสู่ผืนป่าในเขตเทือกเขาบรรทัด บนที่สูงป่ายังคงอุดมสมบูรณ์ แต่ก็ถูกแผ้วถางโดยชาวบ้านและปลูกสวนยางพาราบุกขึ้นมาทุกๆวัน

บนยอดควน “ ห้วยแทงแม่ “ มีลำธารไหลริน ใสกระจ่างตา เป็นแนวแบ่งอาณาเขตของมันนิ(ซาไก)กลุ่มนี้จากชุมชนข้างล่าง บนที่ราบในร่องเขาแห่งนี้ มีไม้ใหญ่ปกคลุม เป็นที่ตั้งของกระท่อม จำนวน 9 หลัง มีสมาชิกของพวกเขาอาศัยอยู่จำนวน 26 คน

ผืนแผ่นดินโดยรอบ พวกเขาได้ปลูกยางพารา ไม้ผล เช่นมะละกอ เงาะ ทุเรียน พืชผักต่างๆ ไว้เป็นอาหาร มันนิ(ซาไก)กลุ่มนี้ ได้ปรับเปลี่ยนวิถีในการดำเนินชีวิตเพื่อการอยู่รอด จากการหาหัวมัน ล่าสัตว์จากป่า มาเป็นเริ่มรู้จักเพาะปลูก และรับจ้างแรงงาน บ้านเรือน จากการตั้งทับเร่ร่อน ก็มาสร้างกระท่อมที่ค่อนข้างถาวร

พ่อแก่โส๊ะ มันนิ(ซาไก) ชรา ผู้นำกลุ่มมันนิแห่งห้วยแทงแม่ ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง อายุมากแล้ว ประมาณ 75 – 80 ปี แต่ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากมันนิจะไม่มีการบันทึกและนับอายุ วันเดือนปีเกิด พ่อแก่โส๊ะ เล่าว่า

“ เดิมกูเคยอยู่ที่ อ.ละงู ขณะที่ยังเป็นป่า ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีบ้านเรือนผู้คน เคยมีบรรพบุรุษเป็นอิสลาม ชื่อ โต๊ะบาหลี เมื่อก่อนพวกกูเคยเป็นอิสลาม แต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้ว คนอื่นกินหมูแล้ว แต่กูยังไม่กิน กูเดินทางจากละงู มาทางในป่า ผ่านเขาติงลัดเลาะมาตามไหล่เขา ตอนนั้นยังไม่ได้ตัดทางถนนเจาะทะลุเขาติง เดินทางมาตั้งชุมชนมันนิที่ ห้วยแทงแม่ แห่งนี้ นั้นในละแวกตำบล อำเภอที่นี่ ยังไม่มีบ้านเรือนผู้คน ยังคงเป็นป่าแก่ล้วนๆ บ้านเรือนมีแถบชายทะเล เนื่องจากเดินทางทางบกยังไม่ได้ ใช้ทางเรือ สัตว์ป่าตอนนั้นชุกชุมมาก ทั้งช้างและเสือ พวกกูเคยถูกเสือกัดตายไป 1 คน อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

แรงหนุน พอช. เชื่อมเครือข่ายภาค ‘ประชาสังคม’

ภายใต้แนวทางของการทำงาน เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปิดโอกาสให้ 'ภาคประชาสังคม' ได้เข้าไปมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ทั้งด้านวิถีชีวิต การพัฒนาชุมชน สิทธิมนุษยชน การก่อเกิดสันติภาพ ฯลฯ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา แทบทุกปริมณฑลของประเทศไทย เกิดภาคีเครือข่ายคนทำงานมากมายหลายหลากกลุ่ม

แต่สิ่งที่น่าเสียดาย คงเป็นเช่นเดียวกับองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ โดยเฉพาะกับหน่วยงานภาครัฐ คือ มักจะมีปัญหาเรื่องการเชื่อมประสานเครือข่ายให้เกิดการทำงานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง

ภาพหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ ปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นปีที่ ๗ แล้ว และภาครัฐได้ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนเพื่อลงไปแก้ไขคลี่คลายปัญหาร่วมกัน ในอีกด้านหนึ่งก็มีนักเคลื่อนไหวด้านสังคม องค์กรภาคประชาชน หรือภาคประชาสังคม ประสานความร่วมมือลงไปให้ความช่วยเหลืออยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2553

ประมวลภาพงานสมัชชา กป.อพช.ใต้ ประจำปี 2553

26-28 มีนาคม 2553 ณ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง(น้ำตกกรุงชิง) อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช
โดย : ทีมศูนย์สื่อสังคมภาคใต้













ก่อนอื่น ขออนุญาตชวนทุกท่านกลับไปรู้จักกับ กป.อพช.ใต้ อย่างคร่าวๆ โดยคลิ้กที่นี่

**********************************
สำหรับปีนี้ทางคณะกรรมการ กป.อพช.ใต้ ย้ายไปจัดงานไกลถึงอุทยานแห่งชาติเขาหลวง(น้ำตกกรุงชิง) มีนักพัฒนาเอกชนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ทั่วภาคใต้เข้าร่วมเกือบ 100 ชีวิต(ส่วนมากเป็นหน้าใหม่) งานจัดขึ้น 3 วัน 2 คืน ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายตลอดงาน มีเนื้อหาสาระและความสนุกสนาน เกิดขึ้นครบครัน ใครบางคนถึงกับเปรยว่า “งาน กป. ปีนี้ เป็นอีกปีหนึ่งที่น่าประทับใจ” ไม่อยากพูดพร่ำทำเพลงให้ยืดยาว ชวนดูภาพกันดีกว่า ซึ่งภาพอาจจะไม่ค่อยเห็นบรรยากาศเท่าไหร่นะครับ เพราะ "ตากล้องฟอร์มดี" ผู้เป็นเจ้าของกล้องของเรา ถ่ายรูปไม่ได้ความเอาเสียเลย อิอิ (ด่าผ่านสื่อนะเนี่ย)
ดูประมวลภาพ คลิ้กที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553

เครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน ออกแถลงการณ์จี้รัฐแก้ไขปัญหา

แถลงการณ์

เครือข่ายเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสิทธิชุมชน


ตามที่ รัฐบาลมีการเจรจาหาทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศ กับ กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือ นปช. และมีข้อเสนอให้ยุบสภา เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ ตามระบอบประชาธิปไตย นั้น

เครือข่ายชุมชน ฯ เห็นว่าทุกฝ่ายยังไม่ได้มีการหยิบยกปัญหาของชาวบ้านคนจน และชุมชน ขึ้นมาถกเถียงเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขอย่างแท้จริง การเจรจาเป็นไปในแนวทางเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองส่วนบนเท่านั้น ซึ่งได้แก้ปัญหาในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง จึงเป็นการตอกย้ำว่าเป็นการเมืองที่ไม่ได้สนใจแก้ปัญหาคนจนอย่างแท้จริง คนจนเหล่านั้นมีทั้งในกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง และกลุ่มที่ไม่สังกัดสีใดๆ และผ่านมา กลุ่มคนจนต่างๆ ได้พยายามเสนอ / ผลักดันการแก้ปัญหากับทุกๆรัฐบาล มาโดยตลอด แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร

ในรัฐบาลนี้ก็เช่นกัน เครือข่ายองค์กรชุมชนต่างๆ จากทั่วประเทศได้ผลักดันเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา และรัฐบาลมีการตั้งคณะกรรมการ/ กลไกในการแก้ปัญหาแล้ว อาทิเช่น คณะกรรมการ ๔ ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหามาบตาพุด คณะกรรมการแก้ปัญหาของเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย อนุกรรมการแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติ อนุกรรมการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสัมปทานแร่ทองคำ ฯลฯ

ซึ่งหากมีการยุบสภาการแก้ปัญหาของเครือข่ายชุมชนต่างๆ ต้องหยุดชะงักไปด้วย ดังนั้นรัฐบาล และทุกฝ่าย ควรคำนึงถึงการแก้ปัญหาคนจน / คนชายขอบ โดยมีการวางแนวทางแก้ปัญหาของชุมชน อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ก่อนการยุบสภา จึงมีข้อเสนอ ดังนี้ อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

เครือข่ายประชาชนสตูล จี้ “ผู้ว่าฯ-รัฐฯ” แจง 5 โปรเจกต์พลิกเมืองเป็นอุตสาหกรรม

เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล นำชาวบ้านเข้าพบผู้ว่าฯ พร้อมยื่นหนังสือส่งถึงนายกรัฐมนตรี หลังต้องการคำชี้แจงโปรเจกต์ 5 ใหญ่ พลิกเมืองสตูลสู่อุตสาหกรรม หวั่นกระทบวิถีชีวิตประชาชน แนะต้องชี้แจงเพื่อให้ชาวสตูลตัดสินใจเอง

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา นายสมบูรณ์ คำแหง คณะประสานงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล นำตัวแทนชาวบ้านทั้ง 7 อำเภอ จำนวน 50 คน เข้าพบนายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผู้ว่าราชการ จ.สตูล เพื่อนำหนังสือยื่นผ่านจังหวัดถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่องให้ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

พร้อมขอคำชี้แจงจากทางจังหวัดเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหญ่ 5 โครงการที่นำมาพัฒนา จ.สตูล เช่น โครงการท่าเทียบเรือน้ำลึก, โครงการสร้างทางรถไฟรางคู่ในระบบขนส่งสินค้าระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน, โครงการนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ พร้อมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และโครงการเจาะอุโมงค์ข้ามชายแดน จ.สตูล-มาเลเซีย

นายสุเมธ ได้เรียกหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้รับผิดชอบในโครงการ ทั้ง 5 โครงการออกมาอธิบายชี้แจงต่อ คณะประสานงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล พร้อมประชาชนในห้องประชุมใหญ่ โต๊ะพญาวัง ศาลากลาง จ.สตูล ซึ่งการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด โดยเฉพาะโครงการขุดเจาะอุโมงค์ระหว่าง จ.สตูล กับรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย นั้นเป็นโปรเจกต์ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลผลักดันให้เกิดขึ้นเอง ขณะโครงการที่เหลือเป็นโครงการที่มีมานานแล้ว แต่เพิ่งมีความคืบหน้า

นายสมบูรณ์ คำแหง คณะประสานงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล กล่าวว่า สาเหตุ การมาในครั้งนี้เพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงของโครงการทั้งหมดว่าเป็นอย่าง ไร และถ้าโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นวิถีชีวิตของคนชาวสตูลต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่ นอน

ดังนั้น จึงไม่อยากให้โครงการนี้เกิดขึ้น แต่ต้องการรับทราบว่างานทั้งหมดทำไปถึงไหนแล้ว โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลใดบ้าง ก็ให้ชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบ และให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินว่าคนสตูลเอาหรือไม่เอาเพื่อสิทธิของ ชาวสตูล

โดยเนื้อหาในหนังสือที่ยื่นผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดถึงนายกรัฐมนตรี นั้น ใจความสำคัญระบุให้คณะรัฐมนตรีออกมาชี้แจงให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบโครงการเหล่านี้ว่าถูกต้องตามกระบวนการกฎหมาย และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะโครงการเหล่านี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาล

นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผู้ว่าราชการ จ.สตูล กล่าวว่า ในขณะนี้ทราบเพียงโครงการเจาะอุโมงค์ข้ามชายแดนเชื่อมต่อจังหวัดสตูล กับรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซียเท่านั้นซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการอยู่ ส่วนโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา , โครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ขนส่งสินค้าระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน , โครงการวางท่อขนถ่ายน้ำมันระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออก พร้อมฐานที่ตั้งคลังน้ำมันเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่ (อ่าวละงู) และโครงการนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดสตูลนั้น ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลใดๆ ซึ่งถ้าทางเครือข่ายฯอยากทราบรายละเอียดและข้อมูลต่างๆก็ให้สอบถามกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งส่วนหนึ่งก็อยู่ในที่ประชุมในครั้งนี้ด้วย

จากนั้นทางตัวแทนเครือข่ายฯได้กล่าวว่าจะติดตามข้อมูลและผลการดำเนินการในโครงการต่างๆต่อไป และเมื่อได้ข้อมูลที่ชัดเจนและเพียงพอแล้วทางเครือข่ายฯจะได้มีการจัดเวทีให้ความรู้แก่ประชาชนในจังหวัดสตูลให้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างเท่าเทียมกัน ในโอกาสนี้จึงก็ถือโอกาสเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะพ่อเมืองได้ร่วมชี้แจงข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบร่วมกันด้วย ซึ่งทางผู้ว่าฯก็ได้ตกลงจะไปร่วมอย่างแน่นอนถ้าหากมีเวทีดังกล่าวขึ้น

จากนั้นทางตัวแทนเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ก็ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา และโครงการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และจดหมายเปิดผนึกขอให้ทบทวนการะบวนการจัดทำโครงการท่าเรือน้ำลึกและโครงการที่เกี่ยวเนื่องกันต่อผู้ว่าราชการจังหวัด อีกทั้งได้หนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีโดยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรีด้วย ความคืบหน้ากรณีนี้จะเป็นอย่างไรทางศูนย์สื่อสังคมภาคใต้จะได้นำเสนอต่อไป.
คณะประสานงานเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล
ช่องทางติดต่อข่าวสาร(E-mail)ของเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล สามารถติดต่อได้ที่ satunwatch@hotmail.com สมบูรณ์ คำแหง 084-2144648 , สมยศ โต๊ะหลัง 080-5209881 , กำราบ พานทอง 086-6961225

คำตอบสุดท้ายจากอันดามัน

โดย : บินหลาดง

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วในแวดวงคนเคลื่อนไหวสร้างสรรค์สังคม ที่มีหลักคิดปรัชญาพัฒนาสังคมแนวทางการพัฒนายั่งยืนชุมชนเข้มแข็ง พื้นที่จังหวัดฝั่งอันดามัน นับแต่จังหวัดสตูล ตรัง ไล่เรียงไปถึงระนอง ได้สนทนาวิพากษ์วิจารณ์โดยระบบโฟนอิน เหลียวหลังแลหน้าแผนพัฒนาชาติฉบับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นับแต่ปี 2504 ถึงปัจจุบันและอีก 20 ปี ข้างหน้า เหลียวหลังแลหน้าพัฒนาการประชาธิปไตยรวมศูนย์อำนาจรัตนโกสินทร์ในรอบ 77 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงจากระบอบกษัตริยาธิราช มาสู่ประชาธิปไตยแนวรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการเหลียวซ้ายแลขวาเบิ่งตาแลโลกกวัดแกว่ง เคว้งคว้าง ตามแรงกระแทกของคลื่นโลกาภิวัตน์ และคลื่นความร้อน คลื่นสนามแม่เหล็กแห่งดวงดาว ดาราจักรต่างๆ รอบด้าน 360 องศาแล้ว เห็นพ้องเป็นเสียงเดียวกันว่า วาระวิกฤตสิ้นโลกดั่งภาพยนตร์ 2012 มีโอกาสเป็นไปได้ และก่อนถึงวันนั้นวิกฤตสังคม วิกฤตชาติ วิกฤตการทำมาหากิน วิกฤตโลกร้อน ภัยแล้งขาดแคลนน้ำ อาหาร การแพร่ระบาดของโรคก็จะยิ่งหนักหน่วงทวีคูณ ความทุกข์ยากเดือดร้อนกลียุคจะถูกยกระดับสู่ขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน

ที่ประชุมสุดยอดสภากาแฟทางอากาศอันดามันจึงมีมติเอกฉันท์ว่าเลิกตั้งความหวังหลักคิดอุดมการณ์ประชาธิปไตยและสังคมนิยมที่มีสหรัฐอเมริกาและจีนคอมมิวนิสต์เป็นหัวโจก เพราะมีข้อมูลชัดเจนว่าในปี 2006 (พ.ศ. 2549) ประเทศไทยปล่อยความคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณ 0.76% ของปริมาณรวมทั่วโลก แต่สหรัฐอเมริกาและจีนซึ่งปล่อยพอๆ กัน รวมแล้วสูงถึง 40% ของทั้งหมด ซึ่งหากบ้าระห่ำไม่กลับตัวกลับใจสู่สังคมเศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มจาก 380 ส่วนในล้านส่วนปี 2005 ขึ้นไปถึง 700-1,000 ส่วนในล้านส่วนในปี 2100 หรืออีก 90 ปีข้างหน้า อันจะทำให้อุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส

ปัจจุบันแค่เพิ่ม 0.6 องศาเซลเซียส ก็ร้อนตับแลบ จนม็อบ นปช.คนเสื้อแดงก็หน้ามืดอ่อนระทวยแทบละลายจะแย่อยู่แล้ว ที่สำคัญนักวิทยาศาสตร์บอกว่า และในปี 2100 ที่ว่า ภาวะโลกร้อนดังกล่าวจะทำให้พลเมืองโลกเหลือเพียง 1 ใน 7 ของปัจจุบันเพราะการตายจากการขาดน้ำและอาหาร ประมาณว่าคนไทยเวลานั้นถ้ามี 140 ล้านคนก็อาจจะเหลืออยู่เพียง 20 ล้านคนเท่านั้น

ท้ายที่สุดเพื่อเป็นการประกาศอิสรภาพจากพันธกรณีทางสังคมกับบรรดาสัตว์การเมือง กระแสวิบัติแห่งชาติพันธุ์มนุษย์และความพินาศของโลก จึงขอเรียกร้องว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องร่วมรณรงค์เผาตำรารัฐศาสตร์ ลัทธิการเมือง ลัทธิเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งหลายให้สิ้นซากเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อเปิดทางให้ปัญญาที่แท้ของมวลหมู่มนุษย์ได้เข้าแทนที่เหล่าทฤษฎีความรู้แห้งกรังพังผุ ที่กำลังเป็นเชื้อเพลิงสุมไฟเผาไหม้ชุมชนวอดวายป่นปี้รุ่มร้อนให้พบความชุ่มเย็นงอกงามเสียที และสำหรับทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นจังหวัดอันดามัน นับแต่นี้เป็นต้นไป อุดมการณ์สังคมสันติภาพ ไม่เอาความรุนแรง (Non-Violence) ยึดมั่นในหลักธรรมศาสนา และการประกอบอาชีพตามหลักเศรษฐกิจสีเขียว (Global Green New Deal) ที่เป็นมิตรกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถือเป็นคำตอบสุดท้าย... ฟันธง! เหวง..