จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

ระเบิดเขาคูหา บทพิสูจน์สิทธิชุมชนคนคูหาใต้

“เขาคูหา ภูผามีตำนาน”
เป็นคำพูดของลุงคิด อินทอง อายุ 64 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 7 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ที่ได้พูดในเวทีสาธารณะจัดโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลคูหาใต้ เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 53 ณ โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี 2 เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ และภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบต่อการต่ออายุสัมปทานระเบิดหินภูเขาคูหา แม้จะเป็นคำพูดสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายอย่างยิ่ง

ลุงคิด อินทอง เป็นชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน จากการระเบิดหินตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อายุสัมปทานได้หมดลงแล้ว วันนี้จึงเป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันพูดคุยเพื่อค้นหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
ตัวแทนอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลาให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าทางราชการได้ประกาศให้ภูเขาคูหาเป็นแหล่งหินเพื่ออุตสาหกรรมเมื่อปี 2540 และเปิดให้มีการสัมปทานระเบิดหินอายุสัมปทาน 10 ปี ตั้งแต่ปี 2542 - 2552 โดยมีผู้ได้สัมปทานระเบิดหิน 2 บริษัท คือบริษัทพีระพลมายนิ่ง จำกัด และนายมนู เฉยกูล ซึ่งรู้จักกันดีในนามเจ้าพ่อระเบิดหินแห่งยะลา โดยดำเนินการในนามบริษัทแคนเซี่ยมไทยอินเตอร์ โดยที่เจ้าตัวยังไม่เคยลงพื้นที่มาให้เห็นเลยตลอด 10 ปี ที่ทำการระเบิดหินที่เขาคูหา
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

ธนาคารชุมชนมะนัง ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอมะนัง จังหวัดสตูล

รศ.ดร.สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล และ ดร.สิริรัตน์ เกียรติปฐมชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกันถอดบทเรียนการแก้หนี้นอกระบบโดยภาคประชาชน ที่เริ่มจาก กลุ่มออมทรัพย์ บูรณาการทุนชุมชนสู่ ธนาคารชุมชน เชื่อมต่อการทำวิสาหกิจชุมชน เพื่อเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนิคมพัฒนาให้มีสวัสดิการชุมชน และล่าสุดกำลังประสบผลสำเร็จกับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ให้กับชาวบ้านในพื้นที่

ความเป็นมาในการจัดตั้งธนาคารชุมชน สืบเนื่องจากการดำเนินงานของกลุ่มออมทรัพย์ในตำบลพัฒนานิคมตั้งแต่ปี 2537 ในหมู่ที่ 7 รวมทั้งกลุ่มอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมาภายหลัง และกองทุนหมู่บ้านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 ไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้วยเหตุผลความไม่เชื่อมั่นของสมาชิกที่มีต่อการดำเนินงานของกลุ่ม จึงขาดการให้ความร่วมมือ และความไม่ไว้วางใจกันเองระหว่างกรรมการบริหารกลุ่ม นอกจากนั้นระเบียบและการบริหารการเงินขององค์กรการเงินชุมชนกลุ่มต่างๆ ก็ขาดมาตรฐาน

ในปี 2544 รัฐบาลมีนโยบายให้มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จึงทำให้มีการตื่นตัวในเรื่องขององค์กรการเงินชุมชนในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในช่วงเวลานั้นมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เกิดขึ้นในหมู่ที่ 1, 5 และ 6 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหมู่ที่ 5 มีการนำระบบการนำโปรแกรมบัญชีมาช่วยในการจัดทำบัญชีของกลุ่มออมทรัพย์ ทำให้เกิดความคิดในการรวมกลุ่มออมทรัพย์ในตำบลเป็นเครือข่าย และมีการรวมบัญชีของแต่ละกลุ่มเข้าด้วยกันให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
อ่านรายละเอียด คลิ้กที่นี่

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

เครือข่ายติดตามท่าเรือน้ำลึกปากบารา ยื่นหนังสือกรมเจ้าท่า ให้เผยแพร่ข้อมูลโครงการ


วันที่ 19 เมษายน 2553 เวลา 10.00 น. เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูลจำนวน 15 คน ได้เข้ายื่นหนังสือขนส่งพาณิชย์นาวีจังหวัดสตูล ( กรมเจ้าท่าสตูล ) เพื่อขอทราบข้อมูลและความคืบหน้าการผลักดันโครงการท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา เพื่อให้มีการกระจายข้อมูลสู่คนในพื้นที่ให้มากขึ้นเพราะที่ผ่านมาคนในพื้นที่จังหวัดสตูลไม่มีข้อมูลมากเพียงพอและไม่ทราบว่าจะมีโครงการใดบ้างที่จะลงมาในพื้นที่

นายอับดุลรอศักดิ์ เหมหวัง ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า “เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูลรวมตัวกันมาจากเครือข่ายต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดสตูลมายื่นหนังสือต่อสำนักงานขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวีเพื่อขอข้อมูลในรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ที่จะลงมาในพื้นที่สตูล เพราะคนในสตูลเองสับสนในเรื่องโครงการต่าง ๆ ที่ถูกผลักดันลงสู่พื้นที่สตูล แต่ไม่มีใครทราบรายละเอียดโครงการต่าง ๆ ที่แน่ชัด เพราะแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลที่เคยผลักดันโครงการนี้เองก็ยังไม่ทราบข้อมูล ไม่สามารถตอบข้อสงสัยของสมาชิกเครือข่ายฯได้ ทำให้ทางเครือข่ายฯ ต้องมาติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะสำนักงานขนส่งทางน้ำ ตามคำแนะนำของผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล”

นายธวัท กุ่ยพาณิชย์หัวหน้าสำนักงานขนส่งทางน้ำที่ 5 สาขาสตูล ได้มารับหนังสือจากตัวแทนเครือข่ายว่า “โครงการได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมไปแล้ว ได้มีการขอใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราเมื่อ 2 - 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากกว่านี้ ในส่วนสำนักงานไม่มีรายละเอียดโครงการแต่ตนเองจะประสานขอข้อมูลรายลละเอียดจากกรมฯให้ภายใน 1 เดือน”

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

สุขภาพดีด้วย “ผักพื้นบ้านอาหารพื้นถิ่น”

“ผักพื้นบ้าน” เป็นผักที่ขึ้นอยู่ริมรั้วบ้านหรือตามหัวไร่ชายนา ที่ปัจจุบันถูกมองว่าเป็นวัชพืชไร้ค่ากรุงรังทั้งๆ ที่ผักเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีสรรพคุณทางยามากมาย ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้แล้ว เมื่อนำมาประกอบอาหารยังเปรียบเสมือนยาหม้อใหญ่ที่มีอยู่ในครัวเรือน

ด้วยเกรงว่าภูมิปัญญาพื้นบ้านหลายๆ อย่าง อาจถูกกลืนหายไปตามสภาวะเศรษฐกิจ เครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการภาคประชาชน ต.ตำนาน อ.เมือง จ.พัทลุง จึงได้จัดทำ “โครงการอาหารสุขภาพจากผักพื้นบ้านชุมชนตำบลตำนาน” เพื่อศึกษารวบรวมและฟื้นฟูองค์ความรู้จากผักพื้นบ้านและสร้างความตระหนักให้ชุมชนเห็นความสำคัญของอาหารพื้นบ้านที่ส่งผลต่อสุขภาพ

ชุติมา เกื้อเส้ง หัวหน้าโครงการและประธานเครือข่ายศูนย์ปฏิบัติการภาคประชาชนฯ เล่าว่า จากการลงพื้นที่ทำงานด้านแผนสุขภาวะชุมชนพบว่าชาวบ้านหลายรายป่วยเป็นโรคโดยไม่ทราบสาเหตุ ทุกคนมีแนวคิดอยากปลูกผักกินเองเพื่อป้องกันโรคภัยจากสารเคมี ที่แฝงมากับอาหารที่ซื้อจากตลาด แต่จากการพูดคุยกัน ชาวบ้านหลายคนไม่มีความรู้ว่าผักพื้นบ้านนั้นมีคุณประโยชน์ รวมถึงไม่รู้วิธีการปรุงอาหารจากผักเหล่านี้ เนื่องจากภูมิปัญญาในการประกอบอาหารท้องถิ่นถูกกลืนหายไปตามสภาวะเศรษฐกิจ ทางเครือข่ายฯ จึงวางแผนการทำงานจากปัญหาตรงนี้ ทำอย่างไรให้ชาวบ้านเห็นความสำคัญและหันกลับมาปลูกพืชและปรุงอาหารจากผักพื้นบ้าน
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

หยุดระบบอำมาตย์....เสริมคุณค่าสภาองค์กรชุมชน

ประชุม work shop สภาองค์กรชุมชนตำบล จ.ยะลา ยกสถานการณ์บ้านเมืองขับไล่อำมาตย์ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งสภาองค์กรชุมชน พัฒนาการเมือง ประชาธิปไตยไทย

วันที่ 10 เมษายน 2553 ห้องประชุม เทพาบีช แอนด์ คันทรีคลับ อ.เทพา จ.สงขลา เครือข่ายองค์กรชุมชนจ.ยะลา จัดประชุมเชิงปฏิบัติการกำหนดทิศทางสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.ยะลา เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจต่อหลักคิด และเรียนรู้ประสบการณ์จากพื้นที่ต่างๆ เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล

นายสุวัฒน์ คงแป้น หนึ่งในผู้ผลักดันให้มี พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 กล่าวว่า ปัญหาการเมืองขณะนี้มีการกล่าวถึงคำว่า ระบบอำมาตย์ ซึ่งมีความหมายถึงการที่ผู้มีตำแหน่งสูงกว่าใช้อำนาจสั่งการต่อผู้ที่ด้อยกว่าให้ทำตาม นั่นคือการไม่เห็นคุณค่าของคนแต่ละคน เช่นในอดีตที่ผ่านมามีคำกล่าวว่า เชื่อผู้นำชาติเจริญ หรือที่ชาวบ้านพบว่า ฝ่ายราชการเอาโครงการที่กำหนดไว้แล้วเอามาให้ชาวบ้าน เช่น เลี้ยงไก่ ทำบ่อปลาดุก ซึ่งก็จะทำเหมือนๆกันทุกที่ และไม่เคยใส่ใจว่าตรงความต้องการของชาวบ้านหรือไม่ ความเป็นอำมาตย์นี้มีอยู่ในตัวทุกคนไม่เฉพาะแต่ นักการเมือง ทหาร หรือข้าราชการระดับสูง เท่านั้น
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

องค์กรชุมชนใต้นำการเมืองภาคพลเมืองแก้ปัญหาคนใต้

สพม.จับมือสภาองค์กรชุมชนฯสงขลาจัดเวทีระดมปัญหา 4 โซนพื้นที่ โยงผลกระทบจากกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาที่มาจากการเมือง ภาคประชาชนเห็นร่วมใช้การเมืองภาคพลเมืองแก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2553 คณะทำงานส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองภาคใต้ สภาพัฒนาการเมือง จัดเวทีส่งเสริมการเรียนรู้สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ณ ห้องประชุมพุทธบารมี ต.ควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลา โดยมี 60 ผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วภาคใต้เข้าร่วมประชุมระดมความคิดเห็น

ผลการระดมความคิดเห็นที่สำคัญได้แก่ ความเข้าใจของประชาชนต่อการเมืองภาคพลเมือง คือ การรวมกลุ่มของประชาชนอย่างเป็นอิสระ เป็นองค์กรและมีการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่ม เป็นการรวมกลุ่มเพื่อประโยชน์ของชุมชนภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยชุมชนมีสิทธิการมีส่วนร่วมคิด ร่วมเรียนรู้ ร่วมกำหนดกติกา ร่วมตัดสินใจอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในชุมชน ได้แก่ วิถีชีวิตของคนในชุมชน วัฒนธรรมภูมิปัญญา ทรัพยากรท้องถิ่น สิทธิชุมชน นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสังคมที่เป็นธรรม ไม่ใช่การเมืองแบบเลือกตั้งผู้แทนซึ่งมีเรื่องของการใช้อำนาจ และผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2553

"อย่า-หยุด-ยิ้ม" คาถาดับไฟความรุนแรง

ในที่สุดสังคมไทยก็หลีกไม่พ้นเหตุการณ์ "นองเลือด" จากความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติเรา หนำซ้ำสถานการณ์ยังส่อเค้าบานปลายกลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ยากจะนำความสงบสุข สมานฉันท์กลับคืนมาได้ดังเดิม

"สยามเมืองยิ้ม" ที่ทั่วโลกเคยยกย่อง นับจากวันนี้อาจกลายเป็นเพียงอดีต...

วิกฤตการณ์การเมืองเที่ยวนี้ปะทุแทรกขึ้นมาท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สังคมไทยยังอยู่ในสภาพหลงทางอยู่ในเขาวงกต กระบวนการคลี่คลายปัญหายังคล้ายพายเรืออยู่ในอ่าง ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก มานานเกือบ 7 ปีแล้ว

ประวัติศาสตร์บาดแผลเที่ยวนี้จึงยิ่งทำให้ทุกปัญหาในประเทศไทย รวมทั้งปัญหาภาคใต้แก้ยากมากขึ้นไปอีกเป็นทับทวี

ถึงนาทีนี้คงไม่มีอะไรดีกว่าการดึงสติให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว และพิจารณาปัญหาอย่างถ่องแท้ด้วยปัญญา หยุดใช้ "อวิชชา" และ "อคติ" แล้วจึง "ตั้งสติ" ให้สมกับการเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน"

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสฟังคำบรรยายอันมีค่าจาก พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส แห่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในห้องเรียนหลักสูตรการเสริมสร้างสังคมสันติสุข รุ่นที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ "หลักสูตร 4 ส."

สารัตถะที่ได้รับจาก พระมหาหรรษา คือคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่จะดับไฟความขัดแย้งและความรุนแรงในบ้านเมืองของเรา ซึ่งขอนำมาถ่ายทอดให้ได้อ่านกัน ณ ที่นี้
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่