จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผลการวิจัยแนะใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือทำงานพัฒนา


ผลการวิจัยงานสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ ชี้ภาคประชาชนยังไม่เข้าใจเจตนารมณ์ อุดมการณ์สภาองค์กรชุมชน การตั้งสภาองค์กรชุมชนเพื่อหวังรับงบประมาณจากพอช. แต่ไม่ได้แก้ปัญหาสาธารณะที่เกิดในพื้นที่ เสนอทางแก้จัดความสัมพันธ์ใหม่เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาสภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือในการทำงานพัฒนาเชิงประเด็น พร้อมแนะชาวบ้านทำข้อมูลเชิงภาพดีกว่าทำเป็นเอกสาร โดยให้มีนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน เข้าเสริมศักยภาพสภาองค์กรชุมชน

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 ณ ห้องประชุมสำนักงานไปรษณีย์จังหวัดพัทลุง คณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ จัดประชุมติดตามความก้าวหน้าสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ ในโอกาสนี้คณะนักวิจัยกระบวนการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน นำโดยผู้ช่วยศาสตร์จารย์ สอรัฐ มากบุญ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยายาเขตสุราษฎร์ธานี ได้นำเสนอผลการศึกษา

อาจารย์สอรัฐ กล่าวว่า ผลการศึกษาพบว่า 2 ปีที่มีการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน พบว่าในแต่ละพื้นที่สมาชิกสภาองค์กรชุมชนยังมีความเข้าใจเชิงเนื้อหา อุดมการณ์ของงานสภาองค์กรชุมชนยังมีน้อย แกนนำที่ขับเคลื่อนก็จะรู้ในส่วนที่เป็นพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 นำสู่ปรากฎการณ์ที่เห็นคือ ข้อเสนอเชิงนโยบายไม่ได้มาจากพื้นที่ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากท้องถิ่น อบต. ความพร้อมของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนในการดำเนินงานก็มีไม่มาก กระบวนการจัดการการประชุมก็ติดขัด
ปรากฎการณ์เหล่านี้เชื่อมโยงกับการที่ คณะทำงานประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชน หรือที่เรียกว่า กลไกจังหวัด ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. สนับสนุนนั้น ไปขับเคลื่อนการจัดตั้ง ขยายพื้นที่สภาองค์กรชุมชน ทำให้งานสภาองค์กรชุมชน กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นงานพัฒนาพื้นที่และเพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. ผลคือสภาองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นก็เป็นเวทีสำหรับขับเคลื่อนปฏิบัติการงานเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ เพราะตั้งจากพื้นฐานการปฏิบัติการของประเด็นงานพัฒนา ซึ่งลักษณะเช่นนี้คือ การที่คนนอกพื้นที่เข้าไปทำงาน แต่งานสภาองค์กรชุมชนที่แท้ควรเป็นงานของคนในพื้นที่

“หลายพื้นที่จึงเกิดคำถามว่า ตั้งสภาไปทำไม”อาจารย์สอรัฐกล่าว

อาจารย์สอรัฐกล่าวต่อไปว่า เจตนารมณ์ อุดมการณ์ของการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน คือ การคาดหวังผลลัพธ์ให้เกิด องค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถทำงานร่วมกับภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างได้รับการยอมรับ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน รวมไปถึงการพัฒนาประชาธิปไตยชุมชน ชุมชนมีความเข้มแข็งในการจัดการทรัพยากร อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นได้

“นั่นคือประชาธิปไตยที่กินได้ และกันไม่ให้เพื่อนมากินของเรา” อาจารย์สอรัฐกล่าว

สำหรับข้อเสนอที่เกิดขึ้นจากการวิจัย อาจารย์สอรัฐ กล่าวว่า เราควรทำให้งานสภาองค์กรชุมชนเป็นยุทธศาตร์การพัฒนา ไม่ใช่เป็นประเด็นงานพัฒนา ดังนั้นจึงควรจัดความสัมพันธ์กันใหม่ระหว่างงานสภาองค์กรชุมชน กับประเด็นงานพัฒนาต่างๆที่ลงไปสู่พื้นที่
และควรคิดว่าสภาองค์กรชุมชนเป็น เครื่องมือในการทำงานพัฒนา บทบาทของสภาองค์กรชุมชนควรเป็นหนุนเสริมให้เกิดการพูดคุยเรื่องที่เป็นสาธารณะของพื้นที่ เช่นที่ ตำบลพรุพี อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ที่สามารถเชื่อมโยงกับอบต.และนำเรื่องปัญหาการชลประทานมาพูดคุยในที่ประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล

ข้อเสนอแนะอีกประการหนึ่งคือ การนำเสนอข้อมูลเพื่อให้เกิดการพูดคุย เช่นที่ตำบลพรุพี มีการถ่ายภาพวิดีโอให้เห็นสภาพปัญหาภัยแล้ง พื้นที่ต้นน้ำ ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร ปรากฎว่าเกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนที่เห็นผลในการแก้ไขปัญหา ซึ่งน่าจะดีกว่าการนำเสนอข้อมูลในเชิงเอกสารซึ่งพี่น้องชาวบ้านมีข้อจำกัดในด้านนี้ อย่างไรก็ตามการมีการสนับสนุนจากภายนอก เช่น นักวิชาการไปทำงานวิจัยในพื้นที่ หรือนักพัฒนาเอกชนที่มีความรู้ในการวิเคราะห์ปัญหา เข้าไปหนุนเสริมการทำงานของสภาองค์กรชุมชนในพื้นที่ได้

‘เขาไม่ได้มองสตูลเป็นเมืองท่องเที่ยว’

ในท่ามกลางกระแสการผลักดันโครงการสะพานเศรษฐกิจสตูล – สงขลา เชื่อมสองฝั่งทะเล อันดามัน – อ่าวไทย ผ่านสารพัดเมกะโปรเจ็กต์มูลค่ารวมกันแล้วนับแสนล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือน้ำลึกปากบารา รถไฟรางคู่ ท่อและคลังน้ำมันเขตอุตสาหกรรมแสนกว่าไร่ อันเป็นทิศทางที่จะนำจังหวัดสตูลไปสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมชนิดเต็มรูปแบบ ในขณะที่ธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งบนบกและในทะเล ของจังหวัดสตูล กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการกระจายรายให้กับคนในพื้นที่ค่อนข้างทั่วถึง อนุสรณ์ หมัดตาหมีน 1 ใน 7 ผู้ประกอบการสอนดำน้ำบนเกาะหลีเป๊ะ เพชรเม็ดงามกลางทะเลสตูล บอกเล่าให้เห็นภาพรวมการเติบโตการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลวันนี้ ดังต่อไปนี้

นักท่องเที่ยวรู้จักเกาะหลีเป๊ะตั้งแต่เมื่อไหร่ประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เริ่มแรกคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักเกาะหลีเป๊ะ คนที่มาท่องเที่ยวที่นี่ช่วงแรกๆ เป็นพวกแบ็กแพ็กต่างชาติ ส่วนใหญ่มาแบบเดี่ยวๆ หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวก็เริ่มเข้ามา ผมก็เข้ามาช่วงนั้น พวกเรามากับเรือไม้ ตอนนั้นยังไม่มีเรือเฟอร์รี่ ยังไม่มีเรือสปีดโบ๊ท นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเข้ามาในช่วงเทศกาล นักท่องเที่ยวที่นิยมมาที่นี่จริงๆ เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว สภาพการท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไป มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น มีสถานบันเทิงมากขึ้น ลักษณะความเป็นธรรมชาติลดลง พวกนักท่องเที่ยวยุคแรกๆ ที่ชอบความเป็นธรรมชาติของที่นี่ก็กลับมาเที่ยวน้อยลง ก่อนนั้นเกาะหลีเป๊ะยังมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก ตอนนี้อะไรก็เข้ามามากขึ้น เกาะค่อยๆ เสื่อมโทรมลง นักท่องเที่ยวกลุ่มเดิมๆ ก็จะหาที่เที่ยวใหม่ๆ ตอนนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมุ่งไปที่เกาะพยาม จังหวัดระนอง ที่นั่นน้ำไม่ใสเหมือนเกาะหลีเป๊ะ หาดทรายออกสีแดงๆ แต่เทียบกับเกาะหลีเป๊ะแล้ว ค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก เพราะอยู่ใกล้ฝั่ง ตอนนี้ที่เกาะพยามสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่ค่อยมี พวกรถ พวกไฟฟ้าก็ยังไม่มี
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เกษตรกร 16 อำเภอ สงขลา รวมตัวเรียกเงินชดเชย

แกนนำเกษตรกรทั้ง16 อำเภอสงขลา มีมติรวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วมและภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.เวลา 15.00 น. ที่ห้องประชุมโรงพิมพ์ริมบราเดอร์ ใกล้วัดหงส์ประดิษฐาราม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายนายสุรศักดิ์ มณี ในฐานะแกนนำเกษตรกรในจ.สงขลา ร่วมประชุมกับตัวแทนเกษตรกรทั้ง 16 อำเภอของจ.สงขลา สรุปปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรในจ.สงขลา จากภาวะน้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว และภาวะภัยแล้งตั้งแต่ต้นปีนี้ เนื่องจากจนถึงขณะนี้เกษตรกรยังไม่ได้รับการชดเชยค่าเสียหายแม้ส่วนราชการจะมีการสำรวจความเสียหายไปแล้ว


พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบางเร่งรัดนำความเดือดร้อนของเกษตรกรในจ.สงขลา เข้าอนุมัติงบประมาณใน ครม. เพื่อนำมาแจกจ่ายเป็นค่าชดเชยความเสียหายพืชผลทางการเกษตรที่เกิดจากน้ำท่วมและภัยแล้งให้กับเกษตกร เพื่อที่จะนำเงินไปลงทุนประกอบอาชีพการเกษตรต่อไป


โดยมาตรการแรกที่จะเคลื่อนไหวเริ่มจากในวันที่ 14 พ.ค.จะเข้ายื่นหนังสือข้อเรียกร้องให้กับ นายวิญญู ทองสกุล ผู้ว่าราชการจ.สงขลา เพื่อผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี โดยขีดเส้นตายต้องได้รับคำตอบภายใน15 วัน หากยังไม่มีความคืบหน้า เกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งหมดจะไปรวมตัวกันที่ศาลากลางจ.สงขลาทันที

‘พระโค’ กินหญ้า น้ำ ผลาหาร บริบูรณ์

คำพยากรณ์งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีนี้ "พระยาแรก" นาเสี่ยงหยิบผ้า 6 คืบ พยากรณ์ น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี "พระโค" กินหญ้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 เวลา 07.30 น. ที่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ มายังพลับพลาที่ประทับ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทรงเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2553 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จ

สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือนายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวณุทนาถ โคตรพรหม นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ และนางสาวสุนีลา รู้สุกิจกุล นักวิชาการปฏิรูปที่ดินปฏิบัติการ สำนักบริหารกองทุน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส่วนเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวสรชนก วงศ์พรม นายช่างโยธาชำนาญงาน ฝ่ายโยธา ส่วนวิศวกรรมประมง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง และนางสาวเดือนเพ็ญ ใจคง เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กองแผนงานและวิชาการ กรมวิชาการเกษตร คู่เคียง จำนวน 16 ราย และผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย พระโค แรกนา ได้แก่ พระโคฟ้า และพระโคใส พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเทิด และพระโคทูน

จากนั้น เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและไถ จากนั้นจะมีการไถดะ โดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช ลั่นฆ้องชัย จากนั้นจะไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปที่โรงพิธีพราหมณ์ จากนั้นพระโคจะเสี่ยงของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยง ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า และจะมีการทำนายถวายคำพยากรณ์

น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอพระราชทานพระราชวโรกาส กราบบังคมทูล ผลการเสี่ยงทายของพระยาแรกนา เนื่องในงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2553 โหรหลวงได้ให้คำพยากรณ์ว่า พระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้าสำหรับนุ่ง ได้ผ้าลาย 6 คืบ ไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่ การเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง ปีนี้พระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี

จาก : ไทยรัฐ

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พบปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในแถบทะเลอันดามัน 90%

พบสถานการณ์ปะการังฟอกขาวรุนแรง ในแถบทะเลอันดามันซึ่งมีประการังฟอกขาวแล้ว 90% เนื่องจากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น และจะส่งผลต่อปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง และการท่องเที่ยวในอนาคต

นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี ผอ.ส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่เกิดขึ้นในแถบชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทยในช่วงนี้ เกิดจากอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น เพราะหากอุณหภูมิผิวน้ำสูงขึ้นประมาณ 30.01 องศาซี จะกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ โดยพบว่าตั้งแต่อาทิตย์ที่ 3 ของเดือนเมษายนที่ผ่านมา อุณหภูมิเริ่มแตะ 31 องศาซี และขณะนี้จากการสำรวจพบว่า ปะการังในแถบชายฝั่งทะเลอันดามันเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวแล้ว 90% ของปะการังทั้งหมด บริเวณที่เกิดรุนแรงคือ แถบเกาะภูเก็ต ส่วนปะการังในแถบอ่าวไทย เกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวแล้ว 60%

ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าค่อนข้างรุนแรง โดยไทยเคยเกิดปรากฏการณ์นี้เมื่อปี 2543, 2538, 2541 ซึ่งมีความรุนแรง และเกิดขึ้นอีกเมื่อปี 2546, 2548 และ 2550 แต่ไม่รุนแรงเท่าใดนัก แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งที่ผ่านมาก็ยังไม่ทำให้ปะการังฟื้นคืนสภาพได้ในปัจจุบัน แม้จะผ่านช่วงเวลามานานแล้วก็ตาม

สำหรับปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวนี้ เกิดจากความร้อนของอุณหภูมิของน้ำทำให้สาหร่าย Zooxanthellac ที่อาศัยอยู่กับปะการังถูกขับออกจากเนื้อเยื่อปะการัง จึงเหลือแต่แคลเซียมของปะการังให้เห็นเป็นสีขาว หากเกิดปรากฏการณ์นี้นานจะทำให้ปะการังตายในที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อระบบนิเวศ เพราะปะการังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพที่สมดุลในทะเล

ผอ.ส่วนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า แนวทางที่จะแก้ปัญหานี้คือ การรักษาสภาพแวดล้อมทางทะเลให้บริสุทธิ์ โดยได้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยวให้ปล่อยของเสียลงสู่ทะเลน้อยที่สุด และการดำน้ำดูปะการังซึ่งมีส่วนทำให้เกิดฝุ่นละอองในทะเลต้องทำด้วยความระมัดระวังมากที่สุด แต่ยังไม่ถึงกับประกาศห้ามการดำน้ำดูปะการัง เพราะจะส่งผลกระทบกับการท่องเที่ยวได้ ส่วนที่ดำเนินการในช่วงนี้คือ การสำรวจและรายงานความเสียหายของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และคาดหวังว่าจะเข้าใกล้ฤดูมรสุม จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น.

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ฮือฮา“ปลาบึก”โผล่ปัตตานี กับเรื่องราวดีๆ ฟื้นเศรษฐกิจชุมชน

ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานี้ หากใครได้มีโอกาสผ่านไปแถวสะพานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ย่านจะบังติกอ ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี อาจจะสงสัยว่ากำลังมีมหกรรมหรือตลาดนัดกลางคืนที่เรียกกันว่า “ไนท์บาซาร์” กันอยู่หรือเปล่า ทำไมผู้คนถึงเบียดเสียดเยียดยัดกันมากมายถึงขนาดนั้น

เมื่อได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง จึงต้องเดินทางไปพิสูจน์ แล้วก็พบความจริงที่น่าตื่นใจกว่า “ไนท์บาซาร์” หลายเท่า เพราะสิ่งที่เจอคือชาวบ้านทั้งไทยพุทธ มุสลิม ต่างอุ้มลูกจูงหลานชักชวนกันไปดู “ปลาบึกยักษ์” ที่มักจะโผล่จากแม่น้ำปัตตานีขึ้นมาอวดโฉมกันให้เห็นตัวเป็นๆ บริเวณสะพานเฉลิมพระเกียรติฯ นั่นเอง

และเจ้าปลาบึกยักษ์ที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีแค่ตัวสองตัว แต่มากันเป็นฝูงระดับ 8-10 ตัวกันเลยทีเดียว!

ที่ไหนมีฝูงชน ที่นั่นเป็นต้องมีพ่อค้าแม่ขาย เป็นสัจธรรมแบบไทยๆ ที่เห็นกันทุกภาคไม่เว้นแม้ชายแดนใต้ เมื่อปลาบึกยักษ์ปรากฏกาย และมีชาวบ้านแห่กันมาดูปลาวันละหลายร้อยชีวิต บรรดารถเข็นขายของ ทั้งของกินของเล่น ก็เข็นมาจอดบริการกันแทบจะเต็มสะพาน ปลุกเศรษฐกิจรากหญ้าปัตตานีให้ฟื้นขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบได้อย่างน่าอัศจรรย์

แถมช่วงเวลาชมปลาบึกยักษ์ยังค่อนข้างยาวนาน ตั้งแต่เย็นย่ำค่ำมืดเรื่อยไปจนถึงเช้าตรู่ของอีกวัน บางคนมานั่งเฝ้าหลายชั่วโมงกว่าจะได้เห็นปลาตัวโตสมใจ แต่บางคนเหมือนมีสัญญาใจกับปลา แวะมาแป๊บเดียวปลาก็มาดำผุดดำว่ายให้ได้เห็นแบบไม่ต้องรอ
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ทบทวนบทเรียน สร้าง Road map พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้

โดย สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์

สัมมนาร่วมเจ้าหน้าที่พอช.ใต้ แกนนำชุมชน 5 จังหวัดใต้ สร้างความเข้าใจการสนับสนุนภาคประชาชน และผลการดำเนินงานของภาคประชาชนมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณรัฐบาล เกิดข้อตกลงร่วมสร้างปฏิทินการทำงานนำสู่การติดตามผลที่เข้มงวด

เมื่อวันที่ 4-5 พฤษภาคม 2553 สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช.ภาคใต้ จัดประชุมสัมนาร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ และผู้แทนเครือข่ายองค์กรชุมชนทั้ง 5 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ณ โตนหินลาดล่องแก่ง อ.ตะโหมด จ.พัทลุง

การสัมนาครั้งนี้เกิดบทสรุปสำคัญได้แก่ การทำความเข้าใจต่อทิศทางการสนับสนุนการพัฒนาชุมชนโดยองค์กรชุมชนของ พอช. โดยคณะอนุกรรมการ พอช.ภาคใต้ กำหนดให้เครือข่ายองค์กรชุมชนระดับจังหวัดแต่ละจังหวัด เชื่อมประสานความร่วมมือกับ เครือข่ายภาคประชาสังคม(เอ็นจีโอ นักพัฒนาเอกชน) นักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ โดยมีเจ้าหน้าที่พอช.ในอัตรากำลัง 1 คนต่อ 1 จังหวัด ทำหน้าที่ในการสนับสนุนการเชื่อมโยงภาคีความร่วมมือต่างๆ และเจ้าหน้าที่พอช.สนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาชุมชนผ่านขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนระดับจังหวัดตามยุทธศาสตร์ของพอช. ได้แก่ การส่งเสริมการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล การส่งเสริมกองทุนสวัสดิการชุมชน องค์กรการเงินชุมชน การจัดการทรัพยากรและเกษตรกรรมยั่งยืน การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยทั้งตามโครงการบ้านมั่นคง โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 5 จังหวัดชายแดนใต้ การส่งเสริมศูนย์ข้อมูลชุมชนท้องถิ่น ศูนย์เรียนรู้ชุมชน ตลอดจนการบริหารจัดการที่ดีของขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชน

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรชุมชนจะสัมพันธ์กับการประเมินผลการดำเนินงานพอช. ซึ่งจะมีผลไปถึงการที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนการดำเนินงานของภาคประชาชน

สาระสำคัญในส่วนของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้แก่ กรณีที่เป็นปัญหาร่วมกันคือ การบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ การทำงานไม่เป็นทีม การให้ความสำคัญกับระบบการบริหารจัดการของขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนระดับจังหวัด

ส่วนกรณีรายจังหวัด ได้แก่ กรณีสงขลา การนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการดำเนินงานจริง มีแผนงาน แต่ขาดแผนปฏิบัติการ กรณีนราธิวาส ต้องมีแกนนำที่ต้องการสร้างขบวนจังหวัดอย่างจริงจัง สตูล ขาดการจัดประชุมเวทีกลางอย่างต่อเนื่อง การใช้งบบริหารแบ่งตามโซนต้องมีเรื่องระบบการติดตามการใช้งบประมาณ ปัตตานี ระบบการประชุมโซนพื้นที่ยังไม่เป็นจริง แต่มีระบบประชุมกลางที่เข้มข้น ยะลา ประเด็นปัญหาแกนนำรุ่นเก่า ควรมีการเปิดเวทีเพื่อหารือข้อแก้ไขแนวทางการทำงานร่วมกัน
ผลการสัมนาได้แก่ ข้อตกลงร่วมกันในการจัดให้แต่ละจังหวัดมีโครงสร้างการทำงานของระบบจังหวัดที่ประกอบด้วย คณะทำงานในพื้นที่ (ระบบทีม การหนุนช่วย อัตรากำลัง การแบ่งพื้นที่ทำงาน การพัฒนาทีมอาสา) คณะยุทธศาสตร์ (บทบาทตัดสินใจเชิงการบริหารจัดการ การทำงานระบบทีม) กองเลขาขบวน(มีหัวหน้ากองเลขาชัดเจน กำหนดขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจน)
ด้านระบบการบริหารในระดับจังหวัด จะต้องมีระบบการประชุมของคณะทำงานประเด็นต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ มีการจัดข้อมูล และการจัดการระบบข้อมูล ด้านการดำเนินงาน กำหนดแผนจังหวะก้าว หรือ Road map การปฏิบัติการ ที่มีรายละเอียดเป็นปฏิทินการทำงาน เพื่อที่จะนำไปสู่การติดตามประเมินผลที่เข้มงวด


จากเวป : http://www.souththai.org