จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จังหวะก้าวสู่ ชุมชนเข้มแข็ง สังคมน่าอยู่

18 พ.ค. 2553 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตรัง ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดตรัง จัดการประชุมร่วมกับแกนนำชุมชนในพื้นที่นำร่อง ณ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์เทศบาลนครตรัง เวลา 08.30–16.30 น. เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศูนย์บริหารจัดการหมู่บ้านแบบบูรณาการ (ศบม.)

19 พ.ค. 2553 นายชัยพร จันทร์หอม แจ้งว่าสถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้ (สจรส.) กำหนดประชุมร่วมคณะทำงานระดับภาคและจังหวัด เพื่อการเตรียมดำเนินงานโครงการ สสส. เปิดรับทั่วไปและการจัดงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ จังหวัดกระบี่ เดือนสิงหาคม ศกนี้ เวลา 09.00–16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 9 โรงแรมโกลเด้นคราวน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

23-25 พ.ค. 2553 คุณสามารถ สุขบรรจง เจ้าหน้าที่ พอช.ภาคใต้ แจ้งว่าจะมีการสัมมนาผู้ที่ได้รับการสนับสนุนโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถชุมชน(ประชาสังคม) ที่ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา

25–26 พ.ค. 2553 คุณศยามล (นก) ไกยูรวงศ์ กพจ.ภาคประชาสังคม แจ้งว่าจังหวัดตรังกำหนดปรับแผนพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ ปี 2555-2556 ภายใต้วิสัยทัศน์ “สวรรค์แห่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เมืองแห่งการเรียนรู้ พัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” โดยจัดให้มีเวทีแปลงแผนสู่ปฏิบัติให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม นี้ สำหรับประเด็นเด็ก เยาวชน ครอบครัว กำหนดจัดเวที 25 พ.ค. ณ ห้องประชุมหอสมุดเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง (เวลา9.00-15.00 น) ประเด็นการศึกษากำหนดจัดเวที 26 พ.ค. ณ โรงเรียนวัดไทรงาม ต.นาตาล่วง อ.เมือง จ.ตรัง เวลา (13.00–16.30 น.)

27 พ.ค. 2553 คุณสามารถ สุขบรรจง เจ้าหน้าที่ พอช.ภาคใต้ ในฐานะกลุ่มศึกษาวิถีชาวนาภาคใต้ แจ้งว่าจะมีการประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมการจัดงานสมัชชาวิชาการชาวนาจังหวัดพัทลุง ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง 10.00 น.เป็นต้นไป

28-30 พ.ค. 2553 คุณกัลยทรรศน์ ติ้งหวัง เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จ.สตูล แจ้งว่าภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และเอกชน ร่วมกันจัดงาน “รวมพลังสมัชชาสร้างสุข สานฝันปันใจให้เด็กเยาวชน ครอบครัว จังหวัดสตูล ครั้งที่ 1 ณ สนามเทศบาลตำบลกำแพง อ.ละงู จ.สตูล

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

“นักวิชาการ~คนสามจังหวัด จชต.” กระตุกรัฐดูบทเรียนชายแดนใต้ หยุดใช้กำลังที่กรุงเทพฯ

ความรุนแรงและความสูญเสียจากเหตุจลาจลและการก่อวินาศกรรมถี่ยิบในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ “คนเสื้อแดง” ทำให้หลายฝ่ายเหลียวมองพื้นที่ขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความรุนแรงมานานกว่าครึ่งทศวรรษอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยเฉพาะบทเรียนของการจัดการปัญหาที่มีรากฐานจากเรื่องความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และความอยุติธรรม ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังเลือกใช้วิธีการ “ปราบปราม” คล้ายคลึงกับที่ปฏิบัติมาอย่างเนิ่นนานที่ชายแดนใต้

คำถามคือเป็นวิธีการที่ถูกต้องแน่หรือ?

ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวว่า รัฐบาลน่าจะหันกลับมามองปัญหาภาคใต้ และเรียนรู้บทเรียนที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับสถานการณ์ในกรุงเทพฯ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดหรือสร้างบาดแผลในระยะยาว

"เรื่องของการใช้กำลังทหารมันดีในระยะสั้น สามารถคุมเหตุการณ์ได้เร็ว แต่จะสร้างบาดแผลไปอีกนาน และเป็นแผลกลัดหนองเหมือนภาคใต้ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที ขณะนี้ที่กรุงเทพฯยังเปรียบเสมือนเป็นแผลสดอยู่ ทำอย่างไรที่จะให้เกิดความสมานมันท์ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรังเหมือนที่สามจังหวัด หากรัฐบาลเลือกแนวทางใช้ความรุนแรง จะเกิดความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และยากที่จะเยียวยาให้กลับคืนเหมือนเดิม"

ดวงยิหวา บอกว่า ขณะนี้หลายคน หลายฝ่ายมองอนาคตของประเทศไทยแตกต่างกัน ทั้งสถานการณ์ภาคใต้และกรุงเทพฯ แต่ก็แบ่งได้เป็น 2 แนวทางหลักๆ คือ 1.ควรประนีประนอมและเปิดการเจรจากัน กับ 2.ใช้กองกำลังจัดการแบบเบ็ดเสร็จ

“คำถามก็คือหากใช้กองกำลังปราบปรามแล้วจบ ทำไมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่จบ ทั้งๆ ที่ผ่านมา 6-7 ปีแล้ว ขณะนี้กรุงเทพฯกำลังตามมา และร้ายแรงไม่ต่างสามจังหวัดเลย พูดถึงฝ่ายตรงข้ามรัฐ สามจังหวัดอาจจะมีประเด็นเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ขณะที่กลุ่ม นปช.มีประเด็นเรื่องอำมาตย์ ไพร่ สองมาตรฐาน ความยากจน ประเด็นเหล่านี้จบได้ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือ ตอนนี้ทางออกของประเทศมืดมิดมาก แต่ความหวังเพียงอย่างเดียวคือทั้งสองฝ่ายต้องหันมาคุยกัน ไม่ใช่ตั้งแง่กัน ได้คืบจะเอาศอก”

นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี กล่าวอีกว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับกรุงเทพฯขณะนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย ถ้ารัฐบาลให้พื้นที่ทางความคิด และจริงใจที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ก็มีโอกาสที่สถานการณ์จะจบลงได้ด้วยดี

ดวงยิหวา ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุรุนแรงในลักษณะการก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา น่าแปลกใจที่หลายๆ เหตุการณ์คล้ายคลึงกับภาคใต้ ทั้งในแง่อาวุธที่ใช้และวิธีการ เช่น การยิงอาร์พีจีถล่มคลังน้ำมันที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ขณะที่ระเบิดคาร์บอมบ์ใกล้กับโรงพัก สภ.เมืองปัตตานี เมื่อเดือนที่แล้วก็เจอหัวจรวดอาร์พีจีในรถ แต่บังเอิญไม่ระเบิด หรือคาร์บอมบ์ที่ จ.นราธิวาส ซึ่งใช้ถังดับเพลิงและถังแก๊ส ล่าสุดก็ไปพบการวางระเบิดลักษณะเดียวกันนี้ที่รามอินทรา (ซอยรามอินทรา 34 กรุงเทพฯ) ด้วย

“ดูแล้วมันอดสงสัยไม่ได้ แต่เราไม่มีหลักฐานอะไรแน่ชัด ก็ไม่อยากพูดไปก่อน แต่อยากบอกว่าหลายฝ่ายก็สังเกตกันอยู่ว่าทำไมลักษณะการก่อเหตุมันคล้ายกันเหลือเกิน”

นายนิมุ มะกาเจ นักวิชาการด้านศาสนา และอดีตรองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯขณะนี้ รัฐบาลต้องเข้มแข็ง ต้องยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย การจะแก้ปัญหาลักษณะนี้ได้ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และภาคประชาชน แต่ปัญหาคือรัฐบาลกำลังโดดเดี่ยวหรือไม่ และมีอำนาจสั่งการที่แท้จริงหรือเปล่า

“เหตุการณ์วุ่นวายในกรุงเทพฯ มีทั้งระเบิด ยิง เผา เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดมาหมดแล้วในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากนี้น่าจะทำให้สังคมไทยเข้าใจคนสามจังหวัดมากขึ้นว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หนักขนาดไหน”

ส่วนทางออกของประเทศนั้น นายนิมุ กล่าวว่า ยังมองไม่ออกเลย แต่หลักๆ ก็มีอยู่ 2 แนวทาง คือจบเร็วแต่มีความสูญเสียมาก กับจบช้าแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่สูญเสียน้อย ซึ่งเป็นวาระที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่เฉพาะรัฐบาล

ขณะที่ นายนิมะนาเซ สามะอาลี นายกสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯกับภาคใต้เป็นคนละอย่างกัน กรุงเทพฯคือประเด็นความอยุติธรรม การใช้สองมาตรฐาน ส่วนปัญหาสามจังหวัดเป็นเรื่องของการแบ่งแยก ทางออกตอนนี้รัฐบาลต้องเปิดการการเจรจา เพราะการเจรจาคือการยุติปัญหาที่ดีที่สุด

ส่วนรูปแบบการก่อวินาศกรรมหรือการประกอบระเบิดในกรุงเทพฯหลายๆ เหตุการณ์คล้ายคลึงกับในภาคใต้นั้น นายกสมาคมยุวมุสลิมฯ มองว่า ก็อาจจะมีบ้าง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มเดียวกันทำ เพราะไม่มีหลักฐาน

นายทะนง ไหมเหลือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ลำพยา อ.เมือง จ.ยะลา กล่าวเช่นกันว่า แม้ปัญหาที่กรุงเทพฯกับภาคใต้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่สามารถนำบทเรียนจากภาคใต้ไปเป็นแบบอย่างได้ ปัญหาที่หนักที่สุดในขณะนี้คือการกระทำแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างยิ่ง

และท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐนั่นเองว่าจะเลือกแนวทางใด !?


จาก : โต๊ะข่าวภาคใต้ ศูนย์ข่าวอิสรา

อาศิส พิทักษ์คุมพล ปธ.อิสลามสงขลาได้รับการคัดเลือกเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 18

อาศิส พิทักษ์คุมพล ปธ.อิสลามสงขลาได้รับการคัดเลือกเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 18

ประวัติของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล เกิดเมื่อปี พ.ศ.2490 ที่ ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา จบการศึกษาสายศาสนาจากสถาบันปอเนาะใน อ.จะนะ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี แม้ไม่ใช่ชาวไทยเชื้อสายมลายูแต่ที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาภาคใต้มาหลายกรรมวาระ นอกจากการสนิทแนบแน่นกับพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว พื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลาคือ นาทวี จะนะ เทพา และสะบ้าย้อยก็มีเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นซึ่งนายอาศิสต้องเข้าไปรับผิดชอบในฐานะผู้นำศาสนาประจำจังหวัด และการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงคือการดำรงตำแหน่งสำคัญในกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ร่ายแถลงการณ์กรณีเกิดความขัดแย้งภายในองค์กร

เครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ร่ายแถลงการณ์กรณีเกิดความขัดแย้งภายในองค์กร หลังจากเกิดความแตกต่างทางความคิดและอุดมการณ์ ยอมรับว่าจากปัญหาภายในทำให้อำนาจการต่อรองกับภาครัฐลดลง แต่มั่นใจว่าองค์กรยังมีความแข็งแกร่งที่จะเรียกร้องสิทธิให้เกษตรกรได้เช่นเดิม

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ที่ทำการเครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ถ.โคกขัน ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง นายอานนท์ ศรีเพ็ญ ประธานเครือข่ายรักเทือกเขาบรรทัด ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสตูล พร้อมสมาชิกประมาณ 50 คน ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน จากรณีเกิดความขัดแย้งขององค์กรเครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ที่มีสมาชิกขององค์กรเครือข่ายบางกลุ่ม ได้แยกตัวออกจากเครือข่ายฯ เพื่อไปตั้งองค์กรใหม่ ภายใต้ชื่อว่า องค์กรเครือข่ายปฏิรูปรักเทือกเขาบรรทัด หลังจากมีการอ้างว่าไม่สามารถอยู่ร่วมอุดมการณ์กันได้ เนื่องจากอุดมการณ์การทำงานและทิศทางการแก้ปัญหาเพื่อเกษตรกรไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวได้อีกต่อไป หลังจากที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อเกษตรกรมากว่า 10 ปี


ทั้งนี้ นายอานนท์ ศรีเพ็ญ ประธานเครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ เกิดขึ้นท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชนในเรื่องปัญหาที่ดินทำกิน ที่มีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐและชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และเกษตรกรรายย่อย ได้มีการริดรอนสิทธิของเกษตรกร และจากอดีตถึงปัจจุบัน เครือข่ายรักเทือกเขาบรรทัด ได้มีการพัฒนาและขยายองค์กรขยายบทบาทมีความสำคัญทางสังคมอย่างต่อเนื่อง มีอำนาจในการต่อรองกับรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ ประชาชนไม่ถูกเอาเปรียบทางกฎหมาย มีบทเรียนที่ได้ต่อสู้จนประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จมากมาย ทำให้องค์กรเครือข่ายชุมชนรักเทือกเขาบรรทัดมีประสบการณ์การต่อสู้เรียกร้องสิทธิมากขึ้น

แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อสมาชิกเครือข่ายฯบางกลุ่ม ไม่สามารถอยู่ร่วมอุดมการณ์ ทางองค์กรซึ่งมีแนวทางที่ชัดเจนว่าจะต่อสู่เพื่อประชาชนที่ถูกเอาเปรียบจากภาครัฐและหน่วยงานราชการต่อไป ซึ่งสมาชิกของเครือข่ายฯปัจจุบันมีจำนวน 14 องค์กร จากทั้งหมดก่อนหน้านี้ 18 องค์กร จะดำเนินกิจกรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชน เกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนต่อไป แม้ว่าขณะนี้สมาชิกบางคน เริ่มมีความเชื่อมั่นต่อองค์กรลดลง แต่จากการที่ได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม จะประสบความสำเร็จมากกว่าการทำงานแบบความคิดของคนเพียงบางคนขององค์กร นอกจากนั้นนายอานนท์ ยังได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาจากการที่ได้นำองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด ปิดล้อมศาลากลางตรัง เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกิน และเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคน ที่นำเจ้าหน้าที่ทำลายทรัพย์สินของเกษตรกร ถูกผู้ว่าราชการจังหวัดตรังในอดีตหลอกรับข้อเสนอไปเพียงวันๆ ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา แต่ถือว่าเป็นประสบการณ์จริงของเครือข่ายฯ

ขอบคุณเนื้อหาข่าว : ถนอมศักดิ์ หนูนุ่ม นสพ.คนตรัง

เปิดข้อมูล ‘โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าจะนะ’

โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าจะนะ เป็นโครงการหนึ่งที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตของประเทศไทย พ.ศ.2551–2564 (PDP 2007:ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2)เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตตามการเจริญเติบโตทางด้าน เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม และเพื่อเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ในเดือนกรกฎาคม 2557แม้ว่าในปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะลดลงก็ตาม แต่ในพื้นที่ภาคใต้ยังคงมีความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณร้อยละ 5–6 โดยในปี 2551ที่ผ่านมา แหล่งผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าสนองความต้องการในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านแหล่งผลิตและราคาเชื้อเพลิง ทำให้ต้องรับพลังงานไฟฟ้ามาจากภาคกลาง ผ่านสายส่งเชื่อมโยงระหว่างภาคกลาง –ภาคใต้ และซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียมาเสริมในระบบ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าขนอมเครื่องที่ 1จะหมดอายุการใช้งาน และถูกปลดออกจากระบบในปี 2554หากไม่มีการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี หลังจากปี 2556 เป็นต้นไป อาจเกิดปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ดังนั้น โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าจะนะ จึงเป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความมั่นคงต่อระบบผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

สัตว์น้ำลอยเกลื่อน ...... คลองแห

สัตว์น้ำทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ในลำคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ลอยตายเป็นจำนวนมาก สภาพน้ำเป็นสีดำ ส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านคาดว่าฝนตกหนักมีการปล่อยน้ำเสียจากบ่อบำบัดน้ำเสียลงคลองแห

มีรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 15 พ.ค. สัตว์น้ำทุกชนิดทั้งกุ้งหอยปูปลาในคลองแห ที่ไหลผ่านพื้นที่ ตำบลคลองแห ยาวไปถึงตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ลอยตายเกลื่อนผิวน้ำตลอดทั้งสายโดย ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งสภาพน้ำมีสีดำคล้ำ และส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนพากันไปเก็บขึ้นมาเพื่อนำไป บริโภค แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัน
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อยากเห็นคนไทยรักกัน

คลิ้กที่รูปเพื่อดูวีดีโอ / อย่าลืม คลิ้กปิดเสียงวิทยุมุมขวาด้านล่างก่อนนะครับ..

.