จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ธรรมนูญลุ่มน้ำรัตภูมี เรื่องดี ดี ของคนลุ่มน้ำ

ลุ่มน้ำรัตภูมี ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอคือ อำเภอรัตภูมิ อำเภอควนเนียง อำเภอบางกล่ำ และอำเภอหาดใหญ่บางส่วน ปัจจุบันกำอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม จากการพัฒนาไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมภาคเกษตรโดยส่งเสริมระบบเกษตรเชิงเดี่ยว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่เกษตรผสมผสาน ที่นา ไม้ผล แทนที่ด้วยยางพารา ปาล์มน้ำมันและพืชเชิงเดี่ยวอื่นๆ ผลกระทบที่ตามมาคือ การใช้สารเคมีอย่างหนักในพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าต้นน้ำซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่สำคัญต่อชุมชน นอกจากนี้ระบบเกษตรเชิงเดี่ยวได้ทำลายฐานอาหารซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญด้านอาหารระดับครอบครัวของชุมชนลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในปัจจุบันชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองภูมีกำลังได้รับผลกระทบจากแนวทางการพัฒนาในพื้นที่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่าต้นน้ำ จากแรงจูงใจที่จะสร้างเขื่อนในพื้นที่ แนวทางการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ในการสัมปทานบ่อทรายซึ่งมีมากกว่า 10 แห่งในพื้นที่ การเปิดสัมปทานเหมืองหิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของชุมชน โดยที่ปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือการคลี่คลายจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หนำซ้ำยังทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งทิศทางการพัฒนาภายใต้แผนพัฒนาภาคใต้ที่จะส่งผลกระทบต่อชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองภูมีในอนาคต คือ โครงการสะพานเศรษฐกิจปากบารา-ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ซึ่งที่ผ่านมาในระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่เครือข่ายอนุรักษ์และพัฒนาลุ่มน้ำรัตภูมีได้ดำเนินการในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องภายใต้ขีดความสามารถที่มี

กระบวนการหนึ่งที่คนลุ่มน้ำพยายามผลักดันให้เกิดก็คือการจัดทำข้อตกลง กติการ่วม ในการอยู่ร่วมกันและใช้ทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ มีการจัดตั้งคณะทำงาน แบ่งบทบาท และการตระเวนจัดเวทีไปตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ สำรวจข้อมูล ระดมความเห็นจนนำไปสู่การยกร่างธรรมนูญลุ่มน้ำรัตภูมี ซึ่งเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา คณะงานได้จัดให้มีเวทีรับฟังความคิดเห็นร่างธรรมนูญลุ่มน้ำรัตภูมี ณ หอประชุมพุทธบารมี (สำนักสงฆ์เกาะบก) โดยผู้เข้าร่วมมี ตัวแทนสภาองค์กรชุมชน 9 ตำบล ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองภูมี ประกอบด้วย ต.เขาพระ ต.คูหาใต้ ต.ควนรู ต.กำแพงเพชร ต.ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ , ต.รัตภูมิ ต.บางเหรียง อ.ควนเนียง , ต.ท่าช้าง อ.บางกล่ำ และ ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ ตัวแทนเครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายสื่อเพื่อการพัฒนา เครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน เครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา นอกจากนี้ยังมีตัวแทนหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รัฐบาลปลื้ม พอช.แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย-ที่ดินชายแดนใต้


รัฐบาลปลื้ม พอช.เตรียมถอดบทเรียนโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน 5 จังหวัดชายแดนใต้ ขยายสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ ด้าน ผอ.ศพชต.แนะ กอ.รมน.ภาค 4 รุกทำประชาคมแก้ปัญหาคนยากจนไร้บ้านให้รวดเร็ว

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองและชนบทโดยชุมชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 6/2553 ณ โรงแรมสิงห์โกลเดนท์เพลซ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีนายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมด้วย

นายวรรณธรรม กล่าวเปิดประชุมว่า การดำเนินงานของ พอช.ที่ผ่านมา ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าชื่นชม เพราะทำให้ชาวบ้านรู้สึกดีว่าการให้ความช่วยเหลือมุ่งหวังถึงการพัฒนาคน ซึ่งรัฐบาลถือว่าการทำงานของ พอช.ถือเป็นตัวแบบอันดับหนึ่งในบรรดาหน่วยงานต่างๆ ที่รัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 10,000 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้

“วันนี้รัฐบาลมอง พอช.ว่า เป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างชัดเจนและโดดเด่น การเบิกจ่ายงบประมาณก็เป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลกำลังคิดไปไกลว่า จะนำรูปแบบนี้ คือ การใช้แนวทางการร่วมมือแบบ พอช.การประชาคมผ่าน 4 เสาหลัก ซึ่งเรากำลังถอดบทเรียนเรื่องนี้เพื่อนำไปขยายทั่วประเทศ” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าว
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เวทีปฏิรูปใต้แนะชะลอแผนพัฒนาพื้นที่

อยากให้ภาครัฐเอาภาคประชาชนเป็นทัพหน้า ไม่ใช่เอาทหารเข้ามาอย่างเดียว เพราะการทำงานของภาคประชาชนอยู่บนฐานความเป็นจริงและเคารพซึ่งกันและกัน

เปิดเวทีปฎิรูปภาคใต้ ชาวบ้านแนะชะลอแผนพัฒนาภาคใต้ ชี้ทำลายวิถีวัฒนธรรม-สิ่งแวดล้อม หลายจังหวัดติงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐสร้างความแตกแยกให้ชุมชน เสนอตัดเงินเดือนส.ส.ลงครึ่งหนึ่งและตั้งสภาประชาชนเป็นสภาที่ 3

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2553 ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.พัทลุง ได้มีการจัดเวที “คนใต้กับแผนปฎิรูปแผ่นดิน” โดยมีผู้แทนเครือข่ายชาวบ้านจาก 14 จังหวัดภาคใต้ นักวิชาการ กรรมการสมัชชาปฏิรูปและผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 200 คนเข้าร่วม

นายไมตรี จงไกรจักร ผู้แทนเครือข่ายปฎิรูปสังคมและการเมือง(คปสม.)กล่าวว่าเครือข่ายต่างๆในภาคใต้ได้ทำงานกันมานานแต่เมื่อเกิดสถานการณ์ทางการเมืองจึงมีการพูดถึงเรื่องปฎิรูปประเทศไทยและมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฎิรูปและสมัชชาปฎิรูปขึ้นมา ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะสรุปประเด็นต่างๆว่าคนใต้คิดอย่างไร อยากให้ปฏิรูปในเรื่องใดและหลังจากได้ข้อสรุปแล้วจะได้เสนอให้จัดสมัชชาคนใต้เพื่อยกระดับจากคน 200 คนเป็นคน 5,000 คนในครั้งหน้า

ผู้แทนจากชุมชนศรัทธาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กล่าวว่า ในระดับใหญ่ของการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการละเลยมิติเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์ซึ่งเมื่อหยิบยกขึ้นมาทีไรก็มักถูกหวาดระแวง ทั้งๆที่ฐานที่มั่นของคนในพื้นที่คือทั้งสองเรื่องนี้

“เราอยากให้ภาครัฐเอาภาคประชาชนเป็นทัพหน้า ไม่ใช่เอาทหารเข้ามาอย่างเดียว เพราะการทำงานของภาคประชาชนอยู่บนฐานความเป็นจริงและเคารพซึ่งกันและกัน ดังนั้นควรส่งเสริมให้จัดระบบชุมชนหมู่บ้านใหม่โดยใช้หลักศาสนาเป็นร่มเงาใหญ่ ผมคิดว่าถ้าทำอย่างนี้จะไม่ทำให้เกิดความแตกแยกเพิ่มขึ้น”
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ปลื้ม รองนายกฯสุเทพ ยกเสาเอกสร้างบ้านไทยเข้มแข็ง ที่บ้านบางมะรวด

ปัตตานี/ชาวบ้านบางมะรวดปลื้ม ได้รับบ้านหลังใหม่ด้วยงบ 110,000 บาท พร้อมขอบคุณรัฐบาลและชุมชนที่มอบบ้านหลังใหม่ โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย โดย พอช. สนับสนุนงบประมาณ 2,999,900 บาท แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย 78 หลังคาเรือนในตำบลบ้านกลาง อ.ปะนาเระ

วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะข้าราชการลงพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านบางมะรวด ต.บ้านกลาง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็ง เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน

ในโอกาสนี้นายสุเทพ ได้ยกเสาเอกสร้างบ้านหลังใหม่ และมอบสิ่งของเครื่องใช้ประจำวันให้แก่ นางปีอ๊ะ กูโน วัย 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีบ้านของตัวเอง อาศัยอยู่กับผู้อื่น ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 110,000 บาท สำหรับสร้างบ้านหลังใหม่

นางสาวซูไฮนี มามะ บุตรสาวนางปีอ๊ะ วัย 23 ปี กล่าวว่า ครอบครัวของตนเองมีความเป็นอยู่ที่ยากจน ย้ายบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง ตอนนี้อาศัยอยู่ในบ้านของนายกอบต.บ้านกลาง ซึ่งไม่ได้เป็นญาติกันโดยตรง เมื่อได้บ้านหลังนี้ ตนและแม่มีความรู้สึกดีใจมาก ชาวบ้านทำประชาคมหมู่บ้านและเลือกให้เราได้บ้านเพราะเรายากจนจริงๆ แม่ก็พยายามที่จะทำงานรับจ้างทุกอย่าง ที่ทำเป็นหลักคือรับจ้างเย็บผ้า
“อยากขอบคุณรัฐบาล และคณะทำงานหมู่บ้าน และชาวบ้านทุกคนที่เลือกให้ครอบครัวเราได้มีบ้านหลังใหม่ที่แข็งแรง ” นางสาวซูไฮนี กล่าว
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รองเลขาฯนายกฯ ยกเสาเอกบ้านหลังใหม่สตูล โครงการไทยเข้มแข็ง

สตูล/เจ้าของบ้านปลื้มได้รับบ้านเป็นของตัวเอง เพราะรายได้เดือนละ 4,200 บาท ส่งลูกเรียน พร้อมส่งเงินเข้ากองทุนของหมู่บ้านเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนต่อไป ตำบลละงูใช้งบกว่า 15 ล้านบาทช่วย 228 ครัวเรือนมีบ้านที่สมบูรณ์

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2553 นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและคณะ พร้อมด้วย นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัด เดินทางไปยังพื้นที่ ม. 2 บ้านปากบาง ต. ละงู อ.ละงู เพื่อตรวจเยี่ยมความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้งบประมาณไทยเข้มแข็ง โดยมีหน่วยงานต่างๆจัดแสดงผลการดำเนินงาน และมีชาวบ้านนับร้อยให้การต้อนรับ

นายวรรณธรรม กล่าวว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะยกระดับรายได้ของประชาชนในพื้นที่ ด้วยการส่งเสริมด้านการเกษตร ไม่ว่า การส่งเสริมด้านเกษตรพอเพียง การให้พันธุ์ปลา แพะ และนอกภาคการเกษตร ส่งเสริมอาชีพ อบรมความรู้พัฒนาฝีมือแรงงาน ช่วยสร้างบ้านที่อยู่อาศัย โดยการผ่านกระบวนการประชาคมหมู่บ้าน
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จุดประกาย "ชุมชนต้นแบบสมานฉันท์” กู้วิกฤติไฟใต้

แบบฝึกหัดชีวิตของ "เด็กนอกห้อง (เรียน)" จุดประกาย "ชุมชนต้นแบบสมานฉันท์” กู้วิกฤติไฟใต้

“เด็กในโรงเรียน เรียนเก่ง ว่านอนสอนง่าย แต่จบแล้วไม่อยู่ช่วยพัฒนาพื้นที่ หนีไปอยู่กรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ คงต้องฝากความหวังไว้กับ ‘เด็กนอกห้อง (เรียน)’ เพราะเด็กพวกนี้เรียนจบแล้วจะอยู่ในพื้นที่ตลอด” เป็นคำกล่าวของ ดร.รุ่ง แก้วแดง ประธานมูลนิธิสุข-แก้ว แก้วแดง กับแนวคิด "แหวกแนว" ว่าด้วยการสร้างสันติสุขโดย "เด็กนอกห้อง (เรียน)"

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ชีวิตที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ "ชีวิตที่อันตรายทุกฝีก้าว" ดังเช่นทุกวันนี้ โดย ดร.รุ่ง แก้วแดง หรือ "ปู่รุ่ง" ที่เด็กใต้เรียกกันอย่างสนิทปาก เล่าให้ฟังว่า ปัญหาแบ่งเขาแบ่งเราด้วยคำจำกัดความว่า “เด็กไทยพุทธ” กับ “เด็กไทยมุสลิม” นั้นไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมคนชายแดนใต้มาก่อน เหตุเพราะเรียนหนังสือด้วยกันในโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัด ต่อมาเมื่อมีโรงเรียนเอกชนกับโรงเรียนสอนศาสนาขึ้น ก็ถึงจุดเปลี่ยน กลายเป็นการแยก "เด็กไทยพุทธ" กับ "เด็กไทยมุสลิม" ออกจากกัน เป็นปัญหาที่ขยายวงมาจนถึงปัจจุบันนี้

“เมื่อต่างคนต่างอยู่ ต่างเรียน ต่างมีสังคมที่เริ่มแตกแยกออกจากกัน การบอกว่าจะมาสมานฉันท์กัน คอยช่วยเหลือกัน จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย” ดร.รุ่ง กล่าว

เมื่อประกอบกับธรรมชาติของเด็กชายแดนใต้ที่เด็กผู้ชายมักจะหยุดเรียน แล้วออกทำงานช่วยพ่อแม่ตั้งแต่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ขณะที่เด็กผู้หญิงจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย การออกจากโรงเรียนกลางคันในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อจึงง่ายต่อการก้าวเข้าสู่ปัญหายาเสพติด กระทั่งขยายผลไปถึงปัญหาทางสังคมอื่นๆ และเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ยากของภูมิภาคนี้ในที่สุด

และนี่คือที่มาของ “โครงการพัฒนาขีดความสามารถขององค์กรเยาวชนระดับ อบต. 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสร้างสันติสุข” เป็นโครงการที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง นำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรมก็ตาม
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพรวมการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

ตามที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยได้มีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยร่วมกับรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ สามารถประมวลภาพรวมและบทเรียนได้ดังต่อไปนี้

1. ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ไม่ได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนราชการภายใต้การกำกับดูแลของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น
• การมีคำสั่งตัดฟันทำลายพืชผลการเกษตรชาวบ้านในพื้นที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรัง โดยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
• การฟ้องร้องคดีความเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ข้อหาทำให้โลกร้อน กับชาวบ้านในพื้นที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคต่างๆ เช่น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรัง โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่