จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

รวมลิ้งค์เรื่องราว เซาท์เทิร์นซีบอร์ด "สงครามรัตนโกสินทร์ กับหัวเมืองภาคใต้ยุคโลกาภิวัฒน์"

เจาะลึก “เซาเทิร์นซีบอร์ด” ใต้ปีกทุนโลกบาล

ข้อมูลง่ายๆ ชัดๆ คนใต้ต้องอ่าน !

เปิดปมแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ เซาเทิร์นซีบอร์ด เงามืดการพัฒนา

เปิดเล่ห์เหลี่ยม 'รัฐ-ทุน-เทคโนแครต' สูตรสำเร็จผ่าน EIA เมกกะโปรเจกต์

ถอนอุทยานฯสร้าง'ปากบารา'

เชฟรอนเปิดร่าง EIA แจกหัวละ 500 ลดแรงต้านไม่สำเร็จ คนคอนเตรียมฟ้องศาลสั่งระงับ

เขื่อนนาปรัง-ท่วมอุทยานเขาน้ำค้าง-ท่วมบ้านนาปรัง สงขลา เพื่อแผนพัฒนาภาคใต้

ขุดเลสาบสงขลา จิ๊บจิ๊บ 1,308 ล้านบาท

ขุดทะเลสาบสงขลา..มันได้แก้ปัญหาอะไร

คนสตูลกำลังจะมีรถไฟ แต่ช้าก่อน !!!

บันทึกภาพปากบารา ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

แกนนำภาคเอกชนสงขลา-สตูล หลับตาหนุนเซาเทิร์นซีบอร์ด

ท่ามกลางบรรยากาศที่หน่วยงานภาครัฐกำลังโหมผลักดันให้เดินหน้าสร้างแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูลอย่างเร่งรีบในเวลานี้ อันประกอบด้วยการแจ้งเกิด "ท่าเรือน้ำลึกสงขลา" ที่ฝั่งทะเลอ่าวไทยและ "ท่าเรือน้ำลึกสตูล" ที่ฝั่งอันดามัน แล้วเชื่อมต่อกันด้วยระบบ "ถนน 4 เลน-ทางรถไฟ-ท่อน้ำมัน-ท่อก๊าซ" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ "เมืองอุตสาหกรรมขนาดมหึมา" ที่จะตามมาในพื้นที่ 2 จังหวัดและกระจายไปทั่วภาคใต้

โดยเฉพาะการใช้ภาคใต้เป็นฐานรองรับ "อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเฟส 4" ที่ไม่สามารถขยายได้แล้วในพื้นที่โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้าจากก๊าซและถ่านหิน โรงผลิตเหล็กตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงอุตสาหกรรมหนักอื่นๆ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรและประมง เป็นต้น

จาการสำรวจความคิดเห็นของตัวแทนองค์กรภาคเอกชนในพื้นที่ 2 จังหวัดที่ตั้งของแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล พบว่า ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับภาครัฐในการติดเทอร์โบเมกกะโปรเจกต์ภายใต้กรอบโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด แต่ก็ยังมีที่แสดงความเป็นห่วงผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งภาครัฐต้องคำนึงถึงปัญหานี้ด้วย

โดยท่าทีของ นายสมชาย ตันติศรีสกุล ประธานหอการค้าจังหวัดสตูล ดูได้จากความเห็นที่ว่า อยากให้รัฐบาลเร่งก่อสร้างแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกที่จะสร้างกลางทะเลบริเวณอ่าวปากบารา แล้วขึ้นฝั่งที่บ้านท่ามาลัย ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล และพ่วงด้วยการปัดฝุ่นโครงการถนนสตูล-เปอร์ลิส เพื่อเปิดประตูการค้าภาคใต้ตอนล่างของไทยสู่ภูมิภาคอาเซียน
อ่านต่อคลิ้กที่นี่

ขุดทะเลสาบสงขลา..มันได้แก้ปัญหาอะไร

"..ถ้าสามารถจัดระเบียบเครื่องมือประมงกับท่าเรือน้ำลึกได้ จะได้ไม่ต้องลงทุนมาก ทำให้มีช่องหรือร่องน้ำให้น้ำไหลเวียนสะดวก ทำได้แค่นี้ก็แทบจะไม่ต้องขุดร่องน้ำอีกเลย เพราะปัญหาการตื้นเขิน เกิดจากเครื่องมือประมงหนาแน่นและโครงสร้างของท่าเรือขัดขวางทางเดินของน้ำ

...ไม่ใช่ทำให้สำเร็จแค่ขุดลอกเรื่องเดียว มันแก้ปัญหาภาพรวมไม่ได้ เพราะตะกอนจากต้นน้ำ จากด้านบนของทะเลสาบมันยังไหลลงมาเรื่อยๆ "

ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา นอกจากจะเป็นลุ่มน้ำสำคัญลำดับต้นๆ ของประเทศแล้ว ยังถูกจัดให้เป็นลุ่มน้ำสำคัญในระดับนานาชาติอีกด้วย ปัจจุบันลุ่มน้ำทะเลสาบกำลังมีปัญหาระดับวิกฤต จนเกิดมีความคิดที่จะแก้ปัญหาจากหลายฝ่าย โครงการขุดลอกร่องน้ำทะเลสาบสงขลาก็เป็นหนึ่งในหลายโครงการเพื่อแก้ปัญหาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

นายนฤทธิ์ ดวงสุวรรณ์ นักพัฒนาเอกชน ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาทะเลสาบสงขลามายาวนานต่อเนื่องเกือบ 30 ปี มองปัญหาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและการขุดทะเลสาบสงขลาอย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ

โครงการขุดลอกทะเลสาบสงขลามีความเป็นมาอย่างไร ?

โครงการนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตอนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงมาเปิดงานมัสยิดกลาง ที่จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2552 ความจริงชาวบ้านขอให้ขุดลอกร่องน้ำทะเลสาบสงขลาอยู่ก่อนแล้ว เพราะทะเลตื้นเขินอย่างมาก โครงการนี้เป็นข้อเสนอของชาวบ้าน ที่ ส.ส.เอาไปดำเนินการต่อ
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โครงการซ่อม-สร้างบ้าน 5 จังหวัด ปรับงบหมู่บ้านละ 1.35 ล้านบาท

อนุกรรมการโครงการซ่อม-สร้าง บ้าน 5 จชต.มีมติปรับลดงบประมาณจากเดิม 1.45 ล้านบาท ตามรัฐบาลปรับลดงบประมาณสนับสนุนโครงการ รวมงบประมาณที่อนุมัติในครั้งนี้ 193,869,649 บาท ครอบคลุม 4 จังหวัด 28 อำเภอ 62 ตำบล 274 หมู่บ้าน แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้แก่ 3,950 ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2553 โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดประชุมคณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองและชนบทโดยชุมชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 7/2553 ณ ห้องตะรุเตา โรงแรมพินนาเคิล วังใหม่ อ.เมือง จ.สตูล

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นหารือสำคัญคือ การแจ้งเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่รัฐบาลให้การสนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก จากเดิมจัดสรรงบประมาณจำนวน 626.91 ล้านบาท เปลี่ยนเป็น 508.41 ล้านบาท ลดลง 118.50 ล้านบาท

แต่เนื่องจากการประชุมครั้งที่ 5/2553 วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ได้รับทราบการสนับสนุนงบประมาณ 626.91 ล้านบาท และมีมติขยายกรอบการจัดสรรงบประมาณเป็นหมู่บ้านละ 1,450,000 บาท และในการประชุมครั้งที่ 6/2553 วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ก็อนุมัติงบประมาณในกรอบดังกล่าว โดยที่ไม่ทราบว่ารัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณลงแล้วเหลือ 508.41 ล้านบาท

นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการ พอช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแจ้งและทำความเข้าใจต่อคณะอนุกรรมการ พร้อมทั้งหารือที่ประชุม ซึ่งได้มีมติร่วมกันในการปรับลดกรอบงบประมาณเป็นหมู่บ้านละ 1,350,000 บาท ลดลงจากเดิมหมู่บ้านละ 100,000 บาท ส่วนโครงการที่ผ่านการอนุมัติงบประมาณในการประชุมครั้งที่ 6/2553 จะแจ้งผลการอนุมัติงบประมาณในกรอบใหม่พร้อมแนบหนังสือชี้แจงเหตุผล และขอความร่วมมือจากผู้แทนองค์กรชุมชนกลับไปชี้แจงทำความเข้าใจต่อชาวบ้านในพื้นที่
ด้านความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาให้การสนับสนุนงบประมาณโครงการไปแล้ว 213 ตำบล 979 หมู่บ้าน แบ่งเป็นหมู่บ้านพัฒนาปกติ 364 หมู่บ้าน หมู่บ้านเสริมสร้างสันติสุข 175 หมู่บ้าน หมู่บ้านประมงพื้นบ้าน 125 หมู่บ้าน หมู่บ้านยากจน 308 หมู่บ้าน รวมงบประมาณที่อนุมัติ 1,043,915,440 บาท

ในการประชุมครั้งนี้คณะอนุกรรมการได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนแบ่งเป็น จ.ปัตตานี ครอบคลุม 9 อำเภอ 25 ตำบล 99 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 1,072 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 52,619,649 บาท จ.นราธิวาส ครอบคลุม 10 อำเภอ 15 ตำบล 75 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 1,248 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 61,250,000 บาท จ.ยะลา ครอบคลุม 3 อำเภอ 7 ตำบล 38 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 1,045 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 51,300,000 บาท จ.สตูล ครอบคลุม 6 อำเภอ 15 ตำบล 62 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 585 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 28,700,000 บาท
รวมงบประมาณที่อนุมัติในครั้งนี้ 193,869,649 บาท ครอบคลุม 4 จังหวัด 28 อำเภอ 62 ตำบล 274 หมู่บ้าน แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้แก่ 3,950 ครัวเรือน

จาก http://www. souththai.org/index.php?option=com_content&task=view&id=395&Itemid=31

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรงเรียนกสิกรรมไร้สารพิษเกาะแต้ว ชุมชนคือหัวใจของการศึกษา

“เราจะจัดการศึกษาไปทำไมถ้าทำให้คนแปลกแยกจากชุมชนซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่จะทำให้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไป เกิดการดูถูกชุมชน ซึ่งแบบนี้ผมว่าเป็นการจัดการศึกษาที่ล้มเหลว”

เป็นทัศนะที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการศึกษาในปัจจุบันของคุณวันชัย พุทธทอง แห่งศูนย์พลเมืองเด็ก อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนกสิกรรมไร้สารพิษเกาะแต้ว โรงเรียนที่มุ่งคืนความรู้ ภูมิปัญญา และความสุขแก่ชุมชน

เมื่อคนมีการศึกษาทอดทิ้งชุมชน

จากการศึกษาในระบบที่มีเนื้อหาวิชาที่ไกลตัว ไม่เป็นจริงและใช้ประโยชน์ไม่ได้ เน้นความรู้ทาง “วิทยาศาสตร์” จนละเลยความรู้และภูมิปัญญาของท้องถิ่น ทั้งยังแยกขาดจากฐานทรัพยากรในชุมชน ไม่สามารถก้าวลึกลงไปถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชนได้ มุ่งแต่ผลิตแรงงานให้ภาคราชการหรือภาคอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยม

ส่งผลให้การเรียนการสอนถูกแยกออกจากชุมชนอย่างสิ้นเชิง องค์ความรู้ในชุมชน เกษตรกร ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้สืบทอดงานด้านศิลปวัฒนธรรม ถูกกันออกจากการเป็นผู้ผลิตองค์ความรู้ให้กับชุมชน โดยถูกทำให้เหลือเพียงเป็นผู้รอรับความรู้ผ่านทางการศึกษาจากภาครัฐซึ่งเป็นการศึกษาในระบบที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้าน ส่วนเด็กก็ไม่มีความสุขในการเรียนในห้องเรียน

คุณวันชัยได้กล่าวว่า “คนที่มีการศึกษาทอดทิ้งชุมชน ไม่ดูแลชุมชน อาจจะไปรับราชการ หรือไปทำบริษัท พอชุมชนมีปัญหาก็ไม่กลับมาช่วยชุมชนเพราะกลัวเจ้านายจะว่าหรือกลัวถูกเพ่งเล็ง”

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ก่อให้เกิดความพยายามที่จะให้มีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรและวิถีชีวิตในชุมชน พร้อมทั้งผู้เรียนก็มีความสุขจากกระบวนการจัดการเรียนการสอน จึงนำมาสู่การแลกเปลี่ยนความคิดกันระหว่างครูเอียด (กรรณิกา ปานดำรง) คุณครูจากโรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ คุณวันชัย พุทธทอง และคณะทำงานศูนย์พลเมืองเด็กสงขลา ลุงนิต(มานิต หนูเพชร) และลุงจิต (จิตร แดงสมาน) จากกลุ่มสันติอโศก โดยเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาน่าจะเริ่มจากการทำงานกับเด็กและเยาวชน จึงตกลงร่วมกันที่จะจัดการเรียนการสอนนอกระบบขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้ชุมชน
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปฏิรูปประเทศไทย ต้องพรรค์เด่..

นโยบายการพัฒนาที่ผิดพลาดต่อวิกฤตส่งผลกระทบมาก ประเทศชาติแย่ลง (สุวิมล...นครศรีฯ) ยกเลิกแผนพัฒนาภาคใต้ ปฏิรูประบบราชการ สภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นกลไกหลักในการพัฒนา (วิวัฒน์...พัทลุง) จัดตั้งสภาประชาชนที่เป็นอิสระ มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยเป็นกลไกดำเนินการ (ไมตรี...พังงา) ลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและขอสนับสนุนการจัดตั้งสภาประชาชน เร่งสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย รักบ้านรักเมือง (พิชญา...สงขลา) ที่ใดไร้ความยุติธรรม ที่นั่นย่อมมีปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง ควรเร่งส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบล อบรมข้าราชการให้เข้าใจบริบทสามจังหวัดชายแดนใต้ ก่อนส่งลงพื้นที่และปฏิรูปสื่อ (ณรงค์...ปัตตานี)

รัฐบาลต้องชะลอแผนพัฒนาภาคใต้ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก โครงการพลังงานนิวเคลียร์ ตั้งคณะกรรมการศึกษาวิจัยผลกระทบอย่างรอบด้าน ให้มีข้อยุติที่โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง (แสงนภา...ชุมพร) อำนาจสื่อต้องไม่รับใช้การเมืองลดบทบาทอำนาจรัฐ สร้างการมีส่วนร่วมในการปฏิวัติวัฒนธรรม ประชาชนมีปัญหาความยากจน งบประมาณสู่ท้องถิ่นมีการครอบงำ ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เร่งทบทวนกฎหมาย และ พ.ร.บ.พื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนใต้ (มหามัด นาซือรี...ปัตตานี)

คนไทยพลัดถิ่นผลกระทบจากการแบ่งปันเขตแดนไทยพม่ายุคฝรั่งล่าอานานิคม รัชสมัย ร. 5 ชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากไม่มีสิทธิอะไร ชนเผ่ามอแกนคนตกขอบไม่มีบัตรประชาชน ทั้งที่อยู่ในเขตเมือง อยากให้เร่งรัด พ.ร.บ. สัญชาติฯ ในสภาผู้ผู้แทนราษฎรและการรับรองสิทธิคนไทย อย่างเป็นธรรม (ชาญวิทย์...ประจวบคีรีขันธ์) จัดสมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนใต้เพื่อสร้างความเข้าใจกันและกัน เพื่อการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และแก้ความขัดแย้งนโยบายรัฐกับชุมชน , เจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน (กัลยา...ปัตตานี)

ต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐเอาเปรียบประชาชน ประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร เกิดปัญหาเกิดช่องว่าง ชาวบ้านถูกกระทำ คนคิดดีมีโอกาสสูญพันธุ์ การปฏิรูปประเทศไทย ต้องไปให้ถึงจังหวัดสามารถจัดการตนเองได้ (กัลยทรรศน์...สตูล) ไม่เอานิคมอุตสาหกรรม ชุมชนร่วมจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ชาวบ้านมีชีวิตอยู่ดีมีสุขตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ด.ต.เทิดศักดิ์...ตรัง)

นี่คือส่วนหนึ่งของประชาชนคนใต้ต่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่กำลังเป็นวาระหลักของสังคมไทย ปี 2553 อยากให้บรรดาเหล่าผู้ที่ตั้งตัวเป็นผู้นำทั้งหลาย ได้ตระหนักว่าประชาชนไม่ได้กินเกลบ กินรำ ด้วย ชีวิต จิตใจ หัวสมองและจิตสำนึกพลเมืองของเขาเหล่านั้นยิ่งใหญ่เช่นกัน ทั้งอยากเห็นสังคมและประเทศชาติก้าวข้ามวิกฤต ความขัดแย้งที่พวกท่านร่วมก่อจ่อวิบัติไว้ เวลานี้ เยี่ยงไร ได้โปรดเสียสละอัตตาบ้าระห่ำของท่านเสียเถอะ เพราะประเทศชาติประชาชนป่นปี้ยับเยินมากเกินพอแล้ว .

คอลัมน์ ‘เสียงจากชุมชน’ โดย บินหลาดง นสพ.คนตรัง

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาคใต้

โดย สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์
พมจ.-พอช.-องค์กรชุมชน ภาคใต้หนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลแล้ว 207 กองทุน 49.5 ล้านบาท รองปลัดพม.เชื่อหลังสัมนาปัญหาคลี่คลาย หวังภายในเดือนธ.ค. กระจายทั่วประเทศหมด 723 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2553 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมนาสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ณ โรงแรมแกรนด์ปาร์ค อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีผู้เข้าร่วมสัมนา 60 คน ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชนด้านสวัสดิการชุมชน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใน 14 จังหวัดภาคใต้ และเจ้าหน้าที่พอช.

การขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคใต้ เกิดผลดังนี้ ด้านการแต่งตั้งคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ได้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนครบแล้วทั้ง14 จังหวัด
ด้านการอนุมัติงบประมาณรัฐบาลสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลที่มีการดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ภาคใต้มีจำนวนกองทุนเดิม 614 กองทุน ผ่านการอนุมัติแล้ว 207 กองทุน รวมงบประมาณที่เบิกจ่ายแล้วจำนวน 49,533,510 บาท ส่วนกองทุนสวัสดิการระดับตำบลที่จัดตั้งใหม่กำหนดเป้าหมายไว้ 350 ตำบล ได้ดำเนินการจัดตั้งกองทุนแล้วจำนวน 81 กองทุน

ในการสัมนาครั้งนี้เชิญ นายวิทัศน์ เตชะบุญ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน ก่อนที่จะแบ่งกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแก้ไขปัญหา นายสุรเดช ฉายะเกษตริน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวเปิดการสัมนาว่า ผมคิดว่าเป็นความภาคภูมิใจของท่านในการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ขอชื่นชมการทำงานของท่านทั้งหลายและขอให้กำลังใจ และการมาพบกันวันนี้เพื่อให้หลังการประชุมครั้งนี้การขับเคลื่อนงานจะเป็นไปด้วยดี ปัญหาที่มีอยู่จะได้รับการคลี่คลาย เพื่อให้งบประมาณ 723 ล้านบาทได้สนับสนุนไปยังพื้นที่ทั่วประเทศได้หมดภายในเดือนธันวาคม และเป็นไปด้วยความถูกต้อง เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน.