จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ชาวจำปากอพลิกวิกฤตตกงานหันทำ “โรตีปาแย” ทำรายได้เดือนละเกือบ 3 แสน

ชาวบ้านจำปากอ อ.บาเจาะ นราธิวาส 30 คน พลิกสถานการณ์จากปัญหาว่างงาน หันมารวมกลุ่มกันทำโรตีปาแย-ขนมปังปอนด์ทอด ออกขายริมถนนระหว่างนราธิวาส-ปัตตานี ทำรายได้เกือบ 300,000 บาทต่อเดือน

นางภุมรินทร์ และลี อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 20/1 บ้านจำปากอ หมู่ 1 ต.บาเร๊ะเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ในฐานะประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านจำปากอ กล่าวว่า จากปัญหาการว่างงานแม่บ้านเกษตรกรในหมู่บ้านจำปากอ จำนวน 30 คน จึงได้รวมตัวกันจัดทำขนมออกมาขายที่ริมถนนเพชรเกษม เพื่อขายให้กับลูกค้าที่ขับรถผ่านเส้นทางระหว่าง จ.นราธิวาส-ปัตตานี โดยในช่วงแรกเริ่มของการทำขนมออกมาขายนั้น ขายเพียงขนมประเภทเบเกอรีชนิดต่างๆ เช่น เค้ก และ โดนัท เท่านั้น

“ในช่วงเดือนรอมฎอนนี้ ทางกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านจำปากอได้ทำขนมออกมาขายเพิ่มอีก 2 ชนิด คือ โรตีปาแย และขนมปังปอนด์ทอด โดยขนมทั้ง 2 ชนิดนี้ใช้รับประทานกับแกงกะทิ ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ แกงกะทิเนื้อวัว และแกงกะทิปลาทูน่า ผลปรากฏว่าในแต่ละวันมียอดการสั่งซื้อขนมโรตีปาแย และขนมปังปอนด์ทอดเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงกับต้องใช้แป้งสาลีในการทำขนมถึงวันละ 3 กระสอบ น้ำหนักกระสอบละ 22 กก. ขายเป็นเงินได้ไม่ต่ำกว่า 7,000-8,000 บาทต่อวันเลยทีเดียว"

ด้าน นายเจษฎา จิตรัตน์ นายอำเภอบาเจาะ กล่าวว่า การขายขนมริมถนนเพชรเกษมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านจำปากอนี้ยอดการขายและยอดการสั่งซื้อในแต่ละวันมีเป็นจำนวนมากซึ่งทางอำเภอบาเจาะกำลังหาแนวทางช่วยเหลือ ด้วยการหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้ทางกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจำปากอนำมาซื้อเครื่องจักรเพื่อใช้ตัดชิ้นแป้งในอนาคตต่อไป

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทะเลน้อยเดินหน้าสร้างความเข้าใจสภาองค์กรชุมชนในเวทีหมู่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2553 ที่ผ่านมาคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลทะเลน้อย กำนันตำบลทะเลน้อยและแกนนำชุมชน ได้มีการประชุมวิเคราะห์การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชน ซึ่งจัดตั้งมาแล้วกว่า 1 ปี โดยต่างคิดเห็นร่วมกันว่าชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเจตนารมย์และประโยชน์จากการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เนื่องจากข้อจำกัดของแกนนำชุมชนที่ไม่สามารถกระจายการรับรู้สู่คนในชุมชนได้ ประกอบกับการหนุนเสริมจากทีมงานภายนอกเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง

สิ่งที่คณะทำงานเห็นว่าควรดำเนินการโดยเร่งด่วนคือการสร้างความเข้าใจสภาองค์กรชุมชนให้กับสมาชิกในชุมชนโดยผ่านเวทีประชุมหมู่บ้านที่มีการประชุมหมุนเวียนกันไปทุกเดือนอยู่แล้ว และอีกประเด็นที่สำคัญคือการประสานความร่วมมือกับภาคหน่วยงานและองค์กรในตำบลเพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายและแผนการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพปัญหาที่เป็นอยู่จริงในตำบลทะเลน้อย

ทั้งนี้ทางคณะทำงานมีข้อตกลงร่วมว่าจะนัดสรุปและวิเคราะห์สถานการณ์การดำเนินงานอีกครั้งในช่วงกลางเดือนกันยายน และจะเชิญผู้รู้และหน่วยงานภาคีมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันด้วย

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หวั่นสงขลาซ้ำรอยมาบตาพุด วอนชาวบ้านค้านเซาท์เทิร์นซีบอร์ด

อ.วิศวะฯ สิ่งแวดล้อม ม.รังสิต ชี้เซาท์เทิร์นซีบอร์ดส่อแววเปลี่ยนสงขลาซ้ำรอยมาบตาพุด เตือนสังคมจับตากลุ่มได้ประโยชน์ ด้านกลุ่มรักษ์จะนะหวั่นชุมชนรอบโรงแยกก๊าซเป็นมะเร็ง วอนทุกฝ่ายจับมือคัดค้านแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ ชาวบ้านสุดทนเปรียบกลุ่มทุนเหมือนโจรปล้นทรัพยากร ซื้อตัวผู้นำชุมชน ยึดที่ดินวะกัฟ ทำลายความเชื่อศาสนา

จากกรณีที่รัฐบาลเตรียมผลักดันให้พื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ (เซาท์เทิร์นซีบอร์ด) ซึ่งสอดคล้องตามแผนพัฒนาคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ที่กำหนดให้พื้นที่ภาคใต้เป็นแหล่งการพัฒนาเศรษฐกิจแหล่งใหม่

ดร.อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า รัฐบาลทุกชุดมีการผลักดันแผนพัฒนาภาคใต้มาโดยตลอด เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม รวมถึง นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าแผนพัฒนาชายฝั่งภาคใต้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาคใต้ พร้อมมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เป็นคณะกรรมการ ในขณะที่ภาคประชาชนกลับไม่มีส่วนร่วม นอกจากนี้ตนยังพบว่ารัฐบาลไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดภาระงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าวใน ครม. เรื่องการพัฒนาระบบคมนาคม เช่น การสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึก และการผลักดันให้พื้นที่ภาคใต้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งตนอยากให้ทุกฝ่ายคอยจับตาว่ากลุ่มใดจะได้รับผลประโยชน์จาการสร้างโครงการดังกล่าว
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ เปิดเวทีประชามติการระเบิดภูเขาน้อย

เมื่อ 16 สิงหาคม 2553 สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง นัดชาวบ้านประชุมปรึกษาหารือหาข้อยุติในกรณีที่ มีบริษัทหนึ่ง ต้องการขอสัมปทาน จัดตั้งโรงงานโม่หิน และจะทำการระเบิดภูเขาน้อย ซึ่งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านโหล๊ะบ้า ต.คลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุงสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่จึงนัดชาวบ้านมาปรึกษาหารือว่าจะ ยินยอมให้ บริษัทที่ขอรับสัมปทานนั้นดำเนินการระเบิดเขาน้อยได้หรือไม่ และส่งผลกระทบกับชาวบ้านอย่างไร

นายดรณ์ พุ่มมาลี ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่กล่าวว่า "ที่มาของเวทีวันนี้นั้น จากการปรึกษาหารือของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ ร่วมกับชมรมภูมิบรรทัดว่ามันมีประเด็นระเบิดภูเขาน้อย ซึ่งเป็นปัญหาของคนในตำบล จึงเปิดเวทีสาธารณะขึ้น เพื่อให้พี่น้องชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็น ว่าเราจะรับหรือไม่รับถ้าหากว่ามีการระเบิดเขาน้อย"

จากการพูดคุยของชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า ภูเขาน้อยลูกนี้มีถ้ำที่สวยงามมาก ซึ่งชาวบ้านได้ใช้มูลค้างคาวมาทำเป็นปุ๋ยใสนาและพืชผักต่าง ๆ เป็นประจำ และที่สำคัญภูเขาลูกนี้ชาวบ้านต่างก็นับถือสิ่งสักสิทธ์มาตลอดเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว จิตใจ ถ้าหาก ว่าทางจังหวัดพัทลุง โดยอุตสาหกรรมจังหวัดอนุมัติให้บริษัทนายทุนมาระเบิดภูเขาลูกนี้ ต่อไปคงจะไม่มีให้ลูกหลานได้ดู และไม่มี่ที่ยืดเหนี่ยว และถ้ำที่สวยงามและมูลค้างคาวก็คงจะไม่มีลูกหลานเห็นต่อไป ที่สำคัญภูเขาน้อยลูกนี้เป็นแหลงกำเหนิดแล่งน้ำหล่อเลี้ยง ชาวบ้าน หลายอำเภอ เช่น อำเภอตะโหมด อำเภอบางแก้ว อำเภอเขาชัยสน อำเภอปากพยูน ซ้ำยังอยู่ไกล้สถานที่ท่องเที่ยวคือน้ำตกลาดเตย มีนักท่องเที่ยวจากหลายพื้นที่มาเที่ยวและเป็นทีพักผ่อนตามธรรมชาติป่าไม้ อีกด้วย ถ้าหากมีนายทุนมาดำเนินการระเบิดภูเขาน้อยคงจะกระทบกับความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของคนทั้ง 4 อำเภอแน่นอนนักท่องเที่ยวก็คงหายไปสัตว์ป่าต่าง ๆ ก็หมดเพราะมีเสียงระเบิดหิน ผลสรุปในการปรึกษาหารือเสวนาปรากฏว่าชาวบ้านไม่ยอมให้จัดตั้งโรงงานโม่หินในเขตุตำบลคลองใหญ่แน่นอนและจะทำหนังสือไปยังอุตสาหกรรม จังหวัดเพื่อคัดค้านการระเบิดภูเขาน้อยต่อไป.
ประดิษฐ์ มูสิกะสงค์ และทีมข่าวชุมชนพัทลุง : รายงาน

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.สงขลา เดินหน้าให้ข้อมูล “แผนพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้” ต่อชุมชน

หลังจากที่เปิดเวทีใหญ่ระดับจังหวัด เรียนรู้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลาได้กำหนดให้มีเวทีย่อยระดับกลุ่มอำเภอ เพื่อให้ข้อมูลกับผู้นำชุมชน และระดมความคิดเห็นต่อแนวทางการดำเนินการในระดับพื้นที่

โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2553 ที่หอประชุมพุทธบารมี ต.ควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลา มีการจัดเวที ของกลุ่มอำเภอ โซนควน ของจังหวัดสงขลา (อ.รัตภูมิ , อ.ควนเนียง , อ.บางกล่ำ และ อ.คลองหอยโข่ง) โดยผู้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล ผู้นำชุมชน ตัวแทนเครือข่ายต่างๆ คณาจารย์และนักศึกษาศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน นักวิชาการจากวิทยาลัยเกษตรฯ และตัวแทนจาก คณะประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้ เข้าร่วมประมาณ 50 คน

นายเอกชัย อิสระทะ จากโรงเรียนสิทธิชุมชนเขาคูหา ซึ่งเป็นวิทยากร ได้ให้ข้อมูลพัฒนาการการของระบบทุนนิยม และพัฒนาการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย โดยเจาะลึกเรื่องที่มาและรายละของแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ระบบขนส่งเชื่อมโยงสองฝั่งทะเลในภาคใต้ รวมทั้งแผนการก่อสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วม ได้ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์การดำเนินการของหน่วยงานและบริษัทที่รับผิดชอบในพื้นที่ รวมทั้งร่วมวิเคราะห์แนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่

ทั้งนี้ในเวทีได้กำหนดแผนการเคลื่อนไหวร่วมกัน และกำหนดให้มีการจัดเวทีย่อยในระดับตำบล เพื่อให้ข้อมูลกับชาวบ้านอย่างทั่วถึง รวมทั้งกำหนดการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อจัดทำแผนพัฒนาตำบล และประมวลข้อเสนอจากพื้นที่เพื่อเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป.

สำหรับเวทีย่อยระดับกลุ่มอำเภอ (ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร วันที่ 20 สิงหาคม (เมือง หาดใหญ่ นาหม่อม และสะเดา) วันที่ 24 สิงหาคม (เทพา จะนะ สะบ้าย นาทวี ) วันที่ วันที่ 24 สิงหาคม เช่นเดียวกัน

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เจาะลึก “เซาเทิร์นซีบอร์ด” ใต้ปีกทุนโลกบาล


การผลักดันให้สร้าง “สะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล” หรือ “Land Bridge (แลนด์บริดจ์)” อย่างเร่งรีบของรัฐบาลในเวลานี้ มีเรื่องให้ต้องจับตาใกล้ชิดอยู่ไม่น้อย เพราะได้สร้างผลกระทบให้ปรากฏแล้วต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะที่ข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานรัฐก็เป็นไปแบบกระท่อนกระแท่น ไม่ค่อยจะมีความชัดเจน แถมมีความพยายามที่จะแยกส่วนโครงการเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปเสนอต่อประชาชน จนสร้างความสับสนให้แก่ผู้คนจำนวนมาก อ่านต่อคลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553

เมื่อพิจารณาเฉพาะเจตนาที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากที่ดินของรัฐ ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ยั่งยืนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน ก็นับว่าเป็นเจตนาที่ดีเป็นอย่างยิ่ง แต่ในรายละเอียดของระเบียบนี้ ยังไม่มีคำตอบในอีกหลายเรื่อง เกรงว่าถ้าไม่มีการแก้ไขก็จะเพิ่มปัญหาให้กับประชาชนและประเทศชาติเป็นส่วนรวมอีก ดังนี้

1. ระเบียบนี้ออกมาเพื่อดำเนินการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการตามระเบียบนี้กำหนด หมายความว่า ชุมชนที่ได้รับอนุญาตและใบอนุญาตนั้นเรียกว่าโฉนดชุมชน คือ ชุมชนที่บุกรุกที่ดินของรัฐทั้งสิ้น เรื่องนี้เคยมีมาแล้วตามมติ ครม.4พค.36 เป็นการเอาที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เสื่อมโทรมมาจัดให้เกษตรกร ตาม พ.ร.บ.ปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมดำเนินการโดย ส.ป.ก. จำนวน 40 ล้านไร่ และที่ดินป่าสงวน เสื่อมโทรมนั้นมากกว่า 90% เป็นการเสื่อมโทรมเพราะราษฎรบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ ฉะนั้นการจัดครั้งนั้นก็เป็นการอนุญาตให้ผู้บุกรุกได้ครอบครองใช้ประโยชน์ตามกฎหมายและกติกาของ ส.ป.ก. และที่ดิน 40 ล้านไร่ที่ได้แจกใบอนุญาต สปก.4-01 ไปแล้ว จนถึงบัดนี้ยังไม่มีการเก็บค่าตอบแทน/ค่าเช่า หรืออื่นใดให้แก่รัฐ ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนเจ้าของประเทศเลยสักบาทเดียว โฉนดชุมชนที่จะออกให้กับชุมชนที่บุกรุกก็เกรงว่าจะเข้าทำนองเดียวกันนี้

2. ระเบียบนี้มิได้กล่าวถึง ชุมชนที่อยู่อาศัยทำกินมาก่อนการประกาศเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดไว้ชัดเจนว่า ถ้าตรวจสอบพิสูจน์ได้ว่าชุมชนใด หรือบุคคลใดได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนการประกาศให้เป็นที่ดินของรัฐ ให้ถือว่าที่ดินที่ชุมชนหรือราษฎรครอบครองทำประโยชน์นั้นมิใช่ที่ดินรัฐ ให้ดำเนินการกันออกและทำแนวเขตให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการบุกรุกเข้าไปในเขตที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
อ่านต่อคลิ้กที่นี่