จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ธนาคารขยะบ้านคลองทราย..มูลค่าเพิ่มจากกองขยะ

ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายแก่ๆ สองพี่น้อง ด.ช. ธนชัย กับ ด.ช.เศรษพงษ์ อ่อนทอง เดินฝ่าแดดเข็นรถที่บรรทุกขยะมาตามถนน มุ่งหน้ายังศาลาเอกประสงค์บ้านคลองทราย หมู่ 1 ตำบลคลองทราย อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา

บ้านคลองทรายมี 168 ครัวเรือน ประชากรราว 600 คน แวดล้อมด้วยทุ่งนาป่าเขา ส่วนมากเป็นชาวสวนยางมีการรวมกลุ่มต่างๆ เช่นกลุ่มน้ำยาง กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มปุ๋ย กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มเลี้ยงโค เป็นต้น

แต่ถึงวันนี้ เป็นที่รู้กันว่าทุกวันที่ 2 ของเดือนธนาคารขยะบ้านคลองทรายจะเปิดดำเนินการเป็นกลุ่มกิจกรรมน่าสนใจอีกอย่าง ธีระพล บุญทอง ประธานโครงการธนาคารขยะ ตำบลคลองทราย เล่าว่า เพราะปัญหาขยะในชุมชน ทำให้มีการรวมตัวคิดทำเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไม่รู้ว่าแนวทางควรจะเป็นอย่างไร

เขาเห็นขยะกระจัดกระจายตามบ้านเรือน ปลิวว่อน เพ่นพ่านตามท้องถนน กระทั่งกองขยะนิรนาม ส่งกลิ่นเหม็นอยู่ในชุมชน โดยไม่มีการจัดการมานาน แม้ต้นทุนชุมชนเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์ภาณุ พิทักษ์เผ่า เคยเข้ามาสอนให้นำขยะอินทรีย์ไปทำน้ำหมักชีวภาพและผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องเช่น ปุ๋ย สบู่

“เราจึงคิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรให้ขยะออกจากบ้าน จากการเห็นปัญหา และคิดร่วมกันหลายคนว่า คิดว่าจะเอาขยะออกจากบ้านโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม”
พีระพลเคยดูทีวีพบว่ามีหมู่บ้านต้นแบบแห่งหนึ่งที่นนทบุรี นำให้ขวดที่ใช้แล้วทำให้มีค่าขึ้นมา ผิดกับแถวบ้านเขา นอกจากไม่มีค่าแถมเป็นขยะ

“คิดอยู่นานแล้วแต่นั่งพูดกันเท่านั้น พอบอกชาวบ้านเขาว่าผมบ้า เป็นไปไม่ได้หรอก ในที่สุดเมื่อหลายๆ คน มาช่วยกันจึงมาประสบความสำเร็จเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ และเริ่มดำเนินการครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์”

ตอนเปิดธนาคารขยะ นายอำเภอนาทวีมาเป็นประธาน พีระพลยังจำคำท่านนายอำเภอพูดว่าแค่คนคิดเรื่องนี้ก็สบายใจ แต่เมื่อคนคิดด้วยทำด้วย ถือว่าดีมาก เรื่องแบบนี้ทำยากมาก สถิติช่วง 3 เดือนของธนาคารขยะ ครั้งแรก 2 กุมภาพันธ์ ได้ 218 กก. จำนวนเงินรับซื้อ 650 บาท ขายได้ 900 บาท ครั้งที่ 3 มีนาคม ได้ 496 กก. จำนวนเงินรับซื้อ 1,170 บาท ขายได้ 1,700 บาท ครั้งที่ 3 เมษายน ได้1,093 กก. จำนวนเงินรับซื้อ 1621 บาท ขายได้ 2,160 บาท

“ขยะที่คนนำมาฝาก เราจะตีมูลค่าเป็นเงินในสมุดฝาก ขยะส่วนมากเป็นขวด และพลาสติกรวมๆกันครับ” พีระพลเล่า

“ก่อนที่เราจะเปิดธนาคารขยะ 3 เดือน ขวดที่ใช้แล้วเราเคยให้เปล่าเขาไป หลังจากนั้นพ่อค้าคนกลางมาซื้อเริ่มต้นจาก 3กิโลกรัมต่อหนึ่งบาท พอเรามาเปิดตรงนี้เป็นทางการเขามาซื้อในราคา กิโลกรัมละ 50 สตางค์”
พอเริ่มดำเนินการจึงมองเห็นลู่ทาง ชาวบ้านอาสามาเป็นทีมพนักงานของธนาคารขยะ งานที่ไม่มีค่าตอบแทน กระบวนการทำงานตั้งแต่ ขึ้นป้ายราคาขยะประจำวัน การรับฝากขยะ เริ่มจากรับขยะ แยกขยะ นำขึ้นตาชั่ง คิดบัญชี การเงิน และส่งขยะขายต่อ

ประธานธนาคาร ผู้จัดการ ฝ่ายการเงิน พนักงานต้อนรับ ต้องมาช่วยกันทำหน้าที่ทุกอย่างเกือบเท่าเทียมกัน เพราะ ถ้าไม่ช่วยจะทำไม่ทัน โดยเฉพาะเวลาที่ขยะเข้ามาพร้อมกันมากๆ ผลกำไรนำเป็นกองกลางบริหารธนาคารต่อไป

“เราไม่ได้หวังผลกำไร สำหรับสมาชิกใครมาฝากก็รับไม่เฉพาะคนบ้านคลองทราย ใครก็ได้ แต่ต้องมาเป็นสมาชิกด้วย ซึ่งไม่ยากสมัครเป็นสมาชิกแล้วฝากได้เลย หรือเป็นสมาชิกเอาไว้ก่อนยังไม่ฝากก็ยังได้ ทุกวันนี้เรามีสมาชิก 66 คน แต่ที่ฝากต่อเนื่องอยู่ราว 50 คน”
เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ พีระพลทำใบปลิวแจกจ่ายให้ชาวบ้าน พยายามอธิบายว่า

________________________________________

ธนาคารขยะ คือ การซื้อขายขยะในชุมชน โดยรายได้จากการขายขยะจะถูกบันทึกลงบนสมุดคู่ฝากของสมาชิก และสามารถฝากหรือถอน ได้เหมือนกับการฝาก-ถอน เงินในธนาคาร ทำไมต้องทำธนาคารขยะ -เพื่อปลูกจิตสำนึก ในการจัดการขยะและการรักษาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน -เพื่อช่วยลดปริมาณขยะและเสริมสร้างความรู้ ในการจัดการขยะอย่างถูกต้องและยั่งยืน ช่วยสร้างรายได้เสริมให้ครอบครัว -เพื่อนำผลพลอยได้จากการทำธนาคารขยะมาตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนกิจกรรมต่างๆของชุมชน
ขยะที่ฝากขายในธนาคารขยะได้ -กระดาษทุกชนิด เช่นกระดาษลัง กระดาษหนังสือพิมพ์ สมุด หนังสือ นิตยสาร -พลาสติก เช่น ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำมัน ขวดน้ำมันพืช ชวดน้ำปลา ขวดนมเปรี้ยว ขวดยาคูลท์ ถังน้ำ กะละมัง ขวดยาสระผม ขวดน้ำอัดลม ขวดซอส -ขวดแก้ว เช่น ขวดเหล้า ขวดน้ำปลา ขวดน้ำอัดลม ขวดเครื่องดื่มไวตามิล ขวดเบียร์ -เศษเหล็ก เช่น กระป๋องปลากระป๋อง โครงล้อรถ กระป๋องกาแฟ กระป๋องนม มีดกรีดยาง -อลูมิเนียม เช่นกระป๋องน้ำอัดลม ,กระป๋องเบียร์, ตะกงยาง -ทองเหลือง ,ทองแดง -ท่อพีวีซี ,สายยาง ,สังกะสี ,สายไฟ
ขยะที่ฝากไม่ได้ -เศษอาหาร -ขยะเน่าเปื่อย -ถุงพลาสติกทุกชนิด -กล่องโฟม -หลอดไฟ ,ถ่านไฟฉาย -ยางล้อรถ -หมวกกันน็อค -ขวดโซดา ,ขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เตรียมตัวก่อนไปฝากธนาคารขยะ -แยกชนิดขยะแต่ละประเภท ออกจากกัน เช่น ถ้าเป็นขวดแก้ว ให้แยกตามสีของขวด ขวดพลาสติคแยกเป็นขวดใสและขวดขุ่น -กระดาษแยกมัดเป็นพวกๆ
ผู้ที่นำขยะฝากธนาคารได้ คือทุกคนหมู่บ้านคลองทราย และ ใกล้เคียง นัดกันทุกวันที่ 2 ของทุกเดือน เวลา บ่ายโมงถึงสี่โมงเย็น ณ ศาลาเอนกประสงค์ บ้านคลองทราย
________________________________________
สมุดฝากธนาคารขยะบ้านคลองทราย เป็นสมุดคู่มือง่ายๆ หน้าปกสีฟ้า พาดข้อความว่า สมุดฝาก-ถอน ธนาคารขยะบ้านคลองทราย หมู่ที่ 1 ตำบลคลองทราย อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ด้านล่างเป็นชื่อเจ้าของบัญชี
ปกด้านใน ระบุข้อควรปฏิบัติ สำหรับสมาชิก ว่า ..
-ขยะที่นำมาฝากขาย ควรแยกชนิดให้เรียบร้อย -ราคาของขยะแต่ละชนิด เปลี่ยนแปลงตามราคาท้องตลาด -การถอนเงินค่าขยะให้ถอนได้หลังจากฝากครบ 1 เดือน -การถอนเงินค่าขยะให้มีเงินคงเหลือไว้ในบัญชีไม่น้อยกว่า 10 บาท -ขวดแก้วที่นำมาขาย จะต้องอยู่ในสภาพสวย สะอาด ขอบปากขวดไม่แตก หรือมีรอยบิ่น
ถวิล ดำแก้ว ผู้จัดการธนาคารขยะบ้านคลองทราย เล่าว่าการดำเนินงานเบื้องต้นใช้วิธีประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ก่อน ผ่านเวทีประชุมประจำเดือนของหมู่บ้าน และบอกกันปากต่อปากออกไปเรื่อย

ปัญหาพื้นฐานของที่นี่ไม่ต่างจากชนบททั่วไป ที่รับเอาวัฒนธรรมบริโภคยุคใหม่ ที่มีขยะแถมมาด้วย และยังไม่รู้ว่าจะกำจัดไปให้พ้นได้อย่างไร ถวิลบอกคนอื่นว่าถึงเวลาเอาขยะออกจากบ้านเรากันเถอะ โดยไม่ให้ใครเดือดร้อน

“คนในหมู่บ้านรู้ ก็บอกต่อกับคนหมู่บ้านใกล้เคียง เพราะ เราเปิดรับทั่วไป เป็นสมาชิกได้โดยไม่มีค่าสมัคร แค่เอาขยะมาฝาก บางคนมาจาก ตำบลน้ำขาว อำเภอจะนะ ก็มี”

ขยะที่รับฝากมากที่สุดหลังดำเนินการมา 3 เดือนกว่าพบว่าเป็น พลาสติก จำพวก กระป๋องนม ขวดนมเปรี้ยว ขวดน้ำอัดลม ขวดน้ำเปล่า นอกจากนั้นคือขวดแก้ว ส่วนมากเป็นขวดเบียร์ สำหรับกระป๋องเบียร์ น้ำอดลมมีจำนวนไม่มากนัก

“การที่เด็กได้เก็บขายเท่ากับว่า ทำให้พวกเขามีส่วนร่วม” ภาพหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังมาทำเรื่องนี้กันอย่างจริงจังคือ ตามบ้านเรือนของชาวคลองทรายจะมีการเตรียมกระสอบปุ๋ยเพื่อเก็บขยะเอาไว้ขาย เป้าหมายเพื่อนำไปฝากธนาคารขยะหรือนัยหนึ่งก็คือการขายได้เงินกลับมานั่นเอง ถวิลมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการแยกขยะ ทำให้สิ่งไม่มีค่า กลับเป็นมีค่าขึ้นมา

“พอทุกคนได้เก็บขยะมาขายทำให้มีส่วนร่วม คนสนใจกันมาก ตอนนี้ ทางอำเภอนาทวีเองก็สนับสนุน โรงเรียนต่างเข้ามาหาข้อมูล มีส่วนร่วม อย่างทางอำเภอนำไปเสนอเป็นผลงานอย่างหนึ่งของชุมชน สำหรับโรงเรียนรณรงค์เรื่องลดโลกร้อน ลดขยะก็หันมาทำเรื่องนี้”
ถวิลเล่าว่า การบริหารธนาคารขยะ อาศัยคณะกรรมการจำนวนหนึ่งที่อาสามาทำงานโดยไม่มีค่าตอบแทน ทุกคนต้องช่วยกันทำงานในทุกขั้นตอน ผู้จัดการอย่างเขาเองต้องช่วยแยกขยะ ยกขยะขึ้นตาชั่ง นำไปเก็บรวมกันรอขาย

“คนที่นำขยะมาฝากแล้วในครั้งแรกจะยังเบิกเงินไม่ได้ ถ้าต้องการเบิกเงินจะทำได้ในการฝากขยะครั้งที่ 2 เป็นต้นไป และต้องเหลือค้างบัญชี 10 บาทเสมอ เบิกหมดไม่ได้”
ผ่านมา 3 เดือน มีกำไร 1,300 กว่า บาท เก็บไว้เป็นกองกลางเพื่อบริหารธนาครขยะโดยไม่ต้องพึ่งใครในอนาคต ถวิลประกาศว่าจะทำโครงการนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีขยะ หรือถ้าขยะน้อยลง อาจทอดระยะเวลาในการรับฝากให้นานขึ้น

“ความร่วมมือถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นคิดว่า สัก 1 ปีอาจเห็นอะไรที่ชัดเจน เรื่องนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาสังคมอื่นๆ เช่น ยาเสพติด แต่ระยะนี้จะเห็นเรื่องการเสียสละ ชัดเจน แม้ว่าต่างคนต่างมีงานมีภารกิจส่วนตัว แต่ยินดีมาช่วย โดยไม่มีค่าตอบแทน” ถวิลเล่าอย่างภูมิใจในพี่น้องชาวบ้านคลองทราย
เป็นครั้งแรกของหมู่บ้านที่สามารถรวมคน มาทำงานด้วยใจได้จริงๆ
กลุ่มที่เกิดขึ้น เป็นพลังชุมชนที่มาพบ พูดคุย ทำงาน ด้วยจิตอาสา ช่วยกันทำด้วยใจจริงๆ

“เราเดินตามรอยปริก(เทศบาลตำบลปริก อำเภอสะเดา) ที่เขาประสบความสำเร็จเรื่องการจัดการขยะแบบมีส่วนร่วม เขามีกองหนุนคือเทศบาล แต่ที่ อบต. ของเรายังไม่หนุนเลย ชาวบ้านทำกันด้วยใจจริงๆ”

หลังดำเนินการธนาคารขยะมาในช่วงเริ่มต้นผลตอบรับ อันหนึ่งที่ถวิลมองเห็นคือ ปรากฏการณ์แอบทิ้งขยะของชาวบ้านริมถนนหนทางในหมู่บ้าน ไม่ค่อยพบแล้ว ถ้าเป็นเมื่อก่อน มีงานบวช งานแต่ง ขยะมีมากเกินจะกำจัดเองแล้วละก็ จะมีมือมืดเก็บขยะใส่ถุงแล้วแอบมาทิ้งข้างถนนหลังเลิกงานอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงตอนนี้ น้อยลงเพราะจะถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่เอาไปฝากธนาคารขยะเล่า?
อย่างไรก็ตาม วาสนา สุขมี เลขานุการโครงการธนาคารขยะคลองทราย และกลุ่มสมาชิก ตั้งข้อสังเกตถึงแนวโน้มขยะที่มากขึ้น สะท้อนปัญหาที่ต้องไล่ตาม

“เดี๋ยวนี้ ไปซื้อของอะไรมาก็ใส่ถุงกรอบแกรบ บางคนถุงเดียวไม่พอให้เขาซ้อน 2 ชั้นเสียอีก ” วาสนาเล่า ขยะเลยเต็มหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าจะมีธนาคารขยะแต่เจ้าถุงกรอบแกรบ( ถุงหิ้ว) ยังเป็นปัญหาใหญ่ต่อไป ทางธนาคารยังไม่สามารถรับฝาก เพราะยังขายต่อไม่ได้
วาสนายอมรับว่า ปัญหาขยะที่คลองทรายคงไม่ต่างจากชุมชนทั่วประเทศไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะในท้องที่ซึ่งยังไม่มีระบบจัดเก็บขยะ อย่างเคยเกิดเหตุการณ์แอบทิ้งขยะแถวชายป่าในหมู่บ้าน คนที่ทิ้งคิดว่าเป็นชาวบ้านในพื้นที่ นั่นแหละ แต่ไม่รู้จะบอกกล่าวกันอย่างไร เพราะจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน อีกอย่างเป็นเรื่องจิตสำนึก

............ เมื่อ ด.ช. ธนชัย กับด.ช.เศรษพงษ์ ที่เราเห็นเขาอยู่บนถนนในตอนแรก เข็นขยะถึงหน้าศาลาเอนกประสงค์ เขาเผยยิ้มกว้างเลยทีเดียว เพราะอีกไม่กี่นาที ขยะ กำลังแปลงเป็นจำนวนเงินลงบัญชีฝาก แม้เงินไม่มากมันก็ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงโดยแท้

สองพี่น้องขนขยะมา 4 กระสอบ รถเข็นที่นำมาเป็นของปู่ที่อนุญาตใช้บริการฟรี หุ้นส่วนขยะพี่น้องคนละครึ่ง

“ผมมาขายทุกครั้งที่ธนาคารขยะเปิด ยกเว้นถ้าตรงกับวันไปโรงเรียนมา จะฝากแม่มาขายให้แทน” ด.ช.ธนชัยว่า ขยะที่นำมาส่วนมากเป็นขวด หาจากที่บ้านตัวเอง ที่ขวดเบียร์มาก เพราะพ่อกินเบียร์
“พอพ่อโยนขวดก็นำมาเก็บไว้” เขาเล่าว่าคราวแรก ได้ 9 บาท ครั้งที่ได้เงินมากสุด คือ 39 บาท พอได้เงินก็รู้สึกว่ามีเป้าหมายขึ้นมา นอกจากได้ที่บ้านแล้วยังออกตระเวนไปหาที่บ้านอื่นทุกวัน
“ที่บ้านย่าได้ขวดน้ำปลา ส่วนขยะอย่างอื่นที่เก็บมาได้ อย่าง จอกน้ำที่เป็นยาง และกะลังมังพลาสติกเก่า” เขาเล่าว่า ขยะที่พบมากในหมู่บ้านคือถุงพลาสติก แต่ ธนาคารขยะยังไม่เปิดรับ

สำหรับที่โรงเรียนบ้านป่าชิงที่เขาเรียนอยู่พบว่าขยะมากเหมือนกัน เขามักเก็บกลับมาบ้านรวบรวมเพื่อส่งธนาคารขยะ บางครั้งครูสั่งให้เก็บขยะข้างโรงเรียนจะได้ กระป๋องน้ำอัดลม แก้วน้ำแข็งพลาสติก
ด.ช.เจษฎา ประชาเรืองฤทธิ์ ม.1 ด.ช.วันเฉลิม ดำแก้ว ม.2 ร.ร.สองคนนี้ อยู่โรงเรียน นาทวีวิทยาคม ส่วน ด.ช.ประวิทย์ ดำแก้ว อยู่ป.2 โรงเรียนบ้านลำชิง ทั้งสามช่วยกันเล่า ว่าที่รู้เรื่องนี้ เพราะแม่มาประชุมแล้วกลับไปบอก มาขาย 3 ครั้งแล้ว ทุกวันนี้ ถ้าขี่รถไปตามถนนหนทาง พบขยะเป็นต้องรีบเก็บเอาไว้ บางทีไปซื้อนมขวดอย่างไวตามมิลมากินก็จะเก็บขวด หรือไปหาเอาตามร้านค้าที่คนทิ้ง

ใครคนหนึ่งบอกว่าปกติจะหาของเก่าขายอยู่ก่อนเพราะน้ามีอาชีพรับซื้อของเก่า
สำหรับพวกเขา คราวนี้ได้ 70 บาท ขยะที่นำมาขวดนม พลาสติกรวม ขวดใส่วุ้นมะพร้าว เงินที่ได้จะไม่เบิก เก็บเป็นตัวเลขเอาไว้ในสมุดบัญชีก่อน ทำให้ตอนนี้มียอดรวม 100 กว่าบาทแล้ว คิดว่าจะเบิกใช้ตอนไม่มีเงิน เอาไปใช้ที่โรงเรียน
ด.ช.วันเฉลิม บอกว่าที่โรงเรียนนาทวีวิทยาคมที่เขาเรียนอยู่ ขยะที่พบมากคือถุงพลาสติก จะมีรถเทศบาลตำบลนาทวีมาเก็บ เพราะโรงเรียนนาทวีวิทยาคมติดเขตเทศบาล สำหรับในหมู่บ้านขยะที่พบมากพวก กระป๋องพลาสติก ขวดแก้ว อยู่ตามบ้านเรือนทั่วไป
“ขยะข้างทางในหมู่บ้านจะไม่มีคนเก็บ ยังมีคนเอาขยะมาทิ้งข้างสระของหมู่บ้านด้วย ก็เป็นคนในหมู่บ้านแต่ไม่รู้ว่าใครบ้าง ประเภทขยะรวมใส่ถุงทิ้ง กองขยะมีเห็นอยู่แต่ไม่ใหญ่ขึ้นขยะที่มากยังไม่ซื้อคือ ถุงหิ้ว ถุงขนมซอง พวก เลย์ โปเต้” วันเฉลิมเล่า พวกเขามีเพื่อนเก็บขยะอยู่ 10 คนจับกลุ่มกัน “เราเก็บขยะก็สนุกไปด้วยครับ”

สำหรับดญ.ชนาธินาถ บุญทอง ป.5 ที่นำขวดนม พสาสติกมาฝากธนาคารบอกว่าขยะของเธอมาจากที่ซื้อกินเอง จากบ้านย่า หรือที่พบตามที่ต่างๆ ก็มารวบรวมเอาไว้ ขาย ได้ครั้งละประมาณ 12 บาท เธอเห็นว่าหลังจากมีธนาคารขยะทำให้ขยะในหมู่บ้านลดลงมาก
…. แม้เป็นวันอากาศอบอ้าวตามมาด้วยฝนตกหนักตลอดครึ่งชั่วโม หลังฝนขาดเม็ด การขนขยะมาฝากกยังดำเนินต่อ เสียงขวดกระทบก๊องแก๊งไม่ขาด สลับกับของหนักที่ถูกโยนลงพื้น กระสอบแล้วกระสอบเล่า ขยะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มลานศาลา คนมีขยะไม่มากเดินหิ้วมาเอง บางรายใช้ มอเตอร์ไซด์ ซาเล้ง และรถกระบะ

“ร้านค้าในหมู่บ้านจะมีขยะมากสุด ต้องบรรทุกรถกระบะมาอย่างที่เห็น ”ธีระพล บุญทอง ประธานโครงการธนาคารขยะ เล่า แม้จะบอกให้มีการคัดแยกมากก่อน แต่บางครั้งขยะที่นำมาอยู่นอกรายการ และต้องคัดแยกใหม่ แต่เขาจะไม่ส่งคืนส่วนมีปัญหาแต่ยอมรับภาระในการกำจัดเสียเอง เกรงว่าจะถูกนำไปทิ้งต่ออีก
“ปัญหาอย่างหนึ่งที่พบคือถุงพลาสติค เพราะยังไม่มีพ่อค้ารับซื้อ เราต้องเผากันเอง” อย่างไรก็ตามกระแสเรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านลดการใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ถุงผ้า หรือตะกร้าใส่ของอยู่เหมือนกัน
ดูจะเป็นโครงการเล็กๆ แต่ผลสะท้อนมองเห็นชัด
“นายอำเภอนาทวีให้การสนับสนุน โดยการมาเป็นประธานในการเปิดธนาคารขยะ เราสบายใจที่นายอำเภอเห็นความสำคัญ เรามีกำลังใจ ทำ ตอนนี้ ได้รับการถามไถ่ ว่าเป็นอย่างไร เราก็บอกว่าดี ขยะ ค่อยหายไป นี่ ขยะ ลดลงมาก” ธีระพลเล่า

ยังมีการขยายแนวคิดสู่โรงเรียนโดยเขาได้เป็นวิทยากรแกนนำในเรื่องนี้ อย่างโรงเรียนบ้านลำชิง ซึ่งนางฉัตรชณา พฤกษาวาณิชย์ เป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้มาร่วม เปิดธนาคารขยะตั้งแต่ครั้งแรก หลังจากนั้นได้นำแนวคิดไปเปิดธนาคารขยะที่โรงเรียน ตอนหลังทางโรงเรียนได้รับงบอุดหนุนจาก อบต.คลองทราย 5,000 บาทในการดำเนินงานเบื้องต้น

“อย่างน้อยให้นักเรียนมีส่วนร่วม ขยะโรงเรียน เด็กแย่งกัน ชุมชนไม่มีขยะจนต้องไปหาชุมชนอื่น ทุกวันนี้ เด็กคิดว่าไปไหน ต้องเก็บขยะสะสม แทนที่ว่าปล่อยเพ่นพ่านเสียดายว่า อบต.มาดูแลบ้างก็น่าจะดี ที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนเรื่องแบบนี้”ธีระพลกล่าวปิดท้าย


เรื่องโดย : punyha ทีมงานสงขลาสร้างสุข

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

งานมหกรรมพลังงานชุมชนภาคใต้..จุดเริ่มต้นของพลังงานอนาคต



งานมหกรรมพลังงานชุมชน โดนใจคนใต้ คนเยี่ยมชมบูทนิทรรศการคึกคัก

มหาวิทยาลัยทักษิณวิทยาเขตพัทลุง จับมือ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ และภาคีพันธมิตร จัดงานมหกรรมพลังงานชุมชน “โหมเราหลบมาแลพลังงานชุมชนในภาคใต้กันดีหวา” งานนี้มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คน จากเครือข่ายชุมชนที่นำพลังงานจากธรรมชาติมาผลิตเป็นพลังงานเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน นักเรียน นิสิต นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป


ประสบความสำเร็จด้วยดีสำหรับงานมหกรรมพลังงานชุมชนภาคใต้ “โหม.เราหลบมาแลพลังงานในชุมชนภาคใต้กันดีหวา” ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง เมื่อวันที่ 1-2 มิถุนายน 2552 โดยนายสมเกียรติ สายธนู อธิการบดี มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นประธานในพิธีเปิด ภายในห้องประชุมใหญ่ (ตึกไอที) มีการเสวนาเรื่อง พลังงานชุมชน ทางเลือกและทางรอดของชาวใต้ โดยนายอำนาจ คงทอง พลังงานจังหวัดตรัง ผศ.ประสาท มีแต้ม อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการการเสวนา “ประสบการณ์ของชุมชนในการจัดการพลังงาน” โดยคุณทัศนีย์ สุนทรนนท์ จากเทศบาลตำบลย่านตาขาว จ.ตรัง , ผู้แทนชุมชน พลังงานน้ำขนาดเล็ก จ.ชุมพร , คุณอำพล ช่วยสกุลชุมชนตำบลเขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง และ ผู้แทนชุมชนจากจังหวัดปัตตานี ส่วนวันที่สองมีการสัมมนาเชิงวิชาการ“อนาคตพลังงานชุมชนภาคใต้ : นโยบายและเครือข่ายความร่วมมือ” โดยผู้แทนจากกระทรวงพลังงาน , ผู้แทนจาก อบต.นาหม่อม จ.สงขลา , รศ.ดร.ชาคริต ทองอุไร สถานวิชาการไบโอดีเซล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ,คุณศยามล ไกรยูรวงศ์ โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา จ.ตรัง และดร.เดชรัต สุขกำเนิด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


นอกจากนี้ยังมีการแสดงของวิทยาลัยนาฎศิลป์พัทลุง มาแสดงหนังตลุงคน มโนราห์ และการเดินแบบแฟนซีอนุรักษ์พลังงาน ส่วนกลางคืนมีการแสดงศิลปะพื้นบ้านหนังตะลุงให้ชมอีกด้วย


ส่วนบรรยากาศภายในบริเวณงาน บริเวณตึกไอที สถาบันวิทยบริการ มหาวิทยาลัยทักษิณ มีการออกบูทนิทรรศการ การสาธิตเทคนิคชุมชนในการประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงาน ชีวภาพ พลังงานน้ำ พลังงานลม รวมทั้งการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีตัวแทนชุมชน หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนต่างๆ เข้าร่วมออกร้านนิทรรศการเป็นจำนวนมาก โดยผู้เข้าร่วมงานได้ให้ความสนใจเทคนิคทางเลือก เยี่ยมชมบูทอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายอาหารท้องถิ่นปักษ์ใต้จากชุมชนต่างๆ และการเปิดคลีนิคเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน



ผศ.ประสาท มีแต้ม อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้กล่าวว่า "ภาคใต้มีแหล่งพลังงานจากธรรมชาติมากมาย เป็นโอกาสดีที่คนใต้มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน และใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งไม่ทำลายธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย อยากให้ชุมชนมีขบวนการคิดเรื่องการจัดหาพลังงานทดแทนมาใช้ชีวิตประจำวัน กิจกรรมครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่จะขยายแนวคิดเรื่องพลังงานชุมชนในภาคใต้ "

สำหรับงานนี้มี ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากหลายองค์กร ประกอบด้วย สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ภาคใต้) โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา จังหวัดตรัง (สจน.) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา สมาคมประชาสังคมชุมพร สำนักวิชาการพลังงานภูมิภาค 12 สำนักงานพลังงานจังหวัดพัทลุง (พนจ.พัทลุง) สำนักงานพลังงานจังหวัดปัตตานี (พนจ.ปัตตานี) สำนักงานพลังงานจังหวัดตรัง (พนจ.ตรัง) ศูนย์บริการวิชาการที่ 9 (จ.นครศรีธรรมราช) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน มูลนิธิอันดามัน สมาคมดับบ้านดับเมือง และมูลนิธินโยบายสุขภาวะ (มนส.)



ปฏิทินข่าวงานพัฒนาประจำเดือนมิถุนายน

เกษตรกรปักษ์ใต้จัดงาน “แลก...แบ่งปัน...พันธุ์ข้าวแต่แรก”
วันที่ 6 มิถุนายน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ และพันธมิตร ร่วมจัดงาน “แลกเปลี่ยนพันธุกรรมข้าวพิ้นบ้านของชาวนาทางเลือกภาคใต้ ปี 2552” ณ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ต.ควนมะพร้าว อ.เมือง จ.พัทลุง กิจกรรมสำคัญภายในงานคือ การแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน การจัดตั้งกองทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว และเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเกษตรกรในการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน

ประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์บ้านมั่นคง ครั้งที่ ๓
วันที่ 8-9 มิถุนายน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)จัดประชุมคณะทำงานยุทธสาสตร์บ้านมั่นครังที่ ๓ เพื่อรายงานความก้าวหน้าการเคลื่อนงานพื้นที่ประเด็นงานต่างๆ วิเคราะผลการดำเนินงาน หลักการความสำคัญการเชื่อมโยงเครื่อข่ายองค์กรชุมชน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์พื้นที่เทศบาลตำบลปลายพระยา/ตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส

สัมมนาศูนย์ข้อมูลชุมชนท้องถิ่นภาคใต้
วันที่ 9-10 มิถุนายน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ร่วมกับคณะทำงานศูนย์ข้อมูลชุมชนท้องถิ่นภาคใต้ จัดสัมมนาเวทีทำความเข้าใจการจัดการข้อมูลชุมชนท้องถิ่น ณ ลำปำรีสอร์ท อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อให้ชุมชนได้เข้าใจการจัดทำข้อมูลชุมชน และดำเนินการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลชุมชนท้องถิ่นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กลั่นกรองโครงการบ้านมั่นคงภาคใต้
วันที่ 12-13 มิถุนายน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) จัดประชุมคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองแผนงานโครงการพัฒนาและปรับปรุงที่อยู่อาศัยชุมชนภาคใต้ ที่โรงแรมเอเชี่ยน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เวทีวางแนวทางแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
วันที่ 14 มิถุนายน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) องค์กรชุมชนในพื้นที่ ร่วมกันจัดเวทีสรุป/วิเคราะห์วางแผนการขับเคลื่อนพื้นที่นำร่องที่อยู่อาศัย/ที่ดินทำกิน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จัดประชุมที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จ.ปัตตานี

สัมมนาขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนตำบล 3 จังหวัดชายแดนใต้
วันที่ 15-16 มิถุนายน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) คณะอนุกรรมการพื้นที่พิเศษ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้ที่ประชุมระดับชาติสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล จัดสัมมนาอนุกรรมการพื้นที่พิเศษ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล จัดประชุมที่เทพาบีช รีสอร์ท อ.เทพา จ.สงขลา

เสวนา “สภาองค์กรชุมชน ก้าวสำคัญสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น”
วันที่ 21 มิถุนายน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช สถาบันพระปกเกล้า และคณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลประจำภาคใต้ ร่วมกันจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการ “สภาองค์กรชุมชน ก้าวสำคัญสู่ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น” ณ หอประชุมกลาง มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งลงนามความร่วมมือการสนับสนุนทางวิชาการต่อสภาองค์กรชุมชนตำบล เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 8.30 น.เป็นต้นไป


เวทีสัมมนา "วิเคราะห์นโยบายและแผนพัฒนาภาคใต้"
วันที่ 25 มิถุนายน คณะทำงานทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมยั่งยืนภาคใต้ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ ,กองประสานงานองค์กรค์พัฒนาเอกชนภาคใต้ และภาคีเครือข่ายองค์กรชุมชน จัดการสัมมนาวิเคราะห์นโยบายและแผนพัฒนาภาคใต้..ผลกระทบต่อชุมชนคนใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้กับสาธารณะชนเรื่องนโยบายและแผนการพัฒนาของรัฐบาลในพื้นที่ภาคใต้ และระดมความคิดเห็นจากชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย ณ ศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการที่12 (สสว.12) อ.เมือง จ.สงขลา เริ่มลงทะเบียน 8.00 น. ครับ พี่น้อง !!



ประชุม "คณะทำงานประเด็นภัยพิบัติภาคใต้"
วันที่ 26 มิถุนายน คณะทำงานประเด็นภัยพิบัติภาคใต้ นัดประชุมเพื่อสรุป และติดตามผลการดำเนินงานป้องกัน และฟื้นฟูภัยพิบัติโดยชุมชน ระยะที่ 1 รวมทั้งเตรียมเวทีถอดบทเรียนใหญ่ระดับภาค ซึ่งจะจัดขึ้นราวกลางเดือนหน้า ณ ห้องประชุมชั้น 3 พอช.สำนักงานปฏิบบัติการภาคใต้ เริ่ม 9.30 น. ครับกระผม..!!.



ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.souththai.org


บ้านวังลุงกับบทเรียนจากกติกาชุมชน



ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้กลับเข้าไปบ้านวังลุง อีกครั้ง เมื่อได้รับทราบข่าวจากพี่สวัสดิ์ สมัครพงศ์ ว่าจะมีการจัดประชุม เพื่อจัดทำแผน “การวิจัยเพื่อการพัฒนาโรงไฟฟ้าชุมชน กลุ่ม เครือข่าย เทือกเขาหลวง .. นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี” หลังจากที่เคยเข้าไปกินข้าวบ้านพี่เฉลิม กาญจนพิทักษ์ เมื่อหลายปีก่อน



โดยส่วนตัว ผมมีความสนใจเรื่องพลังงานทางเลือกกับการบริหารจัดการโดยชุมชนอยู่แล้ว ยิ่งทราบว่ามีการจัดประชุมที่บ้านวังลุง ก็เลยคิดว่างานนี้ยิ่งพลาดไม่ได้


ผมขับรถออกจาก สำนักงาน ที่พัทลุง ไปแวะที่ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อไปรับน้อง”ชุ” ชุลีพร ราชเวช ทีมงานกองเลขาฯของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีฯ ซึ่งจะเข้าร่วมเวทีการประชุมที่ว่าด้วย



ขับรถไปคุยไปเรื่องบ้านวังลุง ซึ่งน้องชุบอกว่า เธอเคยเข้าไปศึกษาชุมชนที่นี่กับเพื่อนๆ ตอนที่เรียนปริญญาโท และอีกครั้งหนึ่งเธอติดรถไปกับคณะหามวลสารเพื่อนำมาจัดสร้างรูปบูชาองค์พ่อจตุคาม รามเทพ ในยุคสมัยที่คนไทยขาดที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จนต้องหันหน้ามาพึ่งเทพ ส่งผลให้ทุกวัดจัดสร้างกันสารพัดรุ่น ปลุกเสกกันจนฐานพระธาตุแทบทรุด



คุยไปก็นึกถึงหน้าผู้ใหญ่เฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผมยังพอจำหน้าแกได้ แต่แกคงจำผมไม่ได้แล้วแหล่ะ เพราะในช่วงที่ผ่านมา มีคณะมากหน้าหลายตา ที่ขึ้นไปเยี่ยมชมกิจกรรมชุมชน และให้กำลังใจพี่ผู้ใหญ่เฉลิม นึกถึงกิจกรรมของชาวบ้านที่นั่น กับบทเรียน ที่น่าศึกษา และก็หวนนึกไปถึงบทความ ของอัฎธิชัย ศิริเทศ ที่เขียนลงเวปไทยเอ็นจีโอ สมัยที่เปิดเวปใหม่ๆ เมื่อราวปี 47


อัฎธิชัย เป็นทีมข่าวภาคสนามของ ไทยเอ็นจีโอ ได้เข้าไปทำสกู๊ปบทเรียน ของชุมชน ในการอนุรักษ์ทรัพยากร และการใช้กติกาในการักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชน และได้เรียบเรียงออกมาอย่างน่าสนใจ

ผมกลับจากบ้านวังลุง ก็พยายามที่จะค้นหาบทความชิ้นนี้ และก็เจอ..!!


ผมอยากเอาบทความของอัฎธิชัย ศิริเทศ มาให้พวกเราได้อ่านกันอีกครั้ง ซึ่งต่อไปนี้ เป็นบทเรียนของชุมชนบ้านวังลุง ณ ปี 2547



...................................................................................

บ้านวังลุง ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี นครศรีธรรม เป็นพื้นที่สีแดงอีกพื้นที่หนึ่งในอดีต ซึ่งหมายถึงเป็นเขตคุ้มครองของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้แกนนำในหมู่บ้านวังลุงในอดีตก็คือทหารของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ต่อมาก็กลับใจเข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ทำไร่ทำสวน

ปี 2531 เกิดพายุใหญ่สร้างความเสียหายแก่หมู่บ้านและชุมชนในเทือกเขาหลวงอย่างมาก เป็นความเสียหายที่มาจากการตัดไม้ทำลายป่าทั้งสิ้น ทำให้ชุมชนเริ่มพูดคุยกันเรื่องรักษาป่า จนปี 2540 ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุงก็เกิดขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง และ 8 ปีให้หลังจากนั้น ชมรมอนุรักษ์บ้านวังลุงเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมาก ถึงความเข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง ความสามัคคี ความเคารพกฎเกณฑ์ร่วมกันและความคิดที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรให้กับสมาชิกในชุมชนอย่างยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน

กระนั้น ก็ตามมีบางด้านที่ไม่เคยมีใครกล่าวถึง หรือกล่าวถึงน้อยมาก ทั้งๆ ที่เป็นบทเรียนที่สำคัญ เป็นอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของขบวนการประชาชน นั้นคือการเผชิญปัญหา ความเจ็บปวด ความล้มเหลวและกระบวนการสร้างจิตใจที่ไม่ย้อท้อ ในการขับเคลื่อนชุมชนและชมรมอนุรักษ์
ชัยชนะ ทวีเมือง เลขานุการชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง ได้ยกตัวอย่างกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีมากมาย รวมทั้งตัวอย่างการจัดสรรทรัพยากรและการกำหนดข้อตกลงในการขอใช้ทรัพยากร ว่า “ กิจกรรมที่น่าสนใจตอนนี้คือ กลุ่มออมทรัพย์แรงงาน คือกลุ่มแลกเปลี่ยนแรงงานกัน ต้นคิดเกิดมาจากความขาดแคลนแรงงาน เพราะการทำงานคนเดียวนั้นลำบาก ไม่สนุก ดังนั้น ถ้าเรามาแลกเปลี่ยนแรงงานงานกันขึ้น การทำงานของเราจะสนุกสนานมากขึ้น เบาแรงมากขึ้นด้วย มีความคิดเห็นมากขึ้นด้วย และส่วนมากในบ้านวังลุง ล้วน
แต่เป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติกันทั้งสิ้น

อีกอย่างชาวบ้านที่นี่ไม่ค่อยมีที่ทำกินของตัวเอง โดยเฉพาะคนรุ่นผม เนื่องจากคนรุ่นพ่อเขาหยุด เขาไม่บุกเบิกป่าแก่ หรือป่าถางที่ทำกินเพิ่มอีกแล้ว มาถึงคนรุ่นผมก็ไม่มีที่ทำกิน จึงต้องรวมตัวกันทำกลุ่มอาชีพอื่นๆ ขึ้น ซึ่งเราไม่อยากให้ชาวบ้านของเรากลายสภาพเป็นคนจนเหมือนกับคนจนอื่นๆ ในประเทศนี้

ที่นี่อาจจะให้สมาชิกบุกเบิกที่ดินเพาะปลูกทำกินได้ แต่ต้องเป็นป่าใส คือป่าที่เคยถูกบุกเบิกทำกินแล้วเท่านั้น และเน้นการทำเป็นสวนสมรม อาจจะสวนยางพาราได้ แต่ไม่เน้นวิธีการถางจนโล่งเลี่ยน ซึ่งแบบนี้ไม่ได้ เราจะปลูกแบบขุดเป็นร่องปลูกยางพารา จนไม้ยางโต จึงค่อยๆ โค่นไม้อื่นๆ ไปได้บ้าง สภาพป่าต้องอยู่ตลอด นี่คือรูปแบบที่ชาวบ้านเขาคุยกันเองนะครับ

เราเคยไปคุยกับทางอุทยานฯ เหมือนกันว่าขอชาวบ้านเขาทำกินไปเถอะ ในพื้นที่ป่าใส ที่เขาเคยทำกินอยู่แล้วแล้ว ยกเว้นแต่ป่าแก่ ตรงนี้เราห้ามกันเด็ดขาดเลย แล้วเราทำแค่พออยู่พอกินได้ ไม่เน้นรวย ซึ่งตรงนี้ก็มีข้อดี อย่างเมื่อเดือนที่แล้ว ชาวบ้านได้วางข้อกำหนดกฎระเบียบในการทำกินในพื้นที่ป่า มีทั้งหมด 9 ข้อ เริ่มตั้งแต่ การถางปลูก ว่าห้ามบุกรุกป่าแก่ เป็นต้น การจะเข้าไปทำได้ ต้องผ่านคณะกรรมการถึง 2 ชุด คือกรรมการเฉพาะโซน กับกรรมการกลางของหมู่บ้าน ซึ่งเป็น อบต. ผู้ใหญ่บ้าน นอกจากนั้นผู้ขอทำกินต้องมีการระบุพันธุ์ไม้บางชนิดที่ต้องยกเว้น ห้ามตัด ระบุผลอาสิน แล้วก็ปักหมุดเขตทำกินว่ามีกี่ไร่ ที่สำคัญห้ามแผ้วถางเกินที่แจ้งไว้โดยเด็ดขาด เช่น ถ้าแจ้งไว้ 1 ไร่ 2 งาน ก็ต้องเท่านั้น เพราะมีกรรมการตรวจสอบ

ก็เคยมีบ้างที่ละเมิดข้อตกลง อย่างมีครอบครัวหนึ่งมีลูก 3 คน มีอยู่ 1 ไร่ กว่า แล้วไปถางเพิ่ม มีคณะกรรมการไปตรวจสอบ ก็อนุญาตให้เพิ่มเนื่องจากมันไม่พอกินจริงๆ กรีดยางได้ไม่มาก หาของป่าขายก็ได้วันละไม่มาก ไม่แน่นอน แบบนี้แม้จะผิดก็ต้องช่วยกัน เราทำงานบนพื้นฐานเข้าใจกัน ช่วยเหลือกันมากกว่า

การลงพื้นที่ตรวจสอบ เราลงกันจริงๆ เลย มีการทำบันทึก ถ่ายรูปไม้ แปลงที่ดินไว้ด้วยเลย อีกอย่างเราเองก็ให้เกียรติอุทยานฯ เราเชิญอุทยานฯ เข้ามาร่วมตรวจสอบตรงนี้ด้วย ซึ่งงทางอุทยานฯ ก็มาบ่อยครับ ทั้งๆ ที่ โดยปกติ ทางอุทยานฯ ไม่ต้องมาร่วมเลยก็ได้ เราก็สามารถจัดการกันเองได้ และทำได้ดีกว่าอุทยานฯ ด้วย เพราะอุทยานฯ บ่าย 3 บ่าย 4 โมงก็เลิกงานแล้วและก็มีเพียง 4 คนเท่านั้นเองในหน่วยนี้ ในขณะที่พื้นที่ต้องดูแลนั้นกว้างมาก แต่ชาวบ้านนั้น เรามีเยอะมาก และทำงานตลอดถ้ามีใครแจ้งมา เราดูแลผืนป่าเฉพาะความกว้างก็ประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร แต่โชคดีที่มีทางเข้าออกน้อย อาจจะมีเส้นบ้านวังลุง เส้นเดียว ดังนั้น ใครทำผิด ตัดไม้ ล่าสัตว์ ใครเข้าออก เราจะรู้หมด

ตั้งแต่ชมรมอนุรักษ์ตั้งมา 7 ปีมาแล้ว ยังไม่มีการลักลอบตัดไม้เลย แต่ก่อนตั้งชมรมนั้น ทำไม้เถื่อนกันเยอะมาก แบบใครมีอิทธิพลหน่อยทำได้เลย แต่ต่อๆ มาคนที่ไม่ได้อะไรคือไม่ได้ทำมันเริ่มไม่ยอม ไม่ให้ทำ จึงเริ่มมีการตั้งชมรมอนุรักษ์ขึ้น

สาเหตุหนึ่งของการหยุดตัดไม้ จุดเริ่มที่สำคัญมาจากเหตุการณ์พายุหนักปี 2531 น้ำป่าทะลักและพาท่อนซุงลงมาด้วยจำนวนมาก ชาวบ้านนั้นรู้มานานแล้ว แต่เหตุการณ์นั้นทำให้รัฐเองรู้ด้วย และสังคมไทยรู้ ก็เริ่มเพ่งเล็ง เพราะตัดกันเยอะมาก ผู้ใหญ่บ้านที่นี่ในอดีตยังเคยทำไม้เลย แต่แกเลิกแล้ว และหันมาอนุรักษ์ไม่ยอมให้ใครตัดอีกแล้ว

แต่ถึงจะเข้มงวดยังไง เราก็ยังให้ชาวบ้านใช้ไม้ สร้างบ้าน อย่างบ้านไหนจะสร้างบ้านใหม่ แต่ไม่มีไม้ ไม่มีเงินซื้ออิฐ ขอไม้มาทำบ้าน ทำวงกบ ก็ไปขออนุญาตกรรมการชมรมและผู้ใหญ่บ้าน ถ้าได้รับอนุญาต ชาวบ้านก็ไปช่วยกัน เลือกไม้ ตัดออกมา ตามกำหนดที่แจ้งไว้ และเกินไม่ได้ด้วย ซึ่งก็ขอได้พอที่จะทำบ้านพออยู่ได้ ไม่ใหญ่เกินไป

ความขัดแย้งในเรื่องการใช้ทรัพยากรของที่นี่ไม่มี กับทางอุทยานฯเองก็ไม่เคยมายุ่งกิจกรรมของชาวบ้านเลย ถ้ามีก็เล็กๆ อย่างมีครั้งหนึ่งผู้ใหญ่ซึ่งเป็นประธานชมรมอนุรักษ์ด้วย ๆ ได้อนุญาตให้ชาวบ้านคนหนึ่งเข้าไปตัดไม้มาทำบ้านได้ แล้วอุทยานฯ และป่าไม้อำเภอทราบ ก็ยกกำลังมาที่บ้านผู้ใหญ่ แต่ก็พูดคุยทำความเข้าใจกันได้ ซึ่งก็เห็นแล้ว ทางรัฐเองก็ยอมให้โอกาสชาวบ้านในการจัดการ หรืออีกกรณี หนึ่งเป็นชาวบ้านจากที่อื่น เข้ามายิงสัตว์ป่า ชาวบ้านได้ยินเสียงปืน ชาวบ้านก็รวมตัวกันเลย ร้อยกว่าคนได้ ปิดล้อม เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็จับได้เลยในวันนั้น ก็นำมาทำทัณฑ์บนแล้วก็ส่งให้ฝ่ายบ้านเมืองดำเนินคดี

มาตรการอื่นๆ ของชาวบ้านก็มีตั้งแต่การเตือน เตือนครั้งที่หนึ่ง ครั้งสองขอร้อง แต่ถ้ามีครั้งสามก็ยึดเลย ซึ่งกรณีนี้ก็มี ปัจจุบันประธานชมรมยังขึ้นศาลไม่เสร็จเลยครับ ซึ่งก็มีขัดใจ ทะเลาะ ขัด
แย้งกันบ้าง ก็ต้องเข้าใจว่า โลกนี้มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ แต่กระนั้น เราก็ค่อนข้างเข้าใจกันถึงความสำคัญ กับการรักษาป่าเอาไว้

และเมื่อเทียบกับเขตอื่นๆ ยังหนักกว่าเรามาก ปัจจุบันนี้มีการเผาป่า ล่าสัตว์อยู่เลย อย่างเช่น ทางเขตพิปูน เป็นต้น การบุกรุกป่าก็หนักอยู่มาก แถบนี้ก็มีบ้างแบบท้าทายกัน บางวันนั่งๆ ก็อาจจะได้ยินปืน แต่ก็เบาลงไปมาก หากเทียบเมื่อก่อน และดีกว่าให้อุทยานฯ ดูแลฝ่ายเดียวแน่นอน เฉพาะปืนแก้ปที่ชาวบ้านเอามามอบให้ชมรมก็กว่า 40 กระบอก และประกาศยกเลิกการล่าสัตว์เลย เมื่อปีที่แล้ว

เรื่องที่ดินที่กำหนดให้ชาวบ้านขอแผ้วถางป่าใสทำกินได้นั้น กำหนดไว้ว่าครอบครัวหนึ่งเฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน 10 ไร่ และเป็นที่ดินที่ครอบครัวนั้นแหละทำกินมาแล้วแต่บรรพบุรุษเขา คือทางชมรมเข้าไปควบคุมการใช้ที่ดินเดิมที่มีอยู่ ไม่ใช่เรื่องการจัดสรรที่ดินใหม่นะครับ ปีที่แล้วก็จัดสรรไป 1 ราย ก่อนหน้านั้นก็ 2 ราย ซึ่งลำบากจริงๆ แล้วก็ขอมา

อีกอย่างชมรมพยายามเข้ามาดูแลการใช้ทรัพยากรป่าจำพวกหาของป่าด้วย เช่น สะตอ ลูกเหรียง ลูกประ น้ำผึ้ง เป็นต้น รายได้ของพวกนี้ต่อปีที่ชาวบ้านหามาได้ปีหนึ่งหลายล้านบาทนะครับ ดังนั้น ทำยังไงไม่ให้มันหมดนี่คือภารกิจของชมรม

อีกกิจกรรมหนึ่งก็คงเป็นเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนะครับ ที่ทางชมรมทำขึ้นเพื่อหารายได้ มี 2 รูปแบบ คือการดูแลรายได้จากคนที่มาเที่ยวน้ำตกวังลุง คือที่นี่ เป็นรายได้หลัก กับท่องเที่ยวเดินป่า ซึ่งอันหลังนี้เรามีข้อจำกัด เช่นเที่ยวหนึ่งไม่ต่ำกว่า 6 แต่ไม่เกิน 15 คน เที่ยวละ 2 คืน 3 วัน และก็สามารถทำได้ปีละ 4 เดือนเท่านั้น คือตั้งแต่มกราคม-พฤษภาคม นอกนั้นเป็นฤดูพายุเข้าไปไม่ได้แล้ว อย่างรายได้เราก็แบ่งอุทยานฯ และค่าแรงลูกหาบซึ่งเป็นชาวบ้านที่นี่ด้วย ที่เหลือจึงเป็นของชมรมครับ”

เฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน และประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุง กล่าวถึงอุปสรรค สภาพปัญหาหารเกิดขึ้นของชมรมและกระบวนการอื่นๆ ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนว่า “มันหลายปีมาแล้ว ที่เราพยายามทำ เบื้องต้นก็เพื่อให้ทางอำเภอ ทางโรงพักเขาเชื่อถือเรา หลายฝ่ายเชื่อถือเรา

มันเหนื่อยยากมาก ที่เรามาพยายามทำสิ่งเหล่านี้ รายได้ที่ต้องหามาจุนเจือครอบครัวก็ไม่ได้ทำเต็มที่ บางวันต้องไปตรวจ ไปล้อมจับ ไปเฝ้าคนที่แอบเข้ามายิ่งเม่น หรือยิงสัตว์สักตัว สองตัวก็เฝ้ากันเป็นอาทิตย์เลย ครอบครัวลำบาก เพราะเขาก็ไม่เข้าใจเราทำอะไรกัน ก็ทะเลาะกัน มันก็เดือดร้อนน่ะ แต่เราก็ต้องทำ และก็พยายามคิดกิจกรรมต่างๆ ออกมาหารายได้ เช่น อยากจะร่วมกันเลี้ยงวัว แล้วเอาขี้วัวมาทำปุ๋ยขาย เนื่องจากพวกเราทำสวนกันเป็นส่วนใหญ่ซื้อปุ๋ยปีหนึ่งๆ ค่อนข้างมากก็อยากจะทำกัน กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเครื่องปั้นดินเผา การแลกเปลี่ยนแรงงาน ก็พยายามคิดกันเพื่อมาชดเชยรายได้ ไม่ต้องทะเลาะกับครอบครัว

หากเล่าย้อนๆ ไปก็ค่อนข้างมั่วๆ วุ่นๆ เหมือนกัน เพราะไม่รู้มาถึงตรงนี้ได้อย่างไร ทั้งเหนื่อย ทั้งยุ่งยาก แต่พยายามทำกันมาเกือบ 10 ปีได้ มันทำท่าจะแตก ทำท่าจะพัง ทำท่าจะดี จะเข้มแข็ง ปะปนกันมาเรื่อยๆ มันก็เดินมาอย่างนี้ตลอดนะ ก็แก้ปัญหามาเรื่อยๆ แก้ทุกๆ ด้าน แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นทุกเดือนเหมือนกัน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน ปัญหาคนข้างนอกจะเข้ามาโน้นทำนี่ ทำรีสอร์ท มันเยอะน่ะ ตั้งแต่ปี 2540 ที่เกิดชมรมอนุรักษ์

แต่ที่หนักๆ คือเราลุกขึ้นแก้ปัญหายาเสพติดกันเอง เราจับเอง ไม่ให้ตำรวจจับ เราจับเองแล้วส่งตัวให้ ใครพัวพันจับได้เราไม่ให้เข้าเป็นสมาชิกชมรม กับเรื่องบุกรุกป่า ล่าสัตว์เราไม่ให้อุทยานฯจับ เราจับเอง เราขอประณีประนอมเองก่อน ถ้าเกินเลยกว่านั้นก็ค่อยส่งตำรวจ และอุทยานฯ ก็ยอมให้โอกาสเรา ที่ต้องอย่างนี้ เพาะชาวบ้านเราจน ถ้าติดคุกติดตารางลูกเมียก็ยิ่งลำบาก เราขอแก้ปัญหากันเองก่อน

อย่างเรื่องที่ดินที่ชมรมพยายามเข้าไปดูแล ตรวจสอบการใช้ การบุกรุกแผ้วถางแล้วทำบันทึกไว้ จุดไหนทำกินบุกรุกก็สีแดง ไม่บุกรุกเลยก็สีเขียว ปรากฎว่า สีแดงมีน้อยมาก หากเปรียบกับที่อื่นๆ มีเจ้าหน้าที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของอุทยานฯ บินตรวจทุกๆ เดือนเลย เราเองก็ได้ตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ และสรุปปัญหากันทุกๆเดือน

การดูแลรักษาป่าของเราเป็นอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ไม่เคยถูกตำหนิเลย เขาชมเลยว่าชาวบ้านรักษาดีกว่าเขารักษา ที่ทำได้เพราะเรามีสมาชิกร่วมดูแลตั้ง 200 กว่าคนใน 2 หมู่บ้าน เปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่เพียงแค่ 4 คน ในเขตแถบนี้ เมื่อดูแลได้ดี ทำให้เราต่อรองได้ว่าไม้ที่ล้มลงเอง เราขอมาทำบ้านให้กับชาวบ้านที่ยากจนได้ไหม ซึ่งเราก็ยอม แต่เราจะต้องไม่เอาไม้นั้นไปขาย ก็เท่านั้น แต่กระนั้นเราก็ต้องยืนยันให้เขาเห็น ต้องไปถ่ายรูปไม้ต้นนั้นมาให้เขาพิจารณาด้วย โดยเราไปคุยกับทางอุทยานฯ และต้องเป็นไม้ยืนตายจริง ห้ามมีใครไปทำให้มันตายน่ะ

เรื่องใครจนจริงไม่จริง มันรู้กันทั้งนั้นแหละครับ ผมเป็นผู้ใหญ่บ้านทำไมจะไม่รู้

ปัญหาคือรุ่นเรานั้นแก่แล้ว แต่รุ่นน้องๆ ยังไม่มีใครเข้ามาสืบสานดูแลกันต่อ ส่วนเรานั้นทำมาเป็นสิบปีแล้ว ตั้งแต่ 2537 เพียงแต่เพิ่งมาเป็นชมรมตอนปี 2540 เท่านั้นเอง เมื่อก่อนรวมตัวกันหลวมๆ เท่านั้น แต่สถานการณ์ชาวประมงต้องการไม้ทำเรือทำให้เกิดความต้องการไม้มาก และเกิดการบุกรุกตัดไม้กันมาก ซึ่งในขบวนการมีทั้งคนในท้องถิ่น นายทุนและข้าราชการแหละครับ

ในวันนี้ เรามาเหนื่อยแต่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของหมู่พวกเราเอง ซึ่งกำลังลำบาก มัวแต่ยุ่งกับการจัดการแหล่งท่องเที่ยวน้ำตก แต่ชาวบ้านไม่ได้อะไร ทำให้ตอนนี้มาเอาจริงเอาจังกับการเลี้ยงวัวร่วมกัน เอาทั้งเงินกองกลางและเงินส่วนตัวไปซื้อวัวมาเลี้ยงกัน เนื่องจากเลี้ยงร่วมกันมันดูแลง่ายกว่า อาจจะหาที่สักแปลงปลูกหญ้าได้ด้วย ตอนนี้กำลังหาทางกู้เงินวิสาหกิจชุมชนสัก 4-5 แสนบาท มาทำธุรกิจปุ๋ยชีวภาพด้วย เพราะบ้านเราซื้อปุ๋ยปีหนึ่งเกือบ 2 ล้านบาท อย่างน้อยถ้าทำใช้ในชุมชนได้ก็ลดต้นทุนเราไปได้มาก น่ะ ตอนนี้เราสั่งปุ๋ยขี้วัวมาจากราชบุรีอยู่ ถ้าเราเลี้ยงสัก100-200 ตัวก็น่าจะได้พอใช้ เราทำมา 2-3 ปีแล้ว เราทำกับจอบทำเอง ทำครั้งละ 20-25 ตัน ซึ่งตอนนี้อยากหาเงินมาซื้อเครื่องมืออยู่

ปุ๋ยนี้มันดีแม้ว่าจะช้าเกือบเดือนกว่าใบจะเขียว ต่างจากปุ๋ยเคมี 4-5 วันเขียวแล้ว แต่ถึงช้ามันก็ดีกับระบบนิเวศ ดินไม่แข็ง น้ำไม่เสียด้วย

ความเข็มแข็งของที่นี่ หัวใจมันอยู่ที่คณะกรรมการ อย่างกรณีเรื่องปัญหายาเสพติด ถ้ากรรมการสั่งว่า ลูกนายนั่นให้มาตรวจเยี่ยวก็ต้องมา ขัดขืนไม่ได้ เพราะทุกคนต้องอยู่ในกรอบ กรอบคือมติของประชาคม จะลูกผู้ใหญ่ หลานกำนันก็ไม่เกี่ยว ทุกคนต้องอยู่ในกรอบเหมือนกันหมด ใครลักขโมยอะไรของใคร ต้องเสียเท่าไหร่ มีกำหนดไว้หมด และที่ผ่านๆ มาก็ไม่มีใครกล้าฝืนกรอบนี้ของชุมชนสักคน อย่างเมื่อก่อนมีเพื่อนบ้านเมาแล้วชอบยิงปืน ก็จับเอามาประจาน เดี๋ยวนี้ไม่มีใครยิงปืนเล่นอีกเลย เพราะอายชาวบ้าน

กรรมการหมู่บ้านมีอำนาจเรียกคนที่ทำผิดมาเฆี่ยนตีกับไม้หวายได้ ถ้าทำตัวไม่ดีไม่เหมาะสม พวกเกะกะระราน หรือคนที่มีพฤติกรรมแย่ที่สุด แบบไม่น่าให้อภัยเลย ในรอบปีหนึ่งกรรมการก็จะคัดเอามาทำโทษ ไม้ให้เป็นตัว กรรมการก็จะบอกให้มาหรือมาเสียค่าปรับก็ต้องมา

ไม่เคยมีใครฝ่าฝืนหรอกครับ เพราะมันเป็นข้อปฏิบัติร่วมกันของคนในสังคม และถ้าคณะกรรมการทำผิดก็ไม่ได้สิทธิพิเศษอะไร ต้องโดนเหมือนๆ กัน

กฎกติกาก็มีเป็นเรื่องๆ ไป อย่างที่นี่ออกกฎกติกาก็ใช้ร่วมกันแค่ 2 หมู่บ้าน คือหมู่ 1 กับหมู่ 6 ในตำบลวังลุง … ออกแถลงการณ์ปีละ 1 ฉบับ

สาเหตุที่ยุ่งๆ ก็คงเพราะเราทำหลายอย่างมาก ทั้งเรื่องอนุรักษ์ป่า เรื่องยาเสพติด เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องปุ๋ย เรื่องเลี้ยงวัว มันเยอะมาก แต่ที่ทำมาได้ตลอดก็เพราะชาวบ้านเขาให้ความร่วมมือดี เอาแค่ผู้ใหญ่บ้านกับคณะกรรมการใช่ว่าจะทำได้ ตรงนี้ชาวบ้านเขาเอาด้วยเลยทำได้ ครับ

ทุกๆ เดือนเราจะมีการประชุมรายงาน ปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ ประชุมทุกเรื่อง มีปัญหาข้อขัดแย้งอะไร ก็มานั่งประชุมกัน คนที่ถูกกล่าวหาก็แต่งตั้งทนาย (คนที่พูดเก่งๆ ในชุมชน) มาช่วยแก้ต่างหรือเถียงแทนได้ คณะกรรมการซักถามก็ซักไป อีกทั้งยังมีการอุทธรณ์ได้ภายใน 5 วัน หาหลักฐานมาหักล้าง แต่ก็ไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับเพราะส่วนใหญ่เรารู้จักกันดี รู้พฤติกรรมกันหมด ใครเอาอะไร ของใคร

ต้นแบบความคิดเหล่านี้มาจากป่า เพราะที่นี่เป็นพื้นที่ติดป่า เป็นเขตคอมมิวนิสต์เก่าก็ได้รับแนวความคิดมาจากนั่น กฎนี้เพิ่งเริ่มใช้ตอนตั้งชมรมอนุรักษ์ธรรมชาตินี้แหละ พอตั้งชมรมเสร็จเราก็ตั้งกฎเกณฑ์กันขึ้นมาใช้ มาปฏิบัติร่วมกัน

หลังจากใช้กฎเกณฑ์นี้ชุมชนที่นี่แตกต่างกันมากกับเมื่อก่อน ปัญหาลักเล็กขโมยน้อยนั้นมีมาก ยาบ้าติดยาเสพติดแทบทั้งหมู่บ้าน เพราะตัดยางทุกวันมีรายได้ทุกวัน ก็ซื้อยาได้ทุกวัน ชุมชนทะเลาะเบาะแว้งกัน ช่วงชมรมอนุรักษ์ลงมือแก้ปัญหานี้ในระยะแรกๆ ตึงเครียดกันมาก ทะเลาะกันตลอด กับคนขายยาบ้าง คนเสพยาบ้าง ออกแถลงการณ์บ้าง ทำพิธีสาปแช่งบ้าง แต่โชคดีที่ชาวบ้านเข้ามาร่วมมาก พอร่วมมากก็เข้มแข็ง เมื่อเข้มแข็งอะไรๆ มันก็พอจะทำได้ต่อไปอีก

ความจริงเราไม่ใช่คนของภาครัฐ เราไม่เกี่ยว ไม่แคร์กับทางอำเภอ ไม่ได้ทำเพื่อท่านนายกฯ ทักษิณ แต่เราเพื่อชุมชน เราคิดเรามองแค่นั้น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับชุมชน

ก็เป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่ปี 2532 เรื่องที่เจ็บปวดที่สุด คือเรื่องแก้ปัญหายาเสพติดนี้แหละ เพราะมาวันหนึ่งเราถูกข้อกล่าวจาก ปปส.ว่าค้ายาเสพติด เป็นตราบาปที่มาจากข้าราชการ จนสาบานว่าไม่เอาอีกแล้ว ไม่ทำเรื่องนี้แล้ว ไม่ยุ่งอีกเลย ถ้ามันจะกลับมาระบาดอีก มันเจ็บปวดจนไม่อยากพูดถึง ชีวิตเราต่อต้านมาตลอดแต่มาเจอข้อหานี้ สาเหตุมาจากการที่เราสืบทราบมาว่าแหล่งที่ขายยาให้เด็กๆ มาจากปั้มใกล้หมู่บ้าน เราจึงล่อซื้อและยกกำลังไปจับและค้นเอาของกลาง และปรากฎว่า นั่นเป็นปั้มน้ำมันของ ส.ส. เมื่อปี 2544 ก่อนหน้านี้เราเคยแจ้งความตำรวจแล้ว แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้ หลังจากบุกจับเราต้องไปขอโทษ และหลังจากนั้นชีวิตผมก็ถูกร้องเรียนมาตลอด จนผมประกาศแล้วว่า ไม่เอาแล้ว ไม่สู้แล้ว ใครจะโดนอะไรยังไงก็ช่างไม่เอาแล้ว เจ็บปวดเปล่าๆ ถึงตอนนี้เราไม่มีค่าอะไรเลยในสายตาเจ้านาย ข้าราชการ เราต้องเป็นคนบาปจนถึงวันนี้

กรอบกติกาชุมชนก็ยกเลิกเรื่องนี้แล้ว เมื่อก่อนใครติดยาจับได้เขียนชื่อขึ้นไว้บนป้ายประจานที่สี่แยกหมู่บ้านเลย หรือปักป้ายบ้านไหนยุ่งเกี่ยวปักธงแดง ถ้าไม่ยุ่งปักธงเหลือง เอากันขนาดนั้น รุนแรงมากมีงานข่าวเหมือนข้าราชการ รายใหญ่เล็ก รายใหญ่จับหมด ตรวจเยี่ยวก็ตรวจเริ่มตั้งแต่ปี 2543-2544 ในตอนนั้น ปปส. ตชด.ก็มาสืบข่าวที่นี่มานอนที่บ้านเลย แล้วมาเป็นอย่างนี้ก็เลยผิดหวัง เดี๋ยวนี้ไม่เอา สู้ไม่ได้ สู้ไม่ไหว ภาครัฐทำกับเรามากเกินไป ทั้งจังหวัด ถูกเล่นงานหมู่บ้านเดียว ต้องรายงานตัวตลอด ที่สำคัญเราถูกเล่นจากหน่วยเหนือด้วย มันทำให้เราตกใจมาก มันนึกไม่ถึง และเราไม่ใช่คนกว้างขวางอะไรกับโลกภายกับเกิด เราโต เราอยู่และเราทำงาน เรารู้จักเฉพาะที่นี่ มันทำให้เราถูกกระทำ ถูกจัดการอะไรยังไงก็ได้จากข้างนอก ทำให้เป็นอุทธาหรณ์ อีกเรื่องหนึ่งว่าอย่าไปยุ่งกับมัน นะครับ

ขบวนการชาวบ้านที่นี่มันดูมั่วๆ เพราะมันไร้รูปแบบ เราคิดกันเอง ทำกันเอง ยังไม่เคยรู้จักหรอกครับเอ็นจีโอ ข้าราชการไม่ได้เข้ามายุ่ง เราไม่รู้เรื่องมาก่อน ไม่ได้ไปดูงานที่ไหน แต่ยอมรับว่าเราอ่านหนังสือ อย่างผมนี่อ่านหนังสือวรรณกรรมจีนมาเป็นสิบๆ ปี เคยเข้าป่าพักหนึ่งก็ออกมาอยู่ข้างล่างอีกพักหนึ่ง ก็ได้กรอบคิดบ้างน่ะ


มีนักวิชาการลงมาทำแผนพัฒนาชุมชน ทำรูปไข่เป็ดให้ดู 2-3 วง ออกมา แล้วบอกว่า นี้คือแนวทางแก้ปัญหาชุมชนได้ ผมไม่เชื่อหรอก ผมอยู่และทำงานกับชุมชนนี้มา 7-8 ปี ยังทำอะไรไม่ได้เลย หมายถึงมีปัญหาให้ต้องได้แก้กันนะครับ แล้วนักวิชาการเก่งมาจากไหน ถึงบอกได้ว่าชุมชนนี้แก้ปัญหาอย่างไร ตรงอยากให้ทั้งวิชาการ ทั้งข้าราชการ หรือเอ็นจีโอ เข้าใจ ว่าต้องลงมาดูชุมชนให้มากกว่านี้ด้วย อยากให้คนเหล่านี้มองและให้ข้อมูลอย่างเป็นกลาง วิเคราะห์อย่างเป็นกลาง เราไม่ได้มีด้านดีด้านเดียวหรือเสียอย่างเดียว แต่เรามีทั้งสองด้านเสมอ

ความฝันสุดท้ายของผมอยากสร้างพันธมิตรให้รอบเขาหลวงในการเข้ามาดูแลป่าและทรัพยากรธรรมชาติ เขาหลวงมันใหญ่มากมันดูแลแค่นี้ไม่ไหวหรอก อีกเรื่องเยาวชนคนรุ่นใหม่ก็สำคัญที่เราพยายามเข้าไปจัดและร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่นี้ขึ้นมาสืบสานด้วย รายได้เราเอามาลงทุนกับกิจกรรมเหล่านี้มากที่สุด คือกิจกรรมสร้างพันมิตรกับหมู่บ้านใหม่ๆ ในการหันมาร่วมดูแลอนุรักษ์ป่ากับกิจกรรมสร้างสำนึกเด็กเยาวชนครับ”
กรกฏาคม 2547



.....................................................................................




พฤษภาคม 2552 ผ่านมา 5 ปี หลายอย่างเปลี่ยนไป สิ่งที่พี่เฉลิมและทีมงานในชุมชนทำ ได้สร้างผลสะเทือนในสังคม จ.นครศรีฯอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในช่วงที่ ท่านวิชม ทองสงค์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กับนโยบายชุมชนอินทรีย์ พื้นที่ต้นแบบพื้นที่หนึ่งของนโยบายท่านผู้ว่าฯ ก็คือชุมชนบ้านวังลุง



วันนี้พี่เฉลิม กลับมาเป็นผู้ใหญ่เฉลิมคนเดิมที่เข้มแข็ง และเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ที่สั่งสม กฎ กติกาที่ดีของชุมชนถูกนำกลับมาใช้ เช่น การพิจารณาคดี (เล็กๆ) ในชุมชน โดยมีองค์คณะผู้พิพากษาชุมชนที่มาจากการเลือกของชาวบ้าน มี ทนายชุมชน คอยช่วยผดุงความยุติธรรม โดยไม่ต้องให้เรื่องราวไปรกศาลสถิตยุติธรรม และชาวบ้านไม่ต้องเสียเวลาและค่ารถ ไปขึ้นศาลในเมือง



การใช้มาตรการทางสังคมมาจัดการคนที่แตกแถว หลงผิดในชุมชน โดยการขึ้นป้ายสีแดงขนาดใหญ่ตรงสี่แยกในชุมชน ประจานกันเห็นๆซึ่งหน้า ทั้งคน ซื้อขายเสพ ยาเสพติด คนชอบขโมย หรือแม้กระทั่งคนชอบเมาแล้วหาเรื่องชาวบ้านในงานพิธีต่างๆในชุมชน พี่เหลิมบอกว่า “ ยาเสพติด ใครขายเราขึ้นป้าย ใครแค้นจะมายิงเราก็หลบ ใครสำนึกกลับตัวเป็นคนดีก็ลบชื่อออก” โดยเคยถึงขนาดเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาทำพิธีลบป้าย เล่นเอาผู้ว่าฯเซอร์ไพรส์ มาแล้ว เพราะเคยเจอแต่พิธีเปิดป้าย



ทุกๆ ที่มีปัญหา ถ้าเรามองว่ามันเป็นปัญหา กว่าจะถึงฝันก็อาจเจออุปสรรค มันอยู่ที่เราว่าเลือกที่จะหนีปัญหา หรือแก้ปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค ซึ่งพี่เหลิมเลือกที่จะใช้อย่างหลัง



เราอยากเห็นทุกชุมชนแข็งแรง ผู้นำเข้มแข็ง แบบบ้านวังลุง




ไว้วันหลังจะมาต่อเรื่องเครือข่ายโรงไฟฟ้าชุมชน และพลังงานทางเลือกกันครับ



ออกัส.






.

2 ตำบลเมืองลุง แจงแนวทางแก้ปัญหาที่ดินทำกิน


คณะทำงานประเด็นที่ดินจังหวัดพัทลุง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ จับมือแก้ไขปัญหาที่ดิน ทำกินให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อน 2 ตำบล คือ ต.ลำสินธุ์ และตำบลเกาะเต่า ตอนนี้ทุกอย่างเกือบจะสมบูรณ์ ทั้งข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ และข้อมูลแผนที่ทำมือ ชุมชนจึงจัดเวทีทำความเข้าใจเรื่องการปักแนวเขตของหน่วยงานและเวทีการเรียนรู้การทำงานเพื่อหาข้อสรุปแนวเขตรวมกันกับหน่วยงานระดับจังหวัด

ภาคประชาชนจังหวัดพัทลุง ได้ร่วมกันเป็นคณะทำงานประเด็นที่ดินจังหวัดพัทลุง เพื่อสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ เช่น สำนักงานที่ดินจังหวัด เขตห้ามล่าสัตว์ป่า สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จ.พัทลุง อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า สำนักงานป่าไม้จังหวัด ในการติดตามหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ทับซ้อนกับเขตป่าอนุรักษ์

นายขนิฐ คงทอง คณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับภาค กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลปัญหาที่ดินในจังหวัดพัทลุง พบว่ามีชุมชนที่ประสบปัญหาความไม่มั่นคงในที่ดินครอบคลุม 8 อำเภอ 9 ตำบล 35 หมู่บ้าน จำนวน เนื้อที่ 22,925 ไร่ ครอบคลุมครัวเรือน 3,093 ครัวเรือน ได้แก่ อำเภอศรีนคริทร์ จำนวน 973 ครัวเรือน จำนวน 5,211ไร่ อำเภอป่าพะยอม จำนวน 1,385 ครัวเรือน จำนวน 6,659ไร่ อำเภอเขาชัยสน 210 ครัวเรือน จำนวน 2,257 ไร่ อำเภอควนขนุน จำนวน 211 ครัวเรือน จำนวน 3,500 ไร่ อำเภอศรีพรรบต จำนวน 43 ครัวเรือน จำนวน 2,527 ครัวเรือน อำเภอบางแก้ว จำนวน 176 ครัวเรือน จำนวน 1,546 ไร่ อำเภอตะโหมด จำนวน 60 ครัวเรือน จำนวน 725 ไร่ และอำเมือง จำนวน 35 ครัวเรือน จำนวน 500 ไร่

นายขนิฐ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ระดับจังหวัดหลายครั้งและได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐเป็นอย่างดี และได้มีการออกเอกสารสิทธิ์การถือครองที่ดิน เช่น ตำบลบ้านพร้าว อำเภอป่าพะยอม มีการออก นสล. จำนวน 7,942 ไร่ จำนวน 973 ครัวเรือน จำนวน 1,142 แปลง และหมู่ที่ 13 ตำบลเกาะเต่า มีการออกโฉนดไปแล้ว จำนวน 440 แปลง 150 ครัวเรือน

นายอุทัย บุญดำ คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนคริณทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีมงานชุมชนได้มีการทำข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ข้อมูลแผนที่ทำมือ และนำไปปรึกษาหาเรือกับหน่วยงานในพื้นที่และได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจาก อบต. แต่ที่ผ่านมีปัญหาเรื่องแนวเขตการถือครองระหว่างชุมชนกับหน่วยงานในพื้นที่ไม่ตรงกัน ทางด้านชุมชนได้จัดเวทีทำความเข้าใจเรื่องการปักแนวเขตของหน่วยงานและเวทีการเรียนรู้การทำงาน

นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวทางการดำเนินงานต่อไปของชาวบ้านคือ ให้ชุมชนไปเร่งรัดที่ดินจังหวัดเรื่องรังวัดแนวเขตฯสำหรับพื้นที่นอกเขตอุทยานฯนำมาออกเอกสารสิทธิ์ได้ สำหรับพื้นที่เขตอุทยานฯ ป่าอนุรักษ์ ให้นำข้อมูลมาดูกันว่าอยู่ก่อนการกำหนดการประกาศเขตป่าหรือไม่ตามกฏหมายการประกาศเขตป่า และให้นำข้อมูลแผนที่ทางภูมิศาสตร์มาดูร่วมกัน ด้านพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทับซ้อน ให้ อบต.มีมติถอนสภาพที่สาธารณะประโยชน์ แล้วทำหนังสือถึง สปก. เพื่อให้ สปก. ทราบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีชุมชนเข้ามาครอบครองหมดแล้ว หลังจากนั้น สปก.ดำเนินการตามกระบวนการแก้ไขปัญหาของหน่วยงาน และสุดท้ายให้มีการจัดเวทีและนำข้อมูลทุกหน่วยงานมาดูแนวเขตอีกครั้งเพื่อรับรองแนวเขตระหว่างกัน

นายปลื้ม สังข์ชู ผู้แทนพื้นที หมู่ 7 เกาะเต่า อำเภอ ป่าพะยอม กล่าวว่า ในพื้นที่มีการถอนสภาพพื้นที่ป่าสงวนไปแล้วในหมู่ที่ 1และหมู่ที่ 7 และหมู่ที่ 1 มีการออก สปก.ไปแล้ว แต่ยังมีพื้นที่ตกสำรวจอยู่ สำหรับพื้นที่นอกเขตที่ตกค้างที่ดินจังหวัด สาขาควนขนุน จะประสานให้มีการเดินสำรวจใหม่ ประมาณ 300 ไร่

นายปลื้ม กล่าวถึงแผนงานในระยะต่อไปว่า จัดเวทีตรวจสอบข้อมูลทุกพื้นที่ที่มีการทำแผนที่ทางภูมิศาสตร์มาดูอีกครั้ง จัดเวทีประชุมเพื่อหาข้อสรุปแนวเขตรวมกันกับหน่วยงานระดับจังหวัด


.

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552

กรรมการสภาองค์กรชุมชนชาติ เยี่ยมชมสภาองค์กรชุมชนภาคใต้

กรรมการสภาองค์กรชุมชนชาติ เยี่ยมชมสภาองค์กรชุมชนตำบลลำสินธุ์ เป็นพื้นที่รูปธรรมที่นำกฎหมายสภาองค์กรชุมชนมารับรองการดำเนินงานของชุมชน ด้านสภาองค์กรชุมชนตำบลควนรู เน้นการสร้างการเมืองสมานฉันท์ ไม่แข็งขันกันหาเสียง สร้างความแตกแยกในชุมชน


เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการดำเนินการที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชน เดินทางเยี่ยมชมการดำเนินงานสภาองค์กรชุมชนตำบลลำสินธุ์ อ.ศรีนคริณทร์ จ.พัทลุง และสภาองค์กรชุมชนตำบลควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ในโอกาสที่จัดประชุมสัญจรที่โรงแรมหาดใหญ่ พาราไดส์ รีสอร์ท อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

สภาองค์กรชุมชนตำบลลำสินธุ์ มีความโดดเด่นในด้านความเข้มแข็งของชุมชน เนื่องจากชุมชนผ่านเหตุการณ์การต่อสู้กับอำนาจรัฐร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจนเป็นที่มาของอนุสรณ์สถานถังแดง จนถึงการได้รับการพัฒนาจากภาครัฐ ขณะที่ชุมชนได้มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมต่างๆ และรวมตัวกันเป็นเครือข่ายสินธุ์แพรทอง

กระทั่งปี 2545 ชุมชนได้มีการจัดทำแผนแม่บทชุมชน และกำหนดยุทธศาสตร์แนวทางการพัฒนาชุมชน จนเกิดเป็นกลุ่มกิจกรรมต่างๆในชุมชน มีการประชุมเครือข่ายร่วมกันต่อเนื่อง เน้นการพัฒนาที่พึ่งตนเองการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆเป็นไปตามแผนแม่บทชุมชน ที่ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดทำ กระทั่งเกิดรูปแบบสภาประชาชน ก่อนยกระดับเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบลลำสินธุ์ ตามที่กฎหมายสภาองค์กรชุมชน

ขณะที่สภาองค์กรชุมชนตำบลควนรู มีความโดดเด่นในด้านการสร้างการเมืองสมานฉันท์ โดยมีศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนตำบลควนรู ซึ่งเป็นที่รวมของผู้นำชุมชน อาสาสมัครชุมชน ที่ทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ และเมื่อตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านว่างลง หรือ การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารตำบลควนรูหมดวาระ ปกติจะมีการสมัครแข่งขันรับเลือกตั้ง แต่ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลควนรู สามารถใช้วิธีการตกลงกันว่าผู้ใดเหมาะสมกับการดำรงตำแหน่งนั้น ก็ให้ลงสมัครเพียงผู้เดียว ลดปัญหาความแตกแยกในชุมชนที่เกิดจากการแข่งขันกันหาเสียงเลือกตั้ง
.
เครดิตเวป พอช.ภาคใต้ http://souththai.org
.

ขบวนองค์กรชุมชนโซนกลางจับมือร่วมขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชน


สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ (พอช.) จัดการสัมมนาแนวทางการส่งเสริมการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน (โซนภาคใต้ตอนกลาง นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา) เพื่อระดมความคิดเห็น ทิศทางและแผนการขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน รวมทั้งคลี่คลายท่าทีจากความคิดเห็นที่แตกต่างของขบวนองค์กรชุมชนในกลุ่มจังหวัดโซนกลาง ณ ห้องประชุม บ้านพักถาวรพรทิพย์ ตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อวัน ที่ 19-20 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา

จากการที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน (พอช.) ซึ่งมีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ตามความในพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน 2551 ได้ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลไปแล้ว เกือบสองร้อยตำบลในภาคใต้ ซึ่งในส่วนของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนกลาง สามารถดำเนินการจัดตั้งไปแล้ว 38 ตำบล และอยู่ระหว่างการจดแจ้งจัดตั้งขณะนี้อีกราว 40 ตำบล จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2552 จำนวน 60 ตำบล ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนกลาง และกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัด ๆละ 10 คน สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง 3 คน เจ้าหน้าที่ พอช. และ ทีมสื่อชุมชนภาคใต้ รวมประมาณ 40 คน


นายสามารถ สุขบรรจง ผู้ประสานกลุ่มจังหวัดภาคใต้ตอนกลาง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า “ตนรู้สึกเป็นห่วงสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว ซึ่งดูเหมือนจะไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ ของพรบ.สภาองค์กรชุมชนได้ ซึ่งจะส่งผลไปสู่การส่งเสริมขยายผลในพื้นที่ใหม่ๆ ตนยอมรับว่าการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา มีข้อด้อยอยู่พอสมควร เนื่องจากความเร่งรีบจัดตั้งให้เพื่อคัดเลือกตัวแทนสภาองค์กรชุมชนฯจังหวัดไปเป็นสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองให้ทันตามกฎหมาย พรบ.สภาพัฒนาการเมือง ซึ่งได้ก่อให้เกิดช่องว่าง ระหว่างเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดที่ดำเนินการขับเคลื่อนงานพัฒนาอยู่เดิม กับที่ประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันในขบวนองค์กรชุมชนภายในจังหวัด ขาดความเป็นเอกภาพ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งของขบวนงานพัฒนาภาคประชาชนได้ ตนจึงเห็นว่าควรจะมีวงได้พูดคุยกัน เพื่อปรับฐานคิด หาทิศทางและวิธีการทำงานร่วมให้เป็นขบวนเดียวกัน จึงได้จัดการสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น”


ส่วนบรรยากาศการสัมมนา นายธีรพล สุวรรณรุ่งเรื่อง ผู้จัดการ พอช.ภาคใต้ ได้กล่าวเปิดการสัมมนา พร้อมทั้งชี้แจงนโยบายและทิศทางการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน ของ พอช. โดยย้ำว่า พอช.พร้อมที่จะสนับสนุนขบวนองค์กรชุมชนในการใช้สภาองค์กรชุมชน เป็นเครื่องมือหลักของการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งของชุมชน แต่ทั้งนี้ขบวนชุมชนต้องร่วมมือกัน ไม่แยกกันทำจนขัดแย้ง เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่อยากเห็นชุมชนเข้มแข็ง ขบวนองค์กรชุมชนเติบโต พอช.พร้อมสนับสนุนทั้งบุคลากรและงบประมาณ ด้านนายสุวัฒน์ คงแป้น ผู้ชำนาญการประจำ พอช.ภาคใต้ ได้ทบทวนกรอบคิด เน้นย้ำ เจตนารมณ์ของ พรบ.สภาองค์กรชุมชน รวมทั้งกระบวนการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชน จากนั้นได้มีการแบ่งกลุ่มย่อยรายจังหวัดเพื่อ ทบทวนกระบวนการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาอุปสรรค และระดมความคิดเห็น เรื่องทิศทางและวิธีการดำเนินงาน การพัฒนายกระดับสภาองค์กรชุมชนที่จัดตั้งแล้ว และการขยายผล จดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลใหม่ รวมทั้งการจัดกลไก(ทีม)การดำเนินงานร่วมกัน ในระดับจังหวัด นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงกลไกการสนับสนุนในระดับกลุ่มจังหวัด โดยให้แต่ละจังหวัด ส่งตัวแทนมา จังหวัดละ 3-5 คน ตัวแทน สพม. 3 คนและเจ้าหน้า พอช. 1 คน เป็นคอร์ทีมในระดับโซนอีกด้วย ส่วนกลางคืนเป็นการสังสรรค์สานสัมพันธ์พี่น้องชุมชนโซนกลาง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น


นายประยงค์ หนูบุญคง ประธานกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า “เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการขับเคลื่อนงานโดยใช้ยุทธศาสตร์นำประเด็นงาน โดยกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 5 ยุทธศาสตร์ ในแต่ละยุทธศาสตร์ประกอบด้วยเนื้อประเด็นงานที่เกี่ยวข้อง 15 ประเด็นงาน ที่เป็นงานพัฒนาชุมชนในฐานล่าง เช่น การส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน 81 พื้นที่ตำบล งานภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาความยากจนการพัฒนาสังคมและสุขภาวะจังหวัดนครศรีธรรมราช 60 พื้นที่ตำบล เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีความพร้อมที่จะเชื่อมโยงงานและขบวนองค์กรชุมชนในระดับพื้นที่เพื่อที่จะจดแจ้งจัดตั้งเป็นสภาองค์กรชุมชนต่อไป”


ด้านนายอุสาห์ ดวงจันทร์ ประธานที่ประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช และสมาชิกสภาพัฒนาการเมือง ได้กล่าวว่า “สำหรับการเคลื่อนงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีการจดแจ้ง จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนไป 18 ตำบลแล้วนั้น ก็จะต้องมีการยกระดับให้สามารถขับเคลื่อนงานในตำบลได้ และแผนงานการขับเคลื่อนจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนในช่วงต่อไปนั้น จะเชื่อมโยงกับประเด็นงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน โครงการความร่วมมือฯ และประเด็นงานอื่นๆในขบวนจังหวัด สำหรับพื้นที่เป้าหมายที่ซ้ำซ้อนกันก็ให้มีปรับ ซึ่งต่อไปนี้จะมีการเคลื่อนงานลักษณะเชื่อมโยงบูรณาการงานพัฒนาชุมชนไปด้วยกัน โดยไม่แยกกันแบบต่างคนต่างทำ และจะมีการพูดคุยร่วมกันให้บ่อยมากขึ้น”


นายวิวัฒน์ หนูมาก ประธานอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชน ประจำภูมิภาคภาคใต้ กล่าวว่า “ตนเองรู้สึกดีใจ ที่ได้มีวงคลี่คลาย และพูดคุยเพื่อหาทิศทางและความร่วมมือในการดำเนินงานส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนในครั้งนี้ ซึ่งในวงสัมมนามีข้อตกลงร่วมกันหลายเรื่อง ซึ่งก็ต้องดูกันในการปฏิบัติ แต่ตนก็คาดหวังว่าหลังจากนี้ การดำเนินงานส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญ ของโซนกลางจะสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มที่มากขึ้น”
.