จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

รมว.พม.ย้ำ ปัญหาสลัมริมทางรถไฟเมืองหาดใหญ่ แก้ไขได้ด้วยบ้านมั่นคง

รมว.อิสสระ สมชัย ย้ำ ปัญหาสลัมริมทางรถไฟเมืองหาดใหญ่ แก้ไขได้ด้วยบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางฮูวัยดีย๊ะ พิศสุวรรณ อุเซ็ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายวัลลภ พลอยทับทิม ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานโครงการบ้านมั่นคง นางทิพวรรณ หัวหิน ผู้จัดการโครงการบ้านมั่นคงภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และคณะ ลงพื้นที่ชุมชนถัดอุทิศ ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่ดำเนินการโครงการบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง เมืองหาดใหญ่ โดยมีนายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ให้การต้อนรับ

นายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ กล่าวว่า จากการสำรวจในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ พบว่า ตลอดแนวริมทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีชุมชนแออัดรวม ๑๕ ชุมชน ๖๔๕ ครัวเรือน ประชากร ๒,๕๑๐ คน ซึ่งจากการหารือร่วมกันของเทศบาลนครหาดใหญ่ สำนักงานโครงการบ้านมั่นคง สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เห็นร่วมกันว่า จะร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ร่วมกันทั้งเมือง ซึ่งในเบื้องต้นจะดำเนินการนำร่องในชุมชนถัดอุทิศ จำนวนประมาณ ๑๒๐ หลังคาเรือน ในรูปแบบของการย้ายไปสร้างชุมชนใหม่ในที่ดินแปลงใหม่ใกล้กับที่ดินเดิม โดยเทศบาลนครหาดใหญ่ เจรจาขอเช่าที่ดินระยะยาว บริเวณสถานีรถไฟอู่ตะเภาเดิมซึ่งปัจจุบันเลิกใช้แล้ว จากการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดความมั่นคงในที่ดิน ซึ่งได้มีการประสานงานในขั้นต้นไว้แล้ว ส่วนชุมชนรัชมังคลาภิเษก จำนวน ๑๐๐ หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย เทศบาลนครหาดใหญ่จะขอเช่าระยะยาวจากการรถไฟฯ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในที่ดินแก่ชุมชน พร้อมกับดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง ในรูปแบบของการปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ในที่ดินเดิม

“ปัญหาชุมชนแออัดริมทางรถไฟเมืองหาดใหญ่ ถือว่าเป็นเรื่องที่เกินกว่ากำลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องประสานงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของโครงการบ้านมั่นคง และจะต้องทำกันทั้งเมือง ทั้ง ๑๕ ชุมชน ซึ่งเชื่อมั่นว่า เป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด และการดำเนินงานจะมีความคืบหน้าเป็นไปตามเป้าหมาย”

นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า บ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง เมืองหาดใหญ่ จะเป็นไปได้ด้วยดี เพราะได้รับความร่วมมืออย่างเต็มกำลังจากเทศบาลนครหาดใหญ่ ทั้ง ๑๕ ชุมชน ต้องมีการพัฒนาและมีการสร้างความมั่นคงของมนุษย์ให้เกิดขึ้น และต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งโครงการบ้านมั่นคงนี้ จะเป็นความหวังใหม่ที่จะทำให้ชาวชุมชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย มีความปลอดภัยในการดำรงชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือจากชาวชุมชน และความสามัคคีที่จะร่วมกันทำบ้านมั่นคงด้วย

“ยืนยันว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย พอช. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ รวมทั้งภาคีพัฒนาในท้องถิ่น เพื่อทำให้ บ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง เมืองหาดใหญ่ เป็นจริง สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างแน่นอน” นายอิสสระ กล่าว

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

พอช.จับมือภาคีแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ ร่วมกับส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่อำเภอนาทวี เทพา สะบ้าย้อย จะนะ และเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลา จัดเวทีสัมมนาสร้างความเข้าใจโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่น เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 ณ วิทยาลัยการอาชีพนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา โดยมีผู้แทนชุมชน จากเกือบทุกหมู่บ้าน ใน 19 ตำบล เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้รวม 420 คน

ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลมีแนวนโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจน และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามยุทธศาสตร์ ”ไทยเข้มแข็ง” โดยให้มีการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยชุมชนเป็นหลักในการดำเนินงาน โดยมีงบประมาณในการดำเนินงานในปี 2553 จำนวน 1,228 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้มอบภารกิจนี้ให้ทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนเป็นเจ้าภาพหลัก โดยร่วมมือกับภาคีหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งจังหวัดสงขลามีพื้นที่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยโดยการสร้างและซ่อมแซมบ้านอยู่อาศัย จำนวน 11 ตำบล และการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน จำนวน 9 ตำบล ในปี 2553 โดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดใน 3 ปี

นายไสว หนูยก เจ้าหน้าที่ปฎิบัติการ อาวุโส พอช.สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ ให้ข้อมูลรายละเอียดโครงการ สรุปได้ว่า โครงการนี้เน้นไปที่การแก้ไขปัญหาผู้ยากลำบากในชุมชน โดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งจะสนับสนุนการซ่อม และสร้างบ้านใหม่ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของพี่น้อง โดยการดำเนินงานให้พี่น้องในชุมชน ช่วยกันสำรวจ และจัดทำแผนงานที่จะช่วยเหลือพี่น้องเหล่านั้น ซึ่งการบริหารและดำเนินงานชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ทั้งการจัดซื้อ จัดจ้าง และดำเนินการ รวมทั้งการติดตามประเมินผล ซึ่งแนวทางการดำเนินงานหลักที่วางไว้คือให้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นแกนหลัก ซึ่งหลายตำบลมีสภาองค์กรชุมชนอยู่แล้ว ที่ยังไม่มีก็ควรจะทำให้เกิดสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อใช้เป็นฐานในการขับเคลื่อนงาน ด้านงบประมาณนั้น รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนผ่าน พอช.แต่ควรจะมีการใช้อย่างยั่งยืนและทั่วถึง ดังนั้นจึงคิดว่าน่าจะเป็นลักษณะของกองทุนหมุนเวียนในพื้นที่ แต่ทั้งนี้ให้กำหนดและตกลงกันของชุมชนเอง และย้ำว่าการดำเนินงานต้องต้องประสานงานกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ที่สำคัญผู้แทนชุมชนที่มาร่วมในวันนี้ควรจะทำความเข้าใจรายละเอียดของโครงการเพื่อนำไปสื่อสารกับพี่น้องในชุมชนได้อย่างถูกต้อง โดยผู้เข้าร่วมการสัมมนาให้ความสนใจซักถามแลกเปลี่ยนข้อสงสัยกันอย่างทั่วถึง
นางจรรยา แก้วจันทร์ เลขานุการเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลา ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของขบวนชุมชน รวมทั้งทิศทางการดำเนินงานของขบวนองค์กรชุมชน และกล่าวตบท้ายว่า “ตนศึกษารายละเอียดโครงการนี้แล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่มีโครงการนี้ในพื้นที่ เนื่องจากจะเกิดประโยชน์กับคนยากลำบากในพื้นที่ชุมชนจริงๆ และชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ทั้งการกำหนดเกณฑ์ วางกรอบ สำรวจ และคัดเลือกผู้รับประโยชน์จากโครงการ จึงอยากฝากให้ตัวแทนชุมชนที่เข้าร่วมวันนี้ตั้งใจและช่วยกันมีส่วนร่วมทำให้โครงการนี้บรรลุผล”

นายสุรศักดิ์ หนูสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาทวี ในฐานะหน่วยงานภาคีที่ร่วมดำเนินงานกล่าวว่า ”ตนตั้งใจที่จะแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่มาตั้งแต่ ปี 2538 จนถึงตอนนี้ก็ยังแก้ปัญหาไม่หมด ถึงตอนนี้เมื่อสถาบัน พอช. เข้ามาผลักดันเรื่องนี้ ก็พร้อมหนุนการทำงานของกระบวนชุมชน ในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินอย่างเต็มที่ เชื่อว่ารัฐบาลมีนโยบายและมีความพร้อมที่จะแก้ปัญหาของพี่น้อง แต่พี่น้องประชาชนต้องเสนอวิธีการในการแก้ปัญหาของตนเอง เช่น เทศบาลตำบลนาทวี ได้หาทางออกในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย โดยการให้ประชาชนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเช่าที่อยู่จากเทศบาล ที่ต้องหยิบยกมาพูดคุย เพราะหน่วยงานของรัฐมีข้อกฎหมายมากมาย ในขณะที่ประชาชนก็ต้องการแก้ปัญหา เพื่อมีคุณภาพที่ชีวิตที่ดี การแก้ปัญหาทุกเรื่องจะให้เกิดผล 100 % ยังไม่สามารถทำได้ แต่ก็สามารถคลี่คลายและบรรเทาได้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้อยู่ได้อย่างมีความสุขมากขึ้น โครงการนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง หากพี่น้องช่วยกันระดมความคิด ให้ข้อมูลและทำงานร่วมกัน ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ และที่สำคัญ เราต้องร่วมมือกัน

โดยโครงการดังกล่าว คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินงานได้ในต้นเดือนสิงหาคมนี้

ช่วงท้ายของการสัมมนามีการเสนอชื่อผู้ประสานงานในระดับตำบล ทั้ง 19 ตำบล และการนัดหมายแผนงาน เช่น การจัดเวทีสร้างความเข้าใจระดับพื้นที่ตำบล การจัดตั้งคณะทำงานพื้นที่ การสำรวจข้อมูล การประมวลข้อมูลสภาพปัญหา และจัดทำแผนงานแก้ไขปัญหาของพื้นที่ต่อไป

โดย : บ่าวนุ้ย

นครศรีฯ รุกงานตามแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่น


เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา ที่ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธฌาศัย จ.นครศรีธรรมราช เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดสัมนาคณะยุทธศาสตร์ขับเลื่อนประเด็นงานในพื้นที่ทั้งหมด 13 ประเด็นงาน ผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวน 60 คน จากทุกประเด็นงาน นายคณะพัฒน์ ทองคำ ประธานกรรมการศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนดูแลฝ่ายยุธศาสตร์ เป็นประธานในที่ประชุมได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวสำนักข่าวส่อชุมชนภาคใต้ว่า งานสัมมนาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะให้ประเด็นงานต่างๆที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาภาคประชาชนที่อยู่ภายในพื้นที่ ได้มีโอกาสมาประชุมพบปะพูดคุยและมีการสรุปงานในรอบปีที่ผ่านมาภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) จำนวน 800,000 บาท ซึ่งประเด็นงานต่างๆที่ได้นำงบประมาณไปขับเคลื่อนในเรื่องของขบวนการจัดการความรู้พัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ของภาคประชาชนเป็นโอกาสดีวันนี้มีตัวแทนจากประเด็นงานมาร่วมทุกๆประเด็นงานและมีผู้สังเกตการณ์ที่จะเข้ามาร่วมประเด็นใหม่คือประเด็นแรงงานที่เคลื่อนงานด้านอาสาของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเข้ามาร่วมด้วย

นายประยงค์ หนูบุญคง ประธานกรรมการบริหารดูแลงานสำนักงาน ได้กล่าวว่าขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราชได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 ยุทธศาสตร์งาน แต่ละยุทธศาสตร์ก้มีประด็นงานที่สอดคล้องกับด้านของยุทธศาสตร์และได้ชี้แจงถึงความสำคัญของภาคประชาชนที่ขับเคลื่อนงานพัฒนาสร้างให้ภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมีการเชื่อมโยงกับภาคีร่วมมือทุกๆฝ่ายแต่ก็ยังมีบางเรื่องที่เกินความสามารถของภาคประชาชนคือด้านงบประมาณเพราะเราไม่มีงบประมาณเป็นของตนเองบางหน่วยงานที่หนุนเสริมงบประมาณส่วนมากจะเน้นในเรื่องของการอบรมเพิ่มองค์ความรู้และการเคลื่อนงานเบื้องต้นซึ่งเรื่องเหล่านี้ภาคประชาชนของเราก็ดำเนินงานอยู่แล้ว ในส่วนงบประมาณของปี2552 นี้เครือข่ายองค์กรชุมชนจ.ศรีธรรมราชได้รับมา 1,000,000 บาท จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และ 3,400,000 บาท จาก สำนักงานสนับการวิจัย (ส.ก.ว.) ของโครงการความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาความยากจนการพัฒนาสังคมและสุขภาวะ จ.นครศรีธรรมราชระยะที่ 2 การใช้งบประมาณแบ่งเป็น 2 ส่วน คืองบขบวนจังหวัดของ พอช. จำนวน 1,000,000 นั้นประเด็นงานทุกๆประเด็นงานสามารถใช้งบประมาณตามแผนงานที่นำเสนอส่งมาให้กับสำนักงานตามงบประมาณที่อนุมัติให้ในแต่ละประเด็นงาน โดยให้ผู้ประสานงานของแต่ละประเด็นงานทำแผนการใช้เงินตามกิจกรรมที่กำหนดภายใต้แผนงานและมาทำบันทึกความร่วมมือ(MOU) กับศูนย์ประสานงาน การโอนเงิน ให้ประเด็นงานเปิดบัญชีธนาคารภายใต้ชื่อของคณะทำงานประเด็นงาน และเมื่อดำเนินงานเส็จแล้วก็สรุปการดำเนินกิจกรรมพร้อมกับงบประมาณ ในส่วนของงบประมาณ จากสำนักสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ใช้ตามแผนงานกิจกรรมที่เสนอโครงการ

ซึ่งการเคลื่อนงานภายในปีงบประมาณ 2552 นี้ จะส่งผลต่อแผนงานดำเนินงานของปี 2553 ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จด้วยและในปี 2553 แนวทางของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจะสนับสนุนงบประมาณในช่องทางของสภาองค์กรชุมชนซึ่งขบวนจังหวัดเองก็ต้องมีการขับเคลื่อนงานด้านสภาองค์กรชุมชนเพื่อรองรับงบประมาณและการเคลื่อนงานภายใต้องค์กรชุมชนที่มีกฎหมายรองรับและการกำกับดูแลอีกทั้งร่วมมือกับภาคีต่างๆในทุกๆระดับ


อานนท์ มีศรี สำนักข่าวเครือข่ายองค์กรชุมชนจ.นครศรีธรรมราช : รายงาน


อ่านรายข่าวที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม คลิ้กที่นี่ครับ

เครือข่ายชุมชนประสบภัยพิบัติ จ.พัทลุง สรุปบทเรียน

การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ทางรอดในสภาวะโลกร้อน

จังหวัดพัทลุงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก ที่สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนประชาชน ทั้งทางพื้นที่ที่ติดกับทะเลสาบ พื้นที่นาและพื้นที่ติดกับเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีในการจัดการภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานการให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการกู้ภัยและการเตรียมพื้นที่ในการอพยพ เพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งสนับสนุนกิจกรรมและงบประมาณแก่เครือข่ายภัยผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัดพัทลุง ร่วมกับ มูลนิธิกองทุนไทย มูลนิธิกระจกเงาและองค์การแอคชันเอดประเทศไทย ได้ร่วมกันทำโครงการ Beyond disasters การป้องกันภัยพิบัติภาคประชาชนและได้เปิดเวทีในการถอดบทเรียนในการจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นหนทางในการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วยตัวชุมชนเพื่อลดการสูญเสีย พร้อมกับการแลกเปลี่ยนผ่านเครือข่ายชาวบ้านที่ประสบภัยในเขตอำเภอเมืองพัทลุง อำเภอเขาชัยสน อำเภอศรีนครินทร์ อำเภอกงหราและอำเภอปากพยูน อันจะนำไปสู่การผลักดันเชิงนโยบายของการในการเข้ามาจัดการ ป้องกัน เฝ้าระวังและองค์ความรู้สู่ชุมชน

"ที่ผ่านมาการเข้ามาจัดการในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติมักจะกระจุกตัวที่หน่วยงานของรัฐเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจริงๆชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ประสบเหตุการณ์ไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสมและถูกวิธีทำให้มีการสูญเสียเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน เวทีแลกเปลี่ยนนี้จึงเป็นการสร้างเครือข่ายของคนในชุมชนพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดเหตุภัยพิบัติต่างๆได้มีความเข้าใจและสังเกตเข้าใจในการปฏิบัติตัวเมื่อมีภัยพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของชุมชนในการจัดการภัยพิบัติด้วย" คุณรุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ตัวแทนโครงการ "Beyond disasters" กล่าวก่อนเริ่มเวทีแลกเปลี่ยน

นอกจากจะเป็นการทำความเข้าใจในองค์ความรู้เรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติแล้ว เครือข่ายผู้ประสบภัยจังหวัดพัทลุงก็ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นของการสร้างองค์ความรู้ให้ชุมชนพื้นที่เสี่ยงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการชุมชนโดยตัวของชุมชนหมู่บ้านเองโดยไม่ต้องพึ่งพาองค์กรของรัฐมากจนเกินไปในการเข้ามาดูแลเมื่อเกิดภัยต่างๆ พร้อมทั้งการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการทำงานของชาวบ้านให้มีความเข้มแข็งละเข้ามาบริหารจัดการชุมชนอย่างมีประสิทธิผลและดูแลกันเองภายในพื้นที่

"การทำงานขององค์รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติต้องเป็นการเข้ามาประสานและร่วมมือกันกับองค์กรชาวบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อให้เข้าถึงปัญหาของภัยที่เกิดขึ้นกับชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเข้ามาจัดการในลักษณะที่ชาวบ้านไม่ได้เรียนรู้หรือรับรู้อะไร มันต้องมีการประสานงานระหว่างองค์กรของรัฐและชาวบ้านอย่างชัดเจนเพื่อการคุ้มครองลดความสูญเสียให้มากที่สุด มุ่งที่การเข้าใจเพื่อให้คนในชุมชนหมู่บ้านได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพในการดูแลตัวเองมากขึ้นๆ " พี่ป้อม (เตือนใจ สิทธิบุรี) ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จังหวัดพัทลุง กล่าว

พร้อมกันนั้นการหาข้อสรุปร่วมกันของชาวบ้านถ้าจะให้มีการจัดการอย่างยั่งยืนและยาวนานก็จะต้องมีการร่างขอเสนอเพื่อร่างเป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจังเพราะหากไม่มีการเคลื่อนไหวในเรื่องการเข้ามาดูแลชุมชนด้วยคนของชุมชนเอง การจัดการภัยพิบัติโดยภาคประชาชนจะเกิดขึ้นไม่ได้ละยังคงเป็นข้อเสียเปรียบในการสร้างชุมชนเข็มแข็งอย่างเป็นรูปธรรมได้ เพื่อการร่วมเผ้าระวังดูแลรักษาชุมชนให้ปลอดภัย นอกจากนั้นยังเป็นการกระตุ้นในรัฐบาลเข้ามาจัดการดูแลอย่างจริงจังในการสร้างความพร้อมให้กับชุมชนที่มีความเสี่ยงในขั้นสูง พร้อมกับการสร้างเครือข่ายดูแลตนเองของชาวบ้านได้อีกประการหนึ่ง


"การหาข้อสรุปและการเสนอแนะน่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการเชื่อมประสานระหว่างหลายชุมชน หลายองค์กรเพื่อการยั่งยืน ต้องมีการบรรจุเรื่องของการจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมองข้ามไม่ได้เพราะไม่สามารถที่จะรับรู้ว่า เมื่อไร อย่างไรภัยพิบัติถึงจะเกิดขึ้น กระเสวนาและการนำเสนอข้อเนอแนะนี้ คงจะเป็นรูปธรรม อย่างยั่งยืนอย่างมากหากถูกบรรจุลงในแผนการพัฒนาด้านต่างๆเพราะจงอย่างลืมไปว่า เมื่อไรก็ตามที่เกิดภัยพิบัติต่างๆขึ้นไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม พายุเขตร้อน เกิดขึ้นเมื่อไรความสุญเสียแทบจะประเมินค่าไม่ได้เลย นี้คือการยืนอยู่บนหนทางของการอยู่อย่างรอบคอบ หากเมื่อไรก็ตามทุกอย่างตั้งอยู่บนความเสี่ยงก็มีแต่ความเสียหายซึ่งบางที่อาจจะประเมินค่ามิได้" น้าเล็ก (อุทัย บุญดำ) ตัวแทนจากเครือข่ายสินธุ์แพรทอง กล่าวอย่างมีความหวัง

การนำเสนอแนวทางร่วมกันในการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนจึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาต่อยอดในการร่วมกันสร้างเครือข่ายชุมชนชาวบ้านให้มีส่วนร่วมในการดูแลจัดการในชุมชนตนเอง โดยประสานความร่วมมือองค์ทุกภาคส่วนของสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

"จริงๆแล้วองค์กรของรัฐก็มีอยู่แต่มันกระจัดกระจายไปตามหน่วยงาน องค์กรต่างโดยขาดการเชื่อมโยงที่ดี เอาเข้าจริงหากทุกฝ่ายร่วมมือประสานเป็นเครือข่ายในการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชน มันจะเป็นผลดีทั้งชุมชนเมื่อมีเหตุภัยต่างๆก็ได้เข้าไปช่วยเหลือได้ทันท่วงทีหากรอคอยแต่องค์กรของรัฐ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆคงล่าช้าไปเพราะการจัดการ เฝ้าระวังภัยพิบัติต้องรวดเร็วและแม่นยำ เพราะหากเร็วและมีประสิทธิภาพในการช่วยโดยชุมชนการสูญเสียน่าจะลดลงและเป็นการฝึกทักษะของชาวบ้านในการสังเกตและใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งสำคัญและน่าสนใจเป็นอย่างมาก" นายวิเชียร ศุภอภิชาตวงศ์ หัวหน้าฝ่ายสงเคราะห์ผู้ประสบภัย จังหวัดพัทลุง กล่าวส่งท้าย
(ดาวน์โหลดเอกสารสรุปการสัมมนา : http://upload.one2car.com/download.aspx?pku=485A44E8DEQNZJFQR2BOCYIOWTX96C )

แนะนำเวปไซต์ชุมชน เครือข่ายสินธุ์แพรทอง จ.พัทลุง

เวปไซต์เครือข่ายสินธุ์แพรทอง ตำบลลำสินธุ์ กิ่งอำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เทศบาลนครหาดใหญ่จับมือ พอช.เดินหน้าบ้านมั่นคง

เทศบาลนครหาดใหญ่จับมือ พอช.เดินหน้าบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง แก้ปัญหาสลัมเมืองหาดใหญ่

เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๒ ที่สำนักงานเทศบาลนครหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายสยาม นนท์คำจันทร์ ผู้จัดการสำนักงานโครงการบ้านมั่นคง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช.ได้เข้าร่วมประชุมหารือกับนายไพร พัฒโน นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่และคณะ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ นำร่องที่ชุมชนถัดอุทิศน์ที่ดินการรถไฟ ๑๒๐ หลังคา เรือน

จากการหารือร่วมกันระหว่างพอช.กับเทศบาลนครหาดใหญ่ มีข้อตกลงว่า จะร่วมกันแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ทั้งเมือง ซึ่งเบื้องต้นจะทำนำร่องในชุมชนนิพัทธิ์อุทิศ จำนวน ๑๒๐ หลังคาเรือน ในรูปแบบย้ายไปสร้างชุมชนในที่ดินแปลงใหม่ใกล้กับที่ดินเดิม โดยเทศบาลนครหาดใหญ่และ พอช. จะร่วมกันเจรจาขอเช่าที่ดินระยะยาว บริเวณอู่ตะเภา กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งได้มีการประสานงานในขั้นต้นไว้แล้ว ส่วนชุมชนรัชมังคลาภิเษก จำนวน ๑๐๐ หลังคาเรือน จะขอเช่าที่ระยะยาวจากการรถไฟฯ เพื่อดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง ในรูปแบบของการปรับปรุงที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม

นายสุรชาติ เล็กขาว ปลัดเทศบาลนครหาดใหญ่ กล่าวว่า เทศบาลนครหาดใหญ่ มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนในชุมชนแออัดริมทางรถไฟ และพร้อมที่จะร่วมมือกับชุมชนและพอช.ดำเนินโครงการบ้านมั่นคง ไทยเข้มแข็ง ซึ่งจากนี้ไปจะมีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันในระดับเมือง ที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น ทั้งภาครัฐ ภาคีพัฒนา และองค์กรชุมชนเจ้าของปัญหา เพื่อให้เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นเมืองที่ปลอดสลัม และชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้จากข้อมูลการสำรวจข้อมูลชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ของเครือช่ายชุมชนที่ทำงานด้านที่อยู่อาศัยเมื่อต้นปี ๒๕๕๑ พบว่ามีชุมชนผู้มีรายได้น้อยในเทศบาลนครหาดใหญ่จำนวน ๑๕ ชุมชน อยู่ในที่การรถไฟ ๑๓ ชุมชน อยู่ในที่เอกชน ๒ ชุมชน โดยมีผู้เดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย ๖๔๕ ครัวเรือน
ที่มา : http://souththai.org/
.......................................................................................................

วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้

โดย : punyha

โครงการสามประสานบ้าน วัด โรงเรียน สร้างครอบครัวต้นแบบ ตำบลคูหาใต้ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาเป็นฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานพัฒนาหลายด้าน เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องตลอดลุ่มน้ำรัตภูมี

วรัณ สุวรรณโณ ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมี เคยกล่าวว่ากิจกรรมของโครงการสามประสานฯ ที่ไปเชื่อมกับองค์กรภายนอก สามารถผลักดันต่อยอดสู่เรื่องอื่น รวมทั้งแนวคิดก่อตั้งสถาบันภูมีศึกษา เพื่อรวบรวม ความรู้ในพื้นถิ่น จัดการฐานข้อมูลความรู้ของตัวเอง
“องค์ความรู้ที่ชุมชนสร้างมาเริ่มร่อยหรอลงไป เพราะว่าคนที่เป็นเจ้าขององค์ความรู้ กำลังจะหมดอายุไขลงไป ถ้าไม่รีบจัดความรู้ตั้งแต่วันนี้ ต่อไปเราจะขาด เพราะต้นของวิชา ไม่เหลือ ต้องตายไปพร้อมตัวคน เราจะทำในนามภาคประชาชนเพื่อเอาไปเป็นหลักสูตรท้องถิ่น ให้คนรุ่นต่อไปเรียนรู้” วรัณกล่าวเอาไว้อย่างนั้นเมื่อปี 2551

25 มิถุนายน 2552 ความคิดดังกล่าวชัดเจนขึ้นอีกระดับหนึ่งเมื่อกิจกรรมปลูกป่าชุมชนจุ้มปะ ในโครงการชาวภูมี ปลูกไทรและพันธุ์ไม้พื้นบ้าน 100,080 ต้น ถวายพ่อครั้งที่ 4 ซึ่งนายณรงค์พร ณ พัทลุง นายอำเภอรัตภูมิ มาเป็นประธาน มีการเปิดสถาบันภูมีศึกษาอย่างเป็นทางการ พร้อมกับธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้ ได้ใช้ห้องๆ หนึ่งในอาคารชั้นเดียวของโรงเรียนวัดเจริญภูผาเป็นสำนักงานถาวร

งานวันนั้นยังเป็นการเปิดตัวสภาลาวัดครั้ง 1 อันเป็นเวที ร่วมแลกเปลี่ยน ปัญหา สถานการณ์ในชุมชน ของแกนนำกลุ่มต่างๆ ในลุ่มน้ำรัตภูมี ที่กำหนดจัดครั้งต่อไปเดือนละครั้ง ถ่ายทอดทาง สถานีวิทยุรัตภูมิเรดิโอ 104.75 MHz สถานีวิทยุพระพุทธศาสนาเพื่อชุมชน 101.0 MHz 92.25 MHz และwww.rattaphumcity.com อีกด้วย

เปิดสถาบันภูมีศึกษา

สถาบันภูมีศึกษาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และประกาศเริ่มภารกิจทันที

วรัณ สุวรรณโณ ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และท่องเที่ยวเชิงนิเวศลุ่มน้ำภูมี เล่าว่าการทำงานกับภาคประชาสังคม เชื่อมกับหลายหน่วยงานระยะเวลาหนึ่ง เกิดองค์ความรู้ตลอดลุ่มน้ำรัตภูมีจำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ถอดมาเป็นบทเรียน

“สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าต่อชุมชน แต่มันไม่เคยถูกจัดเก็บ ไม่มีกระบวนการจัดเก็บ”

นั่นเป็นบทสรุปร่วมกันของคณะกรรมการที่ทำงานว่าถึงเวลาแล้วที่จะดำเนินการสถาบันภูมีศึกษาให้มีภารกิจจัดเก็บองค์ความรู้ ภูมิสถาปัตย์ เรื่องราวชุมชน ท้องถิ่น แบ่งเป็น2 รูปแบบ

•อนาล็อค หมายถึง สื่อที่จับต้องได้ เช่น ข้าวของเครื่องใช้ เอกสาร โบชัวร์ แฟ้ม หนังสือ หรือ ตำรับยา บทความสารคดี ลักษณะงานคล้ายพิพิธภัณฑ์ชุมชน

หลักการรวบรวมองค์ความรู้ส่วนนี้ ไม่ได้เก็บฐานความรู้อย่างดอกเตอร์ทำวิทยานิพนธ์ แต่มุ่งเก็บจากบุคคลเจ้าของความรู้นั้นๆ ให้แหล่งความรู้เป็นผู้ถ่ายทอดโดยตรง โดยไม่มีการแปลงสาร

“ยกตัวอย่างมีหมอสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำประมาณ 15 ราย เราส่งกระดาษแผ่นเปล่าไปให้ เขาอยากเขียนอะไรให้เขียนออกมา ถ่ายทอดมา เท่าที่เราติดต่อไปเขายินดีอยู่แล้ว”

เป็นความตั้งใจของกระบวนการรวบรวมองค์ความรู้ เพื่อที่จะเอาไปใช้งานได้จริงๆ วรัณให้ลองนึกภาพคนที่เดินเข้ามาสถาบันในอนาคต เขาเหล่านั้นสามารถเปิดหนังสือเรื่องตาพ่วง (พ่วง พรหมเพชร หมอรักษาโรคพิษสุนัขบ้าด้วยสมุนไพร ชาวรัตภูมิ ) ซึ่งจะพบกับหลักสูตรเกี่ยวกับรักษาโรคพิษสุนัขบ้า ที่ใช้งานได้จริง

“เอกสารที่จะวางอยู่ในที่สถาบันเน้นเรื่องเฉพาะถิ่น เช่นหนังสือตาเจ้าเล็ก ตาพ่วงหมาบ้า ยายฉิม กล้วยแขก ป้าอ้อนขนมจีน คลองภูมี เป็นต้น”

ถึงขณะนี้วรัณพบว่ามีข้อมูลดิบจำนวนมาก เพียงแต่ไม่ได้จัดหมวดหมู่ สำหรับการใช้งาน ขั้นต่อไปเขาจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละสาขา ตลอดสายน้ำคลองภูมี มาช่วยกันสังเคราะห์ข้อมูล และใช้สภาลานวัดลานชุมชนช่วยในการพัฒนา จัดการความรู้เหล่านี้ให้เหมาะกับชุมชน

•สื่อดิจิตอลจะเกิดจากการเอาส่วนอนาล็อคทั้งหมดซึ่งเป็นฐานข้อมูล มาแปลงเก็บไว้ในเวบไซค์ www.rattaphumcity.com/phumee ซึ่งเปิดดำเนินการ มีข้อมูลบางส่วนเผยแพร่ออกไปแล้ว เช่นนิทานพื้นบ้าน และข้อมูล ต่างๆ

“ที่สำนักงานสถาบันภูมีศึกษาเองเราต้องการให้ชาวบ้านเข้ามาใช้สื่อที่เป็นอนาล็อคได้ง่าย ยกตัวอย่างว่าเช่นจะดูไซดอ ก็เข้ามาหยิบจับเอง แต่เรายังจัดให้มีข้อมูลดิจิตอลอยู่ด้วยเป็นห้องโสตสำหรับฟัง เสียงซีดีหรือเปิดข้อมูลดิจิตอล” วรัณเล่าและว่า การบริหารสถาบันภูมีศึกษาใช้รูปแบบคณะทำงาน แบ่งภาระงานหน้าที่ ตามความถนัดเรื่องของของแต่ละคน

“สมมติว่าผมถนัดเรื่องโนรา ผมอาจเป็นแกนนำรวบรวมเรื่องโนรา อีกคนถนัดเรื่องพลังงานทดแทน ก็จะเป็นแกน ไปเชื่อมโยงในพื้นที่ เรื่องพลังงานมา เป็นหมวดหมู่ในเรื่องต่างๆ”

คณะทำงานดังกล่าวเบื้องต้นสืบต่อมาจากโครงการสามประสาน ฯ บ้าน วัด โรงเรียน สร้างครอบครัวต้นแบบยังขยายผลงานอื่นอีก เช่นธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้

สถาบันจะทำหน้าที่ทางการศึกษา ให้กับนักเรียน ไม่เฉพาะในโรงเรียนวัดเจริญภูผา ซึ่งเป็นที่ตั้ง แต่โรงเรียนทุกแห่งสามารถร้องขอมา“ โรงเรียนไหนอาจบอกว่าอยากเรียนรู้เรื่องการสานกรงไก่ แจ้งมาที่นี่เรา สามารถประสานจัดหลักสูตรให้เด็ก ที่นี่จะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมร้อย คำว่าชุมชนนั้นกว้าง เพราะเกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำคลองภูมีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ”

สถาบันมีหน้าที่เป็นตัวเชื่อม ประสานองค์ความรู้ที่อยู่ในชุมชน ประสานคณะทำงาน ที่เป็นบุคคล ประสานเทคโนโลยี เครื่องมือ จัดกระบวนการ นำไปสู่การนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาใช้ วรัณมองเป้าหมายสถาบันภูมีจะทำหน้าที่เป็นสถาบันองค์กรความรู้ลักษณะ “อาศรม”ที่ บูรณาการกับหน่วยงานอื่นอันเกี่ยวข้อง ไม่ว่า กศน. โรงเรียนรัฐ เอกชน โดยใช้รูปแบบสภาร่วมกันในการดึงความรู้ที่อยู่ในสถาบันให้เข้าหลักสูตรท้องถิ่น

ประภาส ชุมแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเจริญภูผา ในฐานะเจ้าของสถานที่จัดตั้งสถาบันภูมีศึกษา มองว่าผลประโยชน์ส่วนหนึ่งจะเกิดกับเด็กนักเรียน

“เราวางแผนให้พวกเขาเรียนรู้เรื่องต่างๆ สอดคล้องกับระดับชั้น เช่น ป.1-3 รู้อะไร แค่ไหน ป. 4-6 รู้อะไร เริ่มจากเช็คว่าสื่อในสถาบันมีอะไรบ้าง เด็กระดับไหนควรจะต้องมาเรียนรู้ ตรงนี้อย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการหยิบยกภูมิปัญญา หรือของดีที่มีในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์กับชุมชน โดยไม่ต้องไปไหนไกล”

ประภาสเล่าว่า เท่าที่ผ่านมาหลักสูตรท้องถิ่นบ้านเรายังไม่ชัดเจน เหตุเพราะยังไม่เข้าใจกระบวนการจัดทำ หรืออาจมีแง่มุมปัจเจกมากเกินไป

“บางแห่งทำแล้วไม่เป็นที่ยอมรับทั่วไป อาจเพราะไม่เป็นสากล แต่สถาบันภูมีศึกษา เป็นการรวมผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายทั้ง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เวลาเราพูดเรื่องอะไรจะมีคนหลากหลาย รู้เรื่องเดียวกัน อีกทั้งเน้นองค์ความรู้อันเป็นสุดยอด ล้ำค่าของท้องถิ่น ที่ยังไม่รู้ มองข้าม หรือไม่เห็นความสำคัญ หลักสูตรที่ออกมาจะเป็นแบบกลางๆ ที่ทุกโรงสามารถนำไปถ่ายทอด”ประภาสเชื่อว่าสถาบันน่าจะทำให้ได้เด็กเรียนรู้ สิ่งที่นำมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันเสียที

ธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้

ใกล้สถาบันภูมีศึกษามีการเปิดธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้ ซึ่งเป็นกิจกรรมเชื่อมร้อยคนในลุ่มน้ำภูมี ให้เห็นกระบวนการการทำงานของภาคประชาชนต่อการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ ให้คนเห็นความสำคัญของการปลูกต้นไม้ตามแนวคิดของคณะทำงานเรื่องนี้ว่า “รักเดินตามรอยพ่อ รักดิน รักน้ำ รักป่า รักชุมชน ให้ทุกคนมีความสุขร่มเย็น”

วรัณเล่าว่าเคลื่อนเรื่องนี้โดยให้วัดเจริญภูผาเป็นศูนย์กลาง ตาเจ้าเล็กเป็นตัวเชื่อม

“ตาเจ้าเล็ก” หรือพระอธิการเล็ก ลมฺภโก ที่วรัญเล่า อดีตเจ้าอาวาสวัดเจริญภูผา เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา และความภูมิใจของชาวบ้าน มีชื่อเสียงเลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ และการรักษาโรคแผนโบราณ ตลอดจนปฏิบัติศีลจารวัตรดีงาม เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ซึ่งท่านมรณภาพเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2525 มีอิทธิพลต่อคนที่นี่อย่างสูง

“ธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้ เป็นแหล่งรวบรวม อนุบาล เพาะ ขยายพันธุ์ และเป็น สถานเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับต้นไม้”วรัณเล่า รูปแบบทั่วไปธนาคารจัดให้มีการฝากถอนต้นไม้สัปดาห์ละครั้ง

“คนสมัครสมาชิกจะเอาต้นอะไรมาก็ได้มาเปิดบัญชี ใช้ระบบแต้มสำหรับต้นไม้ที่มาฝาก เช่น ต้นไม้ยืนต้น 20 แต้ม พืชสวนครัวต้นละ 5 แต้ม ใครฝากพืชสวนครัวแต่ถอนตะเคียนทองไป เกินบัญชีไปกี่แต้ม ก็ต้องเอาไม้สวนครัวมาทยอยสมทบให้ครบ”

อย่างไรก็ตามคนไม่ได้ฝากต้นไม้ หรือเป็นสมาชิกอยู่ในพื้นที่ สามารถมาขอต้นไม้ไปปลูกได้ เพียงแต่กำหนดว่าไม้ประเภทไหนจะถอนไปใช้ได้ ไม้มีค่า เพาะขยายพันธุ์ยาก อาจตั้งราคาคะแนนไว้สูง ใครอยากได้ก็ต้องหาไม้อื่นมาแลก ใครเบิกเกินติดลบ แต่ส่งคืนภายหลังได้เพราะ ไม่ได้มุ่งเน้น เชิงพาณิชย์ การติดตามประเมินผล เป็นเชิงเยี่ยม ให้กำลังใจคนปลูกต้นไม้แต่ไม่ได้ไปจับผิด

ธนาคารต้นไม้เชื่อมกับสถานีวิทยุในเครือข่าย เพื่อประชาสัมพันธ์ว่าในแต่ละวัน ธนาคารมีต้นไม้ อะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามา เบิกหรือขาดต้นอะไรที่ต้องการให้คนมาฝาก

“ไม้ประจำถิ่นรัตภูมิ อันเป็นเอกลักษณ์ ชาวบ้านเรียกว่า ยีรู เป็นปาล์มอย่างหนึ่ง ขึ้นบนเขาหินปูน สมัยก่อนมักเอาไปทำระแนงบ้าน หรือมุงหลังคา สำหรับวันนี้เปิดทำการธนาคารวันแรกได้ต้นไม้บริจาคมาแล้ว 5,000 ต้น แต่ธนาคารต้นไม้มีภารกิจเพาะขยายพันธ์ด้วย เด็กนักเรียนจะเป็นบุคลากรในการมีส่วนดูแล บวกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก เช่นปุ๋ยเชื่อมกับ กศน.ที่มาส่งเสริมการทำปุ๋ยชีวภาพ การเพาะชำก็เอาไปบวกกับ ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ และเครือข่าย หมู่บ้านสีเขียว อนาคตเราคิดว่าจะใช้ที่นี่ เป็นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้”

ประเวศ จันทะสระ ครูโรงเรียนเจริญภูผา เห็นว่าการพัฒนาลุ่มน้ำภูมีโดยเอาป่าไปไว้ริมคลอง

“ถ้าเอาคนมีที่ดินริมคลองช่วยปลูกเขาจะมีส่วนร่วมได้ ธนาคารต้นไม้ทำให้เขาก็ได้มีส่วนร่วมดูแลโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ขัดแย้งอะไรเพราะปลูกในดินเอง ธนาคารเข้าไปเชื่อมโยง ดูแล คนไม่มีส่วนร่วมมาก่อน เราพยายามดึงเข้ากิจกรรม 3 ประสานฯ ก่อน พอสนิท เข้าใจ ก็ง่ายขึ้น”

ประเวศเล่าว่า บนเขาจุ้มปะ มีแผนปลูกสวนสุมนไพร บริเวณรอบเขาจะมีที่ดินสาธารณะ และส่วนมีเจ้าของที่อาณาเขตชนเขาพยายามเจรจาขอที่ดินระยะ 4 เมตรทำป่าชุมชน เป็นป่ากันชน

“เราคุยกันว่าได้ช่วยดูแลป่าร่วมกัน เราสนใจไม้พื้นบ้าน อย่างสะตอ เนียง ชะมวง หัวครก ขี้เหล็ก หฺมฺรุย และพืชอิงธรรมชาติเพื่อ เป็นอาหารของนก สัตว์ป่า เช่น ต้นไทร กระท้อนพื้นเมือง ตะขรบ มะขามป้อม รอบเขาจุ้มปะ ต่อไป จะเป็นป่าชุมชน มีไม้พื้นบ้าน ไม้ยืนต้น ในวัดปลูกป่าสมุนไพร ตามตำรายาตาเจ้าเล็ก”

เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นระยะหนึ่ง เขาจุ้มปะพร้อมสำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่เชื่อมกับพื้นที่อื่นในตำบลคูหาใต้ ทุกอย่างเชื่อมร้อยเป็นเรื่องเดียวกัน โดยผลักเข้าสู่แผนของ องค์การบริหารส่วนตำบลคูหาใต้ .

จักรยานสูบน้ำ ออกกำลังกายได้ประหยัดพลังงาน

ในงานเปิดตัวสถาบันภูมีศึกษา และธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้ เมื่อ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวจักรยานเพื่อสุขภาพลดโลกร้อน โดยการนำจักรยานเก่ามาดัดแปลงติดตั้งร่วมกับเครื่องสูบน้ำ เมื่อออกแรงปั่นสามารถสูบน้ำมาใช้รดน้ำต้นไม้สำหรับธนาคารชุมชนคนรักษ์ต้นไม้และช่วยส่งน้ำไปโรงปุ๋ยชีวภาพใกล้กันด้วย

วิฑูร ช่วยแท่น ครูวัดเจริญภูผา ครูผู้สอนกลุ่มสาระการงานอาชีพ ผู้รับผิดชอบจัดทำจักรยานเล่าว่า เดิมตนเองสอนอยู่โรงเรียนวัดปากจ่า อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มีเพื่อนครูคนหนึ่งที่สอนช่างเชื่อม ได้ทำจักรยาน แบบนี้เป็นนวัตกรรมโดยใช้วัสดุเหลือใช้แล้วมาประดิษฐ์ สามารถสูบน้ำขึ้นแท้งค์ระดับสูง 3-4 เมตร และต่อท่อไปยังต้นไม้ ตอนเช้าให้เด็กนักเรียนปั่นจักรยานเอาน้ำขึ้นแท้งค์ เพื่อปล่อยลงมารดน้ำผัก เมื่อเห็นความสำเร็จดังกล่าวจึงให้เพื่อนคนดังกล่าวมาเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำ

“ผมย้ายมาที่นี่ พี่ๆเขาถามว่าใครทำตัวนี้เป็นบ้างเลยประสานกับเขา ให้มาช่วยทำให้ เพราะผมเองไม่ถนัดเรื่องช่าง”

ครูวิฑูรเล่าว่าวัสดุที่ต้องเตรียมคือเครื่องปั้มน้ำ ส่วนสำคัญที่ใช้คือตัวปั๊มน้ำ สำหรับมอเตอร์ ไม่จำเป็นเพราะหลักการทำงานของจักรยานสูบน้ำจะใช้แรงคน ผ่านวงล้อของจักรยานต่อสายพาน เข้ากับเครื่องปั๊มเพื่อทำงานแทน เชื่อมโครงเหล็กยึดระบบเพื่อให้ทำงานด้วยกันได้ อุปกรณ์ทั้งหมดมีต้นทุนราว 2,000-3,000 บาท อยู่ที่ว่าจะหาวัสดุอะไรมาใช้ได้ ของเก่าหรือใหม่ ถ้าได้ของเก่ามาประกอบยิ่งจะประหยัดค่าใช้จ่ายไปอีก

ขั้นตอนการทำใช้เวลาไม่มาก แต่อาจอาศัยช่างเชื่อมมาช่วยระหว่างการประกอบโครงเหล็ก เป็นฐานยึดและวางให้แน่นหนามั่นคง

“ขอบล้อจักรยานถ้าใช้ขนาด 26 นิ้วจะทุ่นแรงได้เยอะ ยิ่งใหญ่ยิ่งดี ถ้าเล็กจะออกแรงเหนื่อยหน่อย”

จากระบบดังกล่าวสามารถมีแรงส่งน้ำได้สูงจากพื้น 10 เมตร ส่วนที่ต่อลงไปสูงน้ำจากบ่อข้างล่างลึก 20 เมตร เป็นมาตรฐานปั๊มสูบน้ำทั่วไป เพียงแต่ถีบด้วยแรงเท้า

“ เราอาจประยุกต์ไปใช้ได้สบายอย่างใช้ในสวน นอกจากประหยัดค่าไฟฟ้า ได้ออกกำลังกาย แถมยังไม่มีใครขโมยเพราะเป็นของเก่า ไม่มีราคามาก” ครูวิฑูรเล่า และเห็นว่ามีประโยชน์เพราะคิดจะปั่นตอนไหนก็ได้ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

“ที่โรงเรียนตัวนี้เราจะใช้สูบขึ้นแท้งค์ แล้วปล่อยลงมาเพื่อรดน้ำผัก เพราะเด็กนักเรียนกำลังจะทำแปลงผัก สามารถต่อไปแปลงผักเด็ก เราจะทำอีกตัวหนึ่งคู่กัน หมายความว่าเมื่อมารดผักคือมาถีบรถคุยกันสองคน ทั้งออกกำลังกายและรดผักไปด้วย คนอื่นมาช่วยพรวนดินก็ทำไป เราอาจต่อเป็นสปริงเกอร์ได้เลยก็ได้ผมกำลังวางท่อสำหรับรดน้ำต้นไม้ แบบไม่ต้องเดินรด” เมื่อทำโครงการนี้ครูวิฑูรเล่าว่าเด็กสนใจมาก มามุงดู และลองถีบตั้งแต่ติดตั้งวันแรก สำหรับชาวบ้านทั่วไปสนใจและมองว่า น่าจะนำไปทำใช้เองตามบ้านเรือน และสวน ซึ่งหลายคนมองว่าทำได้ง่าย โดยเฉพาะช่างเชื่อมสามารถทำเองได้เลย ไม่มีอะไรซับซ้อน

สำหรับปัญหาการใช้งานแทบไม่มี เพราะไม่ใช้มอเตอร์ น่าว่าจะใช้ได้นาน ครูวิฑูรย์เห็นว่าน่าจะส่งเสริม เพราะว่าประหยัดต้นทุนต่อ ชาวบ้านนำไปใช้ได้เลย สำหรับจักรยานสูบน้ำ ยังสามารถออกแบบสำหรับการออกลังกายส่วนอื่น เช่น แขน ขา โดยดัดแปลงตามเครื่องออกกำลังกายแบบต่างๆ อีกต่างหาก.


ขอบคุณเนื้อหาจาก: เวปสงขลาสร้างสุข http:// songkhlahealth.org/paper/1432