จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2552

มาฟังทัศนะของ "พิภพ ธงไชย" กับแผนพัฒนาภาคใต้

นาทีนี้ พูดถึงพิภพ ธงไชย คงไม่มีใครไม่รู้จัก

นับแต่เข้าร่วมเป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชื่อของเขาก็กลายเป็น “เซเล็บ” ไปทั่วบ้านทั่วเมือง

ชื่นชมบ้าง นินทาบ้าง กระทั่งแม้แต่เห็นด้วยหรือ ขัดแย้งต่อสิ่งที่เขาคิดเขาทำบ้าง ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา ของบุคคลที่เข้าไปยืนอยู่ในวงสปอร์ตไลท์ของสังคม

แต่เอาล่ะ อันนั้นไม่ใช่ประเด็น

ขนาด “หัวมันขี้หนู” ที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในภาคใต้ทั่วหน้า ก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะปล่อยให้มันแห้งขอดอยู่กับถ้วยแกงส้ม

เรื่องของเรื่องก็คือ ท่ามกลางการพยายามผลักดันแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ให้กลายเป็นแหล่งรองรับอุตสาหกรรมนับหมื่นนับแสนไร่
เมื่อหลายวันก่อน ณ ห้องบรรยาย 3305 คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ พิภพ ธงไชย ได้แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวเอาไว้ ท่ามกลางผู้ร่วมฟังแน่นขนัดห้อง

“กลุ่มทุนกับนักการเมืองมันร่วมมือกัน แล้วกำหนดทิศทางการพัฒนาให้เป็นทุนนิยมแบบประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นทุนนิยมที่เริ่มต้นอย่างสามานย์ เป็นทุนนิยมที่ไม่สะอาด เพราะต้องการกำไรอย่างเดียว”

พิภพเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงที่ไปที่มาของแผนพัฒนาที่กำลังจะดำเนินการในภาคใต้ ก่อนจะยกตัวอย่างการพัฒนาลักษณะเดียวกันที่กำลังก่อปัญหาทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ ร้างผลร้ายให้กับผู้คน กระทั่งต้องหาฐานที่ตั้งใหม่

“นักการเมืองญี่ปุ่นมันก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย ถึงแม้จะเป็นประเทศที่เจริญแล้ว มันก็ร่วมมือกับกลุ่มทุน กลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อที่จะเอาเปรียบประชาชน พอมีบทเรียนที่มินามาตะ ชาวบ้าน นักวิชาการ ต่อสู้หนักเข้า แพ้บ้างชนะบ้าง แต่สุดท้ายก็ขับไล่อุตสาหกรรมที่ไม่สะอาดออกจากญี่ปุ่นหมด แล้วมันก็ย้ายฝุ่นย้ายโรงงานมาตั้งที่เมืองไทย

“อุตสาหกรรมพวกนี้มันไม่คิดอะไรมาก มันเคลื่อนย้ายไปหาแหล่งที่ถูกที่สุด ที่ถูกที่สุดก็คือ ไม่ต้องดูแล สิ่งแวดล้อม ไม่ต้องดูแลประชาชน หรือผลักภาระไปให้ตกอยู่กับประเทศอื่น อย่างตอนนี้บาปกรรมก็มาตกอยู่ที่เรา ต่อไปถ้าเราขับไล่กันแบบนี้ ก็จะไปตกที่เวียดนาม”

พิภพสาธยายเป็นฉากๆ จนทำให้ใครต่อใครที่อยู่ในห้องประชุมคลายข้อสงสัยว่า ทำไมในการดำเนินศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่างๆตามแผนพัฒนาฯ จึงมักจะมีบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นเป็นโต้โผใหญ่

“ทางญี่ปุ่นนี่เขามีบทเรียนที่รุนแรงกว่าเรา ทั้งง่อยเปลี้ยเสียขา ของพี่น้องเราที่มาบตาพุด อาการยังอยู่ภายในร่างกาย ยังมองภายนอกไม่ค่อยเห็น

“ที่เป็นแบบนี้ก็อย่างที่พูดในตอนแรก คือนักการเมืองกับกลุ่มทุนมันร่วมมือกัน ผมเคยไปอภิปรายที่เวทีจะนะ ทางสภาพัฒน์ฯก็มา ทาง ปตท.ก็มา ตอนนั้นตัวแทนปตท.บอกว่า มีทางเลือกที่จะสร้างโรงแยกแก๊สนอกจากจะนะอยู่ 5-6 ทาง ถ้าจะนะไม่เอา ปัตตานี
ยะลา ก็จะเอา ไม่มีปัญหาอะไร แต่สุดท้ายก็กดดันจะเอาที่จะนะจนได้ ไม่มีทางเปลี่ยน เพราะนักการเมือง ทหาร ข้าราชการ ไปกว้านซื้อที่ดินไว้ก่อนแล้ว ยิ่งตอนนี้กลุ่มทุนกับนักการเมืองมันเล่นกันหนักเกิน เล่นกันตลอดฝั่งอ่าวไทย”

จากญี่ปุ่น พิภพโยงประเด็นมาถึงจะนะ เพื่อฉายภาพให้เห็นเป็นกรณีตัวอย่างของแผนพัฒนา ที่มีนักการเมืองและกลุ่มทุนพยายามผลักดันอยู่เบื้องหลัง ก่อนจะเสนอทางแก้

“แม้บางพื้นที่พี่น้องของเราจะยันโครงการต่างๆเอาไว้ได้ แต่ยังไงๆสุดท้าย มันก็ต้องไปแก้ที่การเมืองอยู่ดี เราต้องทำให้การเมืองสะอาด

“ถึงแม้พี่น้องจะรักนายหัวชวนมาก รักประชาธิปัตย์มาก แต่ที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าคนที่เซ็นสัญญาโรงแยกแก๊สก็นายหัวชวน ผมจำได้ ตอนคุณทักษิณ ก็มาหลอกลวงพวกเราที่ลานหอยเสียบว่าจะมีอะไรใหม่ ซึ่งมันก็พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าการเมืองแบบนี้ไม่ใช่ทางเดินที่เราต้องการ เราต้องทำ ให้เกิดการเมืองใหม่”

แม้จะไม่ได้ลงลึกว่า การเมืองใหม่ที่จะแก้ไขปัญหานักการเมืองร่วมมือกับกลุ่มทุนกำหนดแนวทางการพัฒนามาตลอดมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง แต่พิภพก็ยกวาทะของท่านพุทธทา ขึ้นกล่าวอ้าง เสมือนหนึ่งเป็นวิสัยทัศน์รวบยอดของแนวทางดังกล่าว

“ผมไปอิหร่านมา จึงนึกถึงสัจธรรมที่ท่านพุทธทาสพูดว่า การเมืองกับธรรมะต้องอยู่เป็นเรื่องเดียวกัน ที่อิหร่านนี่พวกอิหม่ามต่างๆที่ศึกษาธรรมะเป็นนักการเมือง แล้วออกกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักศาสนา

“เราต้องทำกฎหมายกับธรรมะให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้นักการเมือง ปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเดียวกัน ที่ประเทศอิหร่าน ผมถามว่า มีคนขัดข้องอะไรไหมเพราะต้องอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับของศาสนาที่เคร่งครัด แต่ไปๆมาๆที่อิหร่านคนหนีออกนอกประเทศไม่ถึง 1 % ด้วยซ้ำ”

พิภพยกตัวอย่าง ก่อนจะสรุปในประเด็นนี้ “แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยน แม้ประเทศไทยอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่เราต้องเปิดประเทศ แต่เราก็ต้องเปิดประเทศอย่างสะอาด ระบบทุนของเราต้องสะอาด ระบบเศรษฐกิจต้องไม่มีระบบเดียวที่สามานย์ ต้องมีระบบเศรษฐกิจที่แตกต่างด้วย เช่น ปฎิบัติตามหลักศาสนา มรรค 8 อริยสัจ 4 หรือสรุปก็คือต้องประกาศพื้นที่พัฒนาตามหลักศาสนา”


จาก: ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เกษตรกร-เอ็นจีโอ ชูประเด็นเน้นสิทธิเกษตรกรรายย่อย...ผวาทุนต่างชาติดึงคนไทย

เกษตรกร-เอ็นจีโอ ชูประเด็นเน้นสิทธิเกษตรกรรายย่อย เพิ่มอิสระใส่ร่างพ.ร.บ.สภาฯ ผวาทุนต่างชาติดึงคนไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนไปแล้วสำหรับการไล่ล่าเช่าซื้อที่ดินของนายทุนต่างชาติ โดยเมื่อไม่กี่วันก่อน ที่โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น วิภาวดี กรุงเทพฯ ภาคีคณะทำงานติดตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ 11องค์กร อาทิ สมัชชาคนจน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก สภาเครือข่ายองค์กรประชาชน ร่วมสัมมนานโยบายสาธารณะในเรื่อง “การปฏิรูประบบเกษตรกรรมและพัฒนาสิทธิเกษตรกร” โดยนางกิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรฯ กล่าวถึงปัญหาสถานการณ์ของเกษตรกรในขณะนี้ว่า เกษตรกรยังประสบปัญหาในรูปแบบเดิมคือโครงสร้างพื้นฐานในภาคเกษตรที่ไม่เป็นธรรม การเข้าถึงปัจจัยผลิตถูกแทรกแซงโดยนายทุน รวมไปถึงปัญหาที่ดิน ที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤต เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องเสียค่าเช่าที่ทำการเกษตรในอัตราที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีหนี้สินพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

นางกิมอัง กล่าวว่า การแฝงตัวเข้าซื้อที่นาของกลุ่มทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆโดยกรณีดังกล่าวนี้แม้จะไม่มีหลักฐานใดพิสูจน์เพื่อนำไปสู่การจับกุม แต่มีข้อมูลจากเครือข่ายเพื่อนเกษตรกรที่ระบุว่าขณะนี้ถูกยึดที่นาเช่าคืน ทำให้ไม่มีที่ทำกิน ทั้งนี้กลวิธีของกลุ่มทุนข้ามชาติมีความซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่อาศัยเพียงตัวกลางประสานขอซื้อที่นา แต่ปัจจุบันมีการตั้งผู้จัดการซึ่งเป็นคนไทยควบคุมบริหารทั้งหมด มีการแบ่งหน้าที่เป็นลำดับซับซ้อนขึ้นโดยที่เชื่อว่าทั้งหมดมีกลุ่มทุนต่างชาติอยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ตามเห็นว่าแนวทางแก้ปัญหาเกษตรกรที่เรื้อรังมานานวิธีหนึ่งคือการมีตัวแทนเกษตรกรรายย่อยหรือกลุ่มสมัชชาเข้าไปทำหน้าที่ร่วมกำหนดนโยบายร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นที่มาของการผลักดันร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกร ฉบับภาคประชาชน

นางกิมอัง กล่าวต่อว่า ภาคีฯเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายในประเด็นดังกล่าวที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาในกระบวนของรัฐสภาซึ่งคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยกระทรวงเกษตรฯเป็นผู้เสนอนั้น มีเนื้อหาที่ยังไม่สอดคล้องกับการสนับสนุนด้านสิทธิของเกษตรกร ทั้งการกำหนดนโยบายยังขึ้นตรงกับกระทรวงฯซึ่งส่อให้เห็นว่ามีแนวทางที่ไม่ต่างจากเดิมที่เคยมีมาแล้วก่อนหน้านี้ในภาคราชการ อาจเป็นการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา84(8) ที่ระบุให้มีการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรได้

นายไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะคณะยกร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกร ฉบับภาคประชาชน กล่าวว่า ร่างข้อกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ดำเนินการขึ้นเพื่อนำไปประกบกับร่างของครม.นั้นได้เน้นประเด็นการรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปแบบของสภาเกษตรกร การมีสมัชชาเกษตรกร จากร่างเดิมที่พบว่ายังมีเนื้อหาบางส่วนที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในมาตรา84(4) อาทิ แนวทางในการคัดเลือกสรรหาสมาชิกสภาฯ ที่มีแนวโน้มว่าเอื้อประโยชน์กับตัวแทนกลุ่มธุรกิจและเกษตรกรรายใหญ่มากกว่ารายย่อย โครงสร้างการบริหารยังมีลักษณะที่ไม่เป็นอิสระจากระบบราชการ รวมถึงบทบาทที่ระบุไว้ยังไม่เอื้อต่อการสร้างความเข้มแข็งของขบวนการเกษตรกร

ด้านนายทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในคณะยกร่าง กล่าวว่า สิทธิเกษตรกรที่ระบุไว้ในร่างดังกล่าวต้องประกอบไปด้วยหลักสำคัญ4ประการ ได้แก่ 1.การถือครองปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างมั่นคง 2.การเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะอย่างเพียงพอ อาทิ การปฏิรูปที่ดินชุมชน 3.การรับประกันความมั่นคงในผลตอบแทนที่ควรได้รับ โดยไม่ใช่การประกันราคา 4.การรักษาวิธีการผลิตที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่เน้นหลักในการดำรงชีวิต ให้เกษตรกรมีอาหารบริโภค สามารถกำหนดคุณภาพชีวิตเรื่องอาหารได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงของการแลกเปลี่ยนความเห็นได้มีการพูดคุยกันหลายหลายจากกลุ่มตัวแทนเกษตรกร โดยประเด็นส่วนใหญ่ยังเน้นที่สิทธิที่เกษตรกรจะได้รับ ทั้งการจัดระบบประกันความเสี่ยงของผลผลิตการเกษตร การควบคุมราคาของปัจจัยการผลิต การจัดระบบที่ดินและยุทธศาสตร์ทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปลี่ยนทัศนคติต่ออาชีพเกษตรกรของสังคมส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามกลุ่มเกษตรกรยังมองว่าอาจไม่จำเป็นต้องส่งร่างภาคประชาชนไปประกบ แต่จะยึดตามร่างของกระทรวงฯก็ได้ เนื่องจากเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว หากแต่ต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สอดคล้องตามที่เครือข่ายต้องการ โดยจะส่งตัวแทนไปร่วมในชั้นคณะกรรมาธิการ

จาก : โต๊ะข่าวเพื่อชุมชน สถาบันอิศรา

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลเมืองคอนประชุมสรุปผลการดำเนินงาน



เครือสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดนครศรีธรรมราชจัดการประชุมเพื่อสรุปผลการดำเนินงานและจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปี


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช มีการประชุมเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้วเข้าร่วม 10 ตำบล ประกอบด้วย ต.กะปาง ต.นาสาร ต.ท่าดี ต.ท่าซัก ต.บางนพ ต.โมคลาน ต.ไชยมนตรี ต.ร่อนพิบูลย์ ต.นาทราย และ ต.ท่าเรือ รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) รวมประมาณ 40 คน โดยมีนายช่วน ยอดวิจารณ์ สมาชิกที่ประชุมระดับชาติ ฯ และอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ดำเนินการประชุม


ในช่วงแรกของการประชุมเป็นเรื่องการชี้แจงเป้าหมายของการนัดประชุมซึ่งมีเรื่องหลักเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานและการจัดทำผลการดำเนินงานประจำปีของสภาองค์กรชุมชน และการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานในช่วงต่อไปทั้งในระดับตำบล และระดับจังหวัด

ช่วงที่สอง เป็นการทบทวนเนื้อหา ภารกิจของสภาองค์กรชุมชน โดยนายสามารถ สุขบรรจง และนายสุวัฒน์ คงแป้น เจ้าหน้าที่ จาก พอช.ภาคใต้ ซึ่งได้เน้นย้ำเรื่องของการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนโดยการใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไก และเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงาน ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า สภาองค์กรชุมชนตำบลมีเจตนารมณ์ให้เป็นเวทีในการปรึกษาหารือ ทำเรื่องที่สร้างสรรค์ เช่นการระดมปัญหาเพื่อหาแนวทางแก้ไข การประสานความร่วมมือของคนในชุมชน รวมทั้งมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาตำบลของพี่น้องในชุมชน เป็นต้น ดังนั้น พรบ.สภาองค์กรชุมชนจึงไม่เน้นอำนาจ และไม่มีอำนาจ แต่มีภารกิจที่บัญญัติไว้ เป็นกฎหมายที่เน้นการส่งเสริม และรับรองสถานะของที่ประชุมเครือข่ายองค์กรชุมชน


จากนั้นเป็นการรายงานผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนในแต่ละตำบล ซึ่งมีทั้งที่ดำเนินงานได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ มีการจัดทำแผน การบูรณาการ ประสานงานกับภาคีในพื้นที่ การจัดกิจกรรม และมีการประชุมอย่างต่อเนื่อง เช่นตำบลร่อนพิบูลย์ ตำบลท่าดี ตำบลท่าเรือ และบางส่วนยังไม่สามารถดำเนินงานได้ ซึ่งสาเหตุสำคัญคือความไม่เข้าใจเนื้อหาภารกิจของ พรบ.สภาองค์กรชุมชน รวมทั้งความไม่ลงตัวของการจัดขบวนนำในระดับจังหวัด


ทั้งนี้ในที่ประชุมได้กำหนดให้มีแผนงานเบื้องต้นเป็นการเร่งด่วนคือการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนให้เข้าใจ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รับทราบกันในวงกว้างมากขึ้น สำหรับการประสานงานและรวบรวมเอกสารรายงานผลการดำเนินงานนั้นได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะขึ้นมาชุดหนึ่งมาเป็นคณะทำงานชั่วคราว

ในขณะที่มีรายงานข่าวว่าขณะนี้มีองค์กรชุมชนอย่างน้อย 15 ตำบล ที่ได้รับการส่งเสริมจากศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช กำลังยื่นเอกสารเพื่อขอจดแจ้งจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และมีแผนที่จะประชุมสร้างความเข้าใจและนัดหมายจังหวะก้าวด้วยกันในช่วงต้นเดือนหน้านี้
โดยคาดหมายว่าทั้งสองเครือข่ายดังกล่าวจะมีวงประชุมร่วมกันในกลางเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเป็นที่น่าจับตาว่าจะเป็นจังหวะก้าวและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สภาองค์กรชุมชนฯ สงขลาจัดประชุมสรุปผลการดำเนินงาน

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดสงขลาจัดการประชุมสรุปผลการดำเนินงานในรอบปี และกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงาน
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ที่สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการที่ 12 จังหวัดสงขลา (สสว.12) เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดสงขลาจัดการประชุมตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้วจำนวน 24 ตำบล มีผู้เข้าร่วมการประชุมประมาณ 50 คน ทั้งนี้เพื่อเป็นการสรุปผลการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนตำบลในรอบปีที่ผ่านมา และกำหนดแผนงานร่วมกันในการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชน เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

สำหรับบรรยากาศของการประชุม เริ่มจากการชี้แจงวัตถุประสงค์ การชมวิดีทัศน์กรณีสภาองค์กรชุมชนตำบลต้นแบบของสภาองค์กรชุมชนตำบลควนรู จากนั้นมีการนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานพัฒนาของขบวนภาคประชาชนจังหวัดสงขลา และทบทวนเนื้อหา ภารกิจของสภาองค์กรชุมชน

ช่วงบ่ายมีการรายงานสถานการณ์การดำเนินงานในระดับพื้นที่
(รายละเอียดสามารถดาวน์โหลดได้ โดยคลิ้กที่นี่ครับ)

โดยบรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดี มีการซักถามแลกเปลี่ยนกันอย่างทั่วถึง
จากนั้นได้มีการกำหนดการประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 กันยายน 2552 โดยให้มีคณะทำงานเตรียมการ ประกอบด้วย คุณปาฎิหารย์ , คุณประพาส , คุณระนอง , คุณอานิตย์ , คุณเมธาเมธา และทีมกองเลขาฯ เป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบและการประสานงานการประชุม

นอกจากนี้ยังมีการวางแผน แบ่งทีมรับชอบการสำรวจข้อมูลองค์กรชุมชน เพื่อการรับรองสถานภาพ และการติ
ดตามองค์กรชุมชนที่เคยรับรองสถานภาพเกิน 2 ปี เพื่อใช้ในการวางแผนการพัฒนาองค์กรชุมชน โดยทุกทีมนัดหมายมาสรุปข้อมูลร่วมกัน ทั้งข้อมูลจดแจ้งจัดตั้งสภา
องค์กรชุมชน และข้อมูลองค์กรชุมชนที่จะรับรองสถานภาพในวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ณ สมาคมสวัสดิการภาคประชาชน
ทั้งนี้จังหวัดสงขลา มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล แล้วจำนวน 24 ตำบล โดยตั้งเป้าจะจัดตั้งในปี 2552 ให้ได้ จำนวน 30 ตำบล

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สงขลาติวเข้มทีมขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนตำบล

คณะทำงานส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลา จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการทีมวิทยากรขับเคลื่อนงานสภาองค์กรชุมชน

เมื่อวันที่ 17-18 สิงหาคม 2551 คณะทำงานส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดสงขลา จัดเวทีฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพวิทยากรและแกนนำขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งจัดขึ้น ณ สำนักงานสนับสนุนและส่งเสริมวิชาการที่ 12 สงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ร่วมการฝึกอบรม สามารถกลับไปดำเนินการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคุณพิชญา แก้วขาว นักพัฒนาเอกชนอาวุโส และคุณปาฎิหาริย์ บุญรัตน์ สมาชิกที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนฯ และเป็นคณะทำงานส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดสงขลาเป็นวิทยากรหลัก ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นแกนนำเครือข่ายองค์กรชุมชนที่อาสาเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนเข้าร่วมประมาณ 30 คน

เนื้อหาสาระสำคัญของการอบรมประกอบด้วยการสร้างความเข้าใจเรื่องพัฒนาการที่มา เจตนารมณ์ และเนื้อหาภารกิจของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ.สภาพัฒนาการเมือง นอกจากนี้มีการให้ฝึกปฏิบัติการกระบวนการจัดตั้งตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ตั้งแต่การจัดเวทีสร้างความเข้าใจในระดับพื้นที่ การทำความเข้าใจเรื่องเอกสารการจดแจ้งชุมชน วิธีการในการได้มาของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบล กระบวนการในการจัดการประชุมเพื่อการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล รวมทั้งการเชื่อมโยงกับภาคีในทุกระดับ

ทั้งนี้จังหวัดสงขลามีสภาองค์กรชุมชนตำบลที่จัดตั้งแล้ว 24 ตำบล และมีเป้าหมายที่จะขยายการจัดตั้งเพิ่มในปี 2552 จำนวน 30 ตำบล โดยมีการแบ่งภารกิจการขับเคลื่อนออกเป็น 4 ทีม (4 โซน)

โซนที่ 1 อ. ควนเนียง อ. รัตภูมิ อ. คลองหอยโข่ง และ อ. บางกล่ำ
ผู้รับผิดชอบ นายประพาส บัวแก้ว ,นางวันเพ็ญ นิลวงศ์ ,นายเจือ ธรรมชาติ,นายควง บุญโท,นายชวน แก้วอุทัย,นายสุจิน แก้วบุญส่ง
โซนที่ 2 อ. เมือง อ. หาดใหญ่ อ. นาหม่อม และ อ. สะเดา
ผู้รับผิดชอบ นายปาฎิหาริย์ บุญรัตน์, น.ส พรชนก รัชโนชา ,นางใจดี สว่างอารมณ์ ,นายอุดม แก้วประดิษฐ์
โซนที่ 3 อ. เทพา อ. สะบ้าย้อย อ. นาทวี และ อ. จะนะ
ผู้รับผิดชอบ นางจรรยา แก้วจันทร์ ,นายโมกขศักดิ์ ยอดแก้ว ,นางอำไพ อินทร์ขาว ,นายอุดม ขวัญประสงค์ ,นายสัมพันธ์ อนุสาร
โซนที่ 4 อ.ระโนด อ. กระแสสินธุ์ อ.สทิงพระ อ. สิงหนคร
ผู้รับผิดชอบ นายอานิตย์ พันธุ์คง ,นายระนอง ซุ้นสุวรรณ ,นางลลิตา บุญช่วย ,น.ส สุรีย์รัตน์ ไชยเชื้อ ,นายเรืองวิทย์ ศรีสุวรรณ

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา มีการเปิดเวทีสร้างความเข้าใจกับเครือข่ายองค์กรชุมชนไปแล้วทั้ง 4 โซน และอยู่ระหว่างการดำเนินการจดแจ้ง จัดตั้งในตำบล โดยทางคณะทำงานฯ นัดหมายสรุปผลการดำเนินงานในวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ที่สมาคมสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา


ดาวน์โหลดเอกสารสภาองค์กรชุมชน..คลิ้กที่นี่ครับ

โดย : บ่าวนุ้ย

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

พลังนักต่อสู้ของคน"ลำสินธุ์"จาก"ถังแดง"สู่ "ศูนย์การเรียนรู้"

เหตุการณ์ "ถีบลงเขา เผาลงถัง" หรือ "ถังแดง" ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 2513-2516 หลายคนยังคงจำกันได้ดี เกิดขึ้นใน จ.พัทลุง รัฐบาลขณะนั้นส่งทหารมาตั้งค่ายที่บริเวณบ้านเกาะหลุง หมู่ที่ 1 ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง เพื่อปราบปรามกองกำลังคอมมิวนิสต์ สาขาภาคใต้ และมีการจับตัวสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือบุคคลที่ต้องสงสัยเป็นแนวร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ มาสอบปากคำที่ค่ายแห่งนี้

หากคนไหนให้การไม่เป็นประโยชน์หรือไม่ยอมพูดก็จะถูกซ้อมอย่างทรมาน จนไปถึงการผูกผ้าปิดตานำตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ แล้วก็จะบินต่ำก่อนถีบตกลงมา หากยังไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจ ก็จะจับตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์อีกครั้งแล้วถีบให้ตกลงมาอีก และไม่ว่าจะตายหรือไม่ตายก็จะถูกนำไปยัดใส่ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร แล้วจุดไฟเผา

กระทั่งรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำนโยบาย 66/23 "การเมืองนำการทหาร" เข้ามาใช้ ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น กระทั่งวันที่ 24 ธันวาคม 2534 กลายเป็นวันดับไฟใต้ ที่ จ.พัทลุง

กล่าวสำหรับ ต.ลำสินธุ์ ในปัจจุบัน มีพื้นที่ทั้งหมด 36,239ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่การเกษตร 17,154 ไร่ อาชีพหลักของชาวบ้านคือ เกษตรกรรม

จากพื้นที่ "ถังแดง" ปัจจุบันได้ถูกพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้การจัดการที่เข้มแข็งของกลุ่มเครือข่ายสินธุ์แพรทอง

อุทัย บุญดำ ผู้ประสานงานเครือข่ายสินธุ์แพรทอง กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลง ภาครัฐบาลประกาศใช้นโยบาย "การเมืองนำการทหาร" ชาวบ้านในพื้นที่ที่เข้าป่าไปเป็นสหาย เป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ก็กลับมายังหมู่บ้านหันมาประกอบอาชีพการเกษตร ปลูกผักขาย ทำไร่ ทำสวนยางพารา เลี้ยงสัตว์ และคนในชุมชนเริ่มรวมตัวกันทำมาหากินมากขึ้น

"ความสามัคคีเมื่อครั้งต่อสู่เพื่อประชาธิปไตย ทำให้คนชุมชนรวมตัวแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เอื้ออาทรต่อกัน แกนนำชาวบ้านในชุมชนเรียนรู้ประวัติศาสตร์การเมือง ประวัติศาสตร์การต่อสู่ภาคประชาชน กลายเป็นอุดมการณ์ที่หล่อหลอมความคิดการอยู่ในสังคมด้วยการช่วยเหลือตนเอง การพึ่งพาชุมชน และการให้ความสำคัญกับมวลชนและผู้ใช้แรงงาน"

อุทัยกล่าวต่อว่า ต่อมารัฐบาลเข้ามาสนับสนุนให้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มพัฒนาชุมชน กลุ่มสาธารณสุข แต่ด้วยความไม่พร้อมของชุมชนในการบริหารจัดการกลุ่ม ในช่วงปีเดียวกลุ่มต่างๆ ก็ล้มลง คงเหลือเพียงกลุ่มออมทรัพย์ที่พอจะบริหารจัดการอยู่ได้ แต่ยังมีจุดอ่อนคือ การขาดความรู้ทางบัญชี

"จากจุดอ่อนนี้ทำให้แกนนำเริ่มนำปัญหามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น และศึกษาปัญหาจากกลุ่มอื่นๆ มาพัฒนากลุ่มของตนเอง ทำให้แต่ละกลุ่มเริ่มพัฒนากลุ่มของตนเองอีกครั้ง จนนำมาซึ่งความเข้มแข็งให้กับชุมชน จึงได้จัดตั้งเป็นเครือข่ายสินธุ์แพรทอง เมื่อปี 2544 เพื่อที่จะร่วมพัฒนายกระดับความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดีขึ้นตามแนวทางการพึ่งพาตนเอง"

นายอุทัยกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่เครือข่ายได้ให้ความสำคัญคือ การจัดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานแต่ละกลุ่ม โดยได้รับงบประมาณเสริมความเข้มแข็งจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มาจัดเวทีเรียนรู้ของคนภายในชุมชน

จากเวทีการเรียนรู้ในครั้งนั้น ทำให้ชุมชนค้นพบตนเอง มองเห็นจุดอ่อน จุดแข็งของชุมชน จับมาเป็นแผนแม่บทชุมชน เรียกกันว่า แผนแม่บทเครือข่ายที่รวมคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาของชุมชน ซึ่งได้พบปัญหาที่แท้จริงหลายอย่าง โดยเฉพาะประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ทำการเกษตรที่เน้นการปลูกผลไม้อย่างเดียว แต่ไม่รู้วิธีการขาย ต้องซื้อปุ๋ยซื้อยาและราคาผลผลิตไม่ดี จึงนำมาซึ่งการแก้ปัญหาปรับเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาสู่การเกษตรที่ใช้สารชีวภาพมากขึ้น จนประสบความสำเร็จผลผลิตที่จะขายได้ราคาเพราะเป็นผลผลิตปลอดสารพิษ

"ขณะนี้หลายองค์กรเริ่มเข้ามาศึกษาเรียนรู้การทำงานของเครือข่ายสินธุ์แพรทองมากขึ้น ทำให้ปี 2551 ได้ทดลองเปิดโฮมสเตย์ รับนักท่องเที่ยวพักกับครอบครัวเกษตรกร เพื่อแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ การใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงและเรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน"

นายอุทัยกล่าวต่อว่า กลุ่มที่จะเข้ามาต้องระบุว่าจะเข้ามาเรียนรู้ในด้านใด เพื่อจะได้นำความรู้ไปใช้ได้จริง ตรงนี้เราไม่ได้หวังตัวเงินเป็นหลัก แต่หวังให้คนที่เข้ามาเรียนรู้สามารถนำความรู้แนวคิดการจัดการของกลุ่มเครือข่ายฯจากที่นี่นำกลับไปใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

"วันนี้คนตำบลลำสินธุ์อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีการแบ่งแยกทางการเมือง และคิดไปข้างหน้าเพื่อทำมาหากิน พลังนักต่อสู้ในอดีตแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังในการพัฒนาวิถีชีวิตของชุมชน โดยผสมผสานความรู้ของคนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ดังเป้าหมายที่วางไว้สร้างชุมชนเข้มแข้ง ครอบครัวอบอุ่น สังคมน่าอยู่ ปลุกสำนึกรักถิ่น เข้าร่วมพัฒนา อย่างจริงจัง ที่จะสรรสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สมาชิกทุกคนในชุมชน"

จากคอลัมน์ ฅนของแผ่นดิน

โดย กันยา ขำนุรักษ์

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สำรวจชายฝั่งนคร ค้นบทเรียนการรุกล้ำชายฝั่ง ก่อนจะสายเกินไป

ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนแรง เรามุ่งหน้าจากตัวเมืองนครไปสู่อำเภอปากพนัง เป้าหมายของเราในวันนี้คือ ต้องการดูผลกระทบจากการกัดเซาะของชายหาดแถว ๆ อ.ปากพนังและหัวไทร

ก่อนหน้านี้เราได้รับรู้เรื่องราวของการกัดเซาะเพียงเล็กน้อย ไม่ได้ใสใจอะไรมากนัก คิดว่าคงเป็นเพียงบางจุดเท่านั้น รวมทั้งได้ยินมาว่าพี่น้องชาวบ้านที่ อ. จะนะ และ อ. นาทับ จ. สงขลา ว่าได้ฟ้องกรมเจ้าท่าและพาณิชย์นาวีเนื่องจากได้สร้างท่าเรือและเขื่อนดักทราย จนทำให้ชายฝั่งหายไปหลายร้อยเมตรแล้ว จนชาวบ้านหวั่นเกรงว่าหากยังเดินหน้าต่อไปอาจไม่เหลือชายหาดแน่ ๆ และเราทราบว่าจะมีการก่อสร้างท่าเรือของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งบริเวณชายหาดท่าศาลา เราก็เกรงว่าจะเป็นเหมือนชายฝั่งที่สงขลาหรือไม่


เราตั้งใจจะขับรถย้อนจากปลายแหลมตะลุมพุกขึ้นไปถึงหัวไทร จุดแรกของเราเริ่มที่ แหลมตะลุมพุก ขับรถไปถึงบ้านปลายทราย ผ่านวัดและโรงเรียน เลี้ยวขวาหน้า อบต. ตรงไปบริเวณชายหาด ชายหาดยังคงเงียบเหงาเพราะยังเช้าอยู่ แม่ค้าร้านอาหารทะเลเพิ่งเริ่มเปิดปัดกวาดร้าน ทะเลดูสงบระลอกคลื่นทยอยซัดชายหาดอย่างแผ่วเบา เด็กน้อยสองคนเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน บริเวณนี้ยังมีชายหาดกว้างพอสมควร หาดสะอาดน่าเล่น เหลียวมองดูป้ายจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยวหาดนี้ได้รับการจัดอันดับไว้ ๓ ดาว

เราตรงต่อไปยังปลายแหลมที่มีถนนคอนกรีตประมาณ ๓๐๐ เมตร ที่เหลือเป็นหินคลุกไปจนสุดสภาพถนนดีมาก ระหว่างทางเราเห็นซากต้นสนล้มเป็นแนวยาว รากไม้โผล่ขึ้นมาระเกะระกะ เห็นได้ชัดว่าบริเวณนี้มีการกัดเซาะจนต้นสนใหญ่อายุหลายสิบปีล้มไปหลายต้น และยังเซาะเข้ามาถึงถนนบางช่วง เลยไปผ่านป่าสนใหญ่ร่มครึ้ม ใบสนที่หล่นลงมาค้างตามกิ่งและใบสน เหมือนปุยนุ่นแต่งแต้มก้านกิ่งดูอ่อนนุ่ม เป็นบรรยากาศป่าสนที่สวยงามแปลกตา

ถึงปลายแหลมเห็นแนวสันดอนทรายที่งอกงุ้มเข้ามาทางด้านอ่าวปากพนัง อันเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนตัวของทรายนั้น จะเคลื่อนจากทางทิศใต้และไปทิศเหนือจนเกิดการทับถมกันที่บริเวณปลายแหลม

ย้อนกลับออกมาแวะคุยกับชาวประมงที่บ้านแหลมตะลุมพุก ชาวบ้านบอกว่า ทะเลรุกเข้ามาทุกปี โดยเฉพาะปีหลัง ๆ ๔ - ๕ ปีนี้รุกเข้ามาเร็วมาก พร้อมชี้ให้ดูบ้านที่พังเหลือแต่ซาก และกำแพงวัดที่ก่อเป็นผนังปูนพังไปสองช่วง ทางวัดจึงเอาหินก้อนใหญ่มาวางกั้นตลอดแนว ชาวบ้านบ่นว่าคงต้องอพยพไปอยู่อีกฝั่งของถนน เพราะบ้านที่อยู่ปัจจุบันถูกทะเลรุกเข้ามาทุกที แม้จะรู้ดีว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวน แต่ก็จำเป็นต้องอยู่เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน เราสังเกตเห็นทรายมาทับถมถนนคอนกรีตในหมู่บ้านจนเกือบมิด และไปกองอยู่ใต้ถุนบ้านฝั่งตรงข้ามกับชายหาด ก่อนจากชาวบ้านบอกว่าเดี๋ยวนี้ในหมู่บ้านมีแต่ตัว "จ" กับตัว "ด" เราทำหน้างง ก่อนที่จะเฉลยว่า จ ก็คือ "จน" ด ก็คือ ดอกเบี้ย ไง

จุดต่อมาแวะที่สะพานปลาบ้านหัวถนน ถามชาวบ้านที่มาตกปลาตอนเที่ยง ๆ บอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีเรือมาจอดแล้ว เพราะน้ำตื้น ด้านทิศเหนือต่อจากสะพานไปเห็นแนวชายหาดเว้าเข้าไปอย่างชัดเจน เพราะทรายมาติดอยู่บริเวณใต้สะพาน ซึ่งแม้ว่าสะพานจะทำเสาโปร่งแต่ก็มีทรายทับถมจนเต็ม ดักทรายไว้ไม่ให้เคลื่อนตัวไปได้ เราคุยกันว่าหากสะพานไม่ใช้ประโยชน์แล้วควรจะมีการรื้อถอนเพื่อปรับสภาพชายหาดน่าจะดีกว่าปล่อยไว้แบบนี้

เรามุ่งหน้าไปตามถนนปากพนัง - หัวไทร ระหว่างทางเห็นการกัดเซาะหลายจุด ที่น่าตกใจเมื่อเห็นบางจุดนั้นเดิมเป็นบ่อกุ้งริมชายหาด พอคลื่นซัดจนคันนาพังลงไปน้ำก็ทะลักเข้ามาถึงขอบบ่ออีกด้านในทันที ทำให้เกิดการรุกของน้ำทะเลที่เร็วมาก

บริเวณทางระบายน้ำฉุกเฉินบริเวณบ้านท่าพญา มีการทำแนวคอนกรีตกั้น บริเวณปลายคลองแล้วโค้งเป็นมุมออกไปทั้งสองฝั่ง แต่พนังคอนกรีตโดยกัดเซาะจนแนวพังไปเกือบหมดแล้ว แม้ดินที่ถมไว้หลังแนวพนังก็โดนน้ำซะออกไปเกือบหมด


กำแพงคอนกรีตและทางเดินตัวหนอน

จากจุดนี้ไปจนถึงบ้านนำทรัพย์มีการสร้างกองหินเป็นรูปตัวทีเพื่อกันการกัดเซาะ มาถึงบริเวณ ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง ซึ่งเดิมคลื่นได้ซัดจนเข้ามาถึงถนน ตอนนี้ได้มีการสร้างกำแพงคอนกรีตขนาดใหญ่ ลึกประมาณ ๖ เมตร สูงขึ้นมาประมาณ ๒ เมตร ยาวประมาณ ๒ - ๓ กิโลเมตร และถมหินหน้ากำแพงอีกทีหนึ่ง บริเวณด้านในของกำแพงมีการปูตัวหนอนอย่างสวยงาม แต่มีบางช่วงเริ่มทรุดลงไปแล้ว พวกเราอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไม่ต้องปูตัวหนอนให้เปลืองงบประมาณด้วย เพราะทรายด้านใต้ที่รองรับตัวหนอนย่อมต้องมีโอกาสในการทรุดตัวสูง เพราะความลื่นไหลของทราย และอีกอย่างยังไม่แน่ว่ากำแพงจะกั้นคลื่นได้หรือเปล่า อีกทั้งชายหาดก็ไม่ใช้สถานที่ท่องเที่ยว จะทำให้เปลืองงบประมาณทำไม (ทีชายหาดเดิมสวย ๆ ไม่รู้จักรักษาไว้) ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ

บริเวณชายฝั่งที่ต่อเนื่องกันนอกจากจะมีการทำกำแพงคอนกรีตแล้ว ยังมีการทำกองหินรูปตัวทีด้านหน้าแนวกำแพงอีกชั้นหนึ่งด้วย เรียกว่าต้องทำปราการถึงสองชั้นเลยทีเดียว


ชาวประมงกับสิ่งก่อสร้างใหม่ที่ต้องปรับตัว

มาถึงบ้านต้นสน ต. เกาะเพชร อ. หัวไทร ได้แวะคุยกับชาวประมงพื้นบ้าน เราเห็นร่องรอยการทำกองหินกันคลื่นเพิ่งเสร็จ มีรถแบ๊คโฮ ๒ คัน กำลังเกลี่ยทรายบริเวณชายหาด เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เด็ก ๆ กลุ่มใหญ่เล่นน้ำอยู่บนเว้าหาดเล็ก ๆ ระหว่างกองหินสองกอง ชาวบ้านบอกว่า ประมาณ ๔ ปีแล้วที่คลื่นกัดเซาะรุนแรง เพราะมีการทำเขื่อนกั้นทรายมากหลายที่ โดยเฉพาะคลองชะอวดแพรกเมือง มีเขื่อนยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ทำให้การกัดเซาะที่ชายหาดหัวไทรรุนแรง ชาวบ้านบอกว่าเมื่อก่อนการกัดเซาะเป็นไปตามธรรมชาติ บางปีก็กัดเข้ามา บางปีก็งอกออกไป แต่เดี๋ยวนี้กัดเข้ามาอย่างเดียว

ทางการจึงได้มีโครงการทำกองหินกันคลื่น ตลอดแนวชายหาด ตอนแรกบอกว่าจะทำออกไปจากฝั่งประมาณ ๑๐๐ เมตร ชาวบ้านจึงไม่ว่าอะไร เพราะถือว่าไกลพอแล้ว แต่พอทำจริงเหลือประมาณ ๕๐ เมตร ชาวบ้านเกรงว่าการแล่นเรือเข้าออกจะลำบาก หากคลื่นลมแรงเรืออาจเสียหลักไปชนกองหินได้ ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นแล้ว เท่าทีประมาณดูกองหินน่าจะสูงประมาณ ๓ - ๔ เมตร ฐานกว้างประมาณ ๔ เมตร ด้านบนกว้างประมาณ ๒ เมตร ฐานยาวประมาณ ๓๐ เมตร ด้านบนยาว ๒๖ เมตร

ตามความเห็นของชาวบ้าน อยากให้กองหินมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมประมาณ ๒ เท่า โดยยุบสองกองเหลือกองเดียว และให้มีช่องว่างระหว่างกองมากขึ้นเรือจะได้แล่นเข้าออกไปสะดวก และให้ห่างออกไปจากฝั่งมากกว่านี้ ให้เรือสามารถวิ่งอ้อมได้ เมื่อถามว่าแล้วจะกันคลื่นได้หรือ ชาวบ้านบอกว่าสามารถกั้นคลื่นได้ แต่ทรายจะถูกซัดออกไปหมด

เมื่อเราถามว่าหลังกองหินสามารถเลี้ยงปลาได้หรือไม่ ชาวบ้านบอกว่าเลี้ยงไม่ได้เพราะมีเวลาช่วง ๖ เดือนจะเกิดมรสุม ปลาไม่ทันใหญ่ คลื่นจะซัดแรงจนเรือก็ต้องเอาขึ้นมาจอดบนหาด


ท่าเรือหัวไทร กำแพงกี่ชั้นถึงจะพอ

ผ่านมาถึงท่าเรืออำเภอหัวไทร มีการทำกำแพงคอนกรีตกันคลื่นถึงสองชั้น เพราะชั้นแรกนั้นพังไปแล้ว ด้วยแรงคลื่นกระแทกกำแพงแล้วเซาะทรายข้างล่างทำให้กำแพงทรุดตัวลงและพังในที่สุด ก็ไม่รู้ว่ากำแพงใหม่นี้พังและจะต้องสร้างกำแพงอีกชั้นหรือไม่ สิ่งที่เห็นนี้ได้พิสูจน์ว่า วิธีคิดในการเอาชนะธรรมชาติ ด้วยการเอาของแข็ง ไปกั้นคลื่นนั้นไม่ได้ผล เพราะคลื่นลมมีแรงมหาศาล และไหลซอกซอนกัดเซาะไปได้เรื่อย สิ่งก่อสร้างที่แข็งและปะทะกันแรงคลื่นตรง ๆ จึงไม่อาจจะทนทานได้

จากท่าเรือหัวไทรไปจนถึงคลองระบายน้ำแพรกเมือง บริเวณคลองระบายน้ำมีการทำกำแพงกันทรายยื่นออกไปในทะเลทั้งสองฝั่งยาวประมาณ ๑,๐๐๐ เมตร ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี้คงจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการกัดเซาะตลอดทางที่เราผ่านมา มองไปทางด้านเหนือของปากน้ำเห็นกองหินเป็นแนวยาวสุดสายตา เพราะต้องทำไล่ไปเรื่อย ๆ หากหยุดบริเวณไหนจุดนั้นก็จะถูกัดเซาะ

จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้นมีแนวชายหาดประมาณ ๒๒๕ กิโลเมตร ปัจจุบันนี้ได้รับผลกระทบจากการกัดเซาะและมีการสร้างกองหิน แนวกำแพงจนหมดสภาพเดิมไปแล้วกว่าครึ่ง จึงเป็นคำถามว่าเราจะรักษาชายหาดที่เหลืออยู่เอาไว้ได้อย่างไร

โดย มานะ ช่วยชู/ทรงวุฒิ พัฒน์แก้ว/อุษาวดี ศรีมัง : จากเวป มอส.