จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

งานชิงเปรต ที่ห่างหายไปกับกาลเวลา

โดย : คนใจบกบก

เดือนสิบมาถึงอีกปีแล้วนะ....ช่างมีความสุขเสียเหลือเกิน...ปีนี้จะมีใครกลับมาบ้านนะ ?

เป็นความรู้สึกที่ผมว่าชาวใต้ทุกคน คงมีไม่ต่างจากผมสักเท่าไหร่ ที่สำคัญผมและใครอีกหลายคนอยากให้มีวันทำบุญเดือนสิบเดือนละครั้งน่าจะดี...ว่ากันไปครับ...ผมอุ๊แว้มาลืมตาดูโลกก็สามสิบขวบย่างสามสิบเอ็ดหมาดๆ ก็มองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับงานชิงเปรตของคนใต้บ้านเรา ฟังแล้วน่าใจหายครับ

วันชิงเปรต เป็นกตัญญูของคนไต้เรา...คล้ายวันเช็งเม้งของคนจีน เพราะมีโอกาสได้รำลึกถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับของเราที่มีบุญคุณ สำหรับคนใต้เราแล้วสำคัญยิ่งกว่าวันสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่เสียด้วยซ้ำไป

ทุกครั้งที่จะถึงวันชิงเปรต ทำบุญเดือนสิบ พวกเราจะมีกิจกรรมอยู่อย่างหนึ่งคือ การทิ่ม(ตำ)แป้งข้าวเหนียว เพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับการทำขนมเจาะหู ขนมสะบ้า ไม่ต้องไปซื้อหาแป้งถุงแบบปัจจุบัน ช่างเป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ภายในครอบครัว โดยพ่อแม่ลูกจะนำเอาข้าวเหนียวที่แช่ไว้แล้ว มาตำด้วยครกหินของเพื่อนบ้านข้างเคียง ตำกันไปท่ามกลางแสงจันทร์ (ช่วงนั้นจะใกล้ 15 ค่ำและแรม 15 ค่ำ) ไม่ต้องใช้แสงไฟมาให้ยุ่งยากครับ...สลับกับตำหรือช่วยกันระหว่างครอบครัว แบ่งหน้าที่กันครับ แม่จะคอยแร่งเอาเฉพาะแป้งที่ละเอียดดีจริงๆ ... บรรยากาศแบบนั้นหายากเต็มทีครับ...ส่งผลให้ขนมเดือนสิบสมัยก่อนจะอร่อยเสียเหลือเกิน...นุ่มปาก หมึกแดงไม่มีโอกาสได้กิน

ตอนเย็นก่อนถึงวันทำบุญเดือนสิบ ลูกหลานจะนำเอาขนมเดือนสิบไปเยี่ยมเยือนและมอบแก่ผู้สูงอายุที่เคารพ ผู้หลักผู้ใหญ่จะอวยพรให้อายุมั่นขวัญยืน ...จำได้ดีครับว่า...หากมีผลไม้เช่น ลองกอง องุ่น ส้ม จะเป็นผลไม้ที่ผู้สูงอายุชื่นชอบมากครับ แต่ที่เห็นว่าเป็นที่ถูกใจคือ ลูกหลานของผู้สูงอายุที่ได้รับมอบผลไม้นั่นเอง จะได้กินของอร่อยที่หมายตามมานาน เพราะในสมัยก่อนผลไม้ประเภทนี้นะจะหากินยาก นานๆจะได้กินกับเขาสักที เดี๋ยวนี้พัฒนาไปก้าวไกลเสียเหลือเกินบางบ้านนำกระเช้าของขวัญไปมอบให้ มีอาหารเสริมซุปไก่สกัด รังนกสกัดมาแทนที่ผลไม้อันมีคุณค่า

สำหรับที่บ้านก่อนถึงวันชิงเปรตนั้น ญาติที่อยู่ห่างไกลจะกลับมาบ้าน จะได้มานั่งทานข้าวร่วมกัน พูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบกัน นอนใกล้ๆกันพูดคุยกันยันสว่าง แต่สมัยปัจจุบันนั้น วงเหล้าเข้ามาแทนที่ส่วนใหญ่มักมีการตั้งวงกันเกือบทุกบ้านเลยก็ว่าได้...แต่ละครอบครัวจะตื่นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อหุงหาอาหารแกงคั่วไก่หน่อไม้(แกงขาประจำของงานเดือนสิบ)

ตอนเช้าของวันที่รอคอย พวกเราจะไปวัดเพื่อร่วมชิงเปรต ในอดีตนับว่าเป็นวันสำคัญในไม่กี่วันในรอบปี ที่พวกเราจะพยายามหาเสื้อผ้าที่ใหม่หรือเป็นเสื้อลูกเกย(เสื้อตัวเก่ง)จัดเตรียมไว้พิเศษสำหรับวันนี้เฉพาะ ซักและรีดอย่างดีครับ ออกจากบ้านแต่เช้าด้วยการเดินไปด้วยกันพร้อมกับปิ่นโตสำหรับถวายพระและขนมสำหรับตั้งร้านเปรตปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เห็นได้ในปัจจุบันนั้นคือ ทุกบ้านจะนำรถยนต์ราคาแพงมาอวดกัน กลายเป็นงานมอเตอร์โชว์ที่ไบเทคบางนาขนาดย่อมๆก็ว่าได้ นี่ไม่มองที่คนที่ไปวัดนะ เพราะแต่ละคนมักจะใส่เฟอร์นิเจอร์ไปอย่างเมเหนี่ยวเลยละ ...ทองหยอง สร้อยคอ กำไร แหวนเพชรวงเบ่อเร่อ ...กลายเป็นงานแสดงอัญญมณีราคาแพง ฟังแล้วเสียว...ไม่ใช่อะไรหรอกครับกลัวจะถูกฉกชิงวิ่งราวจากโจรผู้ร้าย...ความพอดีขาดหายไปจากคนปัจจุบัน

นี่ไม่นับเวลาพระสวดมนตร์หรือแสดงธรรม ที่พบว่าคนที่ไปวัดคุยกันเสียงดังยิ่งกว่าเสียงพระสงฆ์องคเจ้าเสียอีกบรรยากาศเลยขาดความขลังลงทันตาเมื่อเทียบกับอดีต เมื่อก่อนยังจำได้ว่าคนไปวัดจะนั่งสวดมนตร์และฟังธรรมอย่างตั้งใจ...เงียบกริบ..ก่อเกิดสมาธิ...มีโอกาสนั่งเงียบๆทบทวนตนเองและตั้งจิตปวารนาตนที่จะประพฤติตนตามหลักธรรม

ลานเปรตจะมี 2 ที่ คือ นอกวัดสำหรับเปรตบาปหนาไม่สามารถเข้ามาในวัดรับส่วนบุญได้ และลานเปรตในวัด สำหรับเปรตที่พอมีบุญกุศลอยู่บ้าง สามารถเข้ามารับส่วนบุญในวัดได้ ถึงเวลาชิงเปรตสนุกครับ เพราะจะมีผู้ใหญ่จะนำเอาไม้มาตีมือเด็กที่พยายามจะหยิบของบนลานเปรตก่อนพระสงฆ์จะฉันภัตตาหาร เด็กก็จะกลัวครับไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อมไปหยิบของที่หมายปอง เมื่อก่อนของวางบนลานเปรตจะไม่มีเหลือครับ...เพราะคนที่ไปวัดจะนำเอาอาหารที่เหลือจากลานเปรตกลับไปบ้าน นำไปให้ลูกหลานกินกันทั่วหน้าจะได้เจริญรุ่งเรือง ค้าขายร่ำรวย นำขนมต้มไปติดกับต้นไม้จะทำ ให้ต้นไม้ออกลูกดกดี แต่ในขณะนี้นั้นพบว่า ของบนลานเปรตถูกทิ้งเหลือไว้เป็นขยะ คนไปวัดมิได้ใยดีนำกลับไปทำประโยชน์อีกแล้ว...เป็นโจทย์ที่ยังขาดการจัดการที่ดีพอ ...สำหรับให้เราคงครุ่นคิดกันต่อ

เทศกาลชิงเปรตก็ผ่านไปอีกปีแล้วนะ...ปีหน้าถึงได้เจอกันอีก ...ในใจหนึ่งก็ตั้งตารอคอยการมาถึงอีกครั้งของเทศกาลชิงเปรต แต่อีกใจก็ใจหายว่าความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมจะทำลายประเพณีที่ดีงามเหล่านี้ให้พังทลายลง... จนไม่มีให้ลูกของเราได้ศึกษา หรือมีก็จะกลับกลายเป็นรูปแบบที่ขาดแก่นสารของประเพณี...ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหันมาพูดคุยให้จริงจังและช่วยกันจัดการกับประเพณีทีดีๆแบบนี้ให้คงมีมนตร์ขลัง...

จากคอลัมต์ : งานเขียนคน คนเขียนงาน http://songkhlahealth.org

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ จัดทำแผนงานเชิงรุก


เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2552 ณ อาคารประชุม ตลาดสีเขียว อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นสำนักงานของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ มีการประชุมกรรมการเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้ โดยเป็นการประชุมติดตามผลการดำเนินงานของเครือข่ายพื้นที่ การพิจารณากรอบแผนการดำเนินงานของเครือข่าย และการเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมพ่อครัวใหญ่เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก 4 ภาค ในช่วงปลายปีนี้

ในที่ประชุมมีการสรุปผลการดำเนินงานในระดับพื้นที่ และสรุปผลการจัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายอื่นโดยเฉพาะการเข้าร่วมจัดงานมหกรรมสมุนไพรระดับชาติ เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับประเด็นหารือที่สำคัญ คือการยกร่างแผนงานเชิงรุก โดยเฉพาะการขับเคลื่อนงานโดยใช้พื้นที่เชิงนิเวศเป็นตัวตั้ง และใช้ยุทธศาสตร์นำ โดยเฉพาะกรณีแผนงานของกลุ่มพื้นที่เทือกเขาภูเก็ต (ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี ) ซึ่งมีพื้นที่เครือข่ายอยู่ใน 16 ลุ่มน้ำย่อย รวมทั้งแผนการยกระดับงานพื้นที่รูปธรรมและการรุกเชิงนโยบาย เช่น การปกป้องพื้นที่ผลิตอาหาร โดยการให้ความรู้กับเกษตรกรและเตรียมเสนอร่าง พรบ.คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม การติดตาม พรบ. สภาเกษตรกรฯ เป็นต้น ทั้งนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงความสมบูรณ์ของแผนงาน

นอกจากนี้ยังได้มีการหารือเรื่องของการเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมพ่อครัวใหญ่ (แกนนำ) เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก 4 ภาค ในระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายน 2552 ที่ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมราว 100 คน

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

ผู้แทนสำนักงบประมาณ และตัวแทนกระทรวง พม.ลงพื้นที่ดูงานสวัสดิการชุมชนสงขลา

นายวีระ มานะตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มกระทรวงการพัฒนาสังคม สำนักงบประมาณ และคณะ รวมทั้งผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่จังหวัดสงขลาเพื่อดูงานการจัดสวัสดิการสังคม ก่อนหนุนงบประมาณส่งเสริมตามนโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์

เมื่อวันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2552 ที่สมาคมสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา นายวรเสรฐฎ์ ชูแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ นายสามารถ สุขบรรจง เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานพื้นที่ พอช.สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ และคณะกรรมการสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา ร่วมต้อนรับตัวแทนสำนักงบประมาณ และตัวแทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษ์ ซึ่งลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลการจัดสวัสดิการชุมชนโดยภาคประชาชน ทั้งนี้สืบเนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศให้การจัดสวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ และได้อนุมัติงบประมาณสบทบกองทุนสวัสดิการชุมชนแล้ว 727.3 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อกำหนดระเบียบวิธีการสนับสนุนงบประมาณ จึงได้มีการลงพื้นที่เพื่อดูรูปแบบการดำเนินงานของกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยเลือกพื้นที่จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่กรณีศึกษา

นายวรเสรฐฎ์ ชูแก้ว ได้นำเสนอภาพรวม พัฒนาการและการดำเนินงานการจัดสวัสดิการชุมชนในภาคใต้ นายอุดม แก้วประดิษฐ์ นายกสมาคมฯ และนายโมกขศักดิ์ ยอดแก้ว เลขานุการสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของเครือข่ายสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทเพื่อจัดสวัสดิการชุมชนจังหวัดสงขลา และมีการเปิดให้มีการอภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม

ช่วงบ่าย ได้เดินทางลงพื้นที่รูปธรรมเพื่อดูงานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา

นายวีระ มานะตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มกระทรวงการพัฒนาสังคม สำนักงบประมาณ กล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจแทนชาวสงขลา ที่มีสวัสดิการที่จัดการกันเองเพื่อพึ่งตนเอง และมีประสิทธิภาพ ตนและคณะที่มาวันนี้เพื่อศึกษาดูงาน รูปแบบของการจัดสวัสดิการของชาวบ้าน ทั้งนี้เพื่อจะได้กำหนด รูปแบบวิธีการในการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป.

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2552

ปัญหาเดิมยังไม่แก้...กฟผ.คิดจะสร้างโรงไฟฟ้าแห่งที่สอง ที่จะนะอีก !!??

สร้างโรงไฟฟ้าจะนะ 2 ส่อเค้ามีปัญหา

จากตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทางการไฟฟ้าฝ่าผลิต(กฟผ.)และโรงไฟฟ้าจะนะ ได้โหมการประชาสัมพันธ์ถึงความภาคภูมิใจว่าโรงไฟฟ้าจะนะเป็นโรงไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่มากที่สุดเพราะไม่มีกระแสคัดค้านในพื้นที่ แต่ในวันนี้การดำเนินโครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าที่สองคงไม่ง่ายนัก หลังจากเริ่มดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็นมาหลายครั้งเริ่มมีกระแสไม่ยอมรับจากชุมชนมากขึ้น เช่น ที่บ้านป่าชิงพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า เนื่องจากการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าจะนะที่ผ่านมาส่งผลกระทบกับชุมชนทั้งเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ปรากฎการณ์คัดค้านมากขึ้นในเวทีรับฟังความคิดเห็นการศึกษาผล กระทบสิ่งแวดล้อม โครงการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าจะนะ โรงที่สอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมาตามกำหนดการจะจัดขึ้นที่ลานประดู่บ้านควนมีด ต้องเลื่อนไปใช้ห้องประชุมโรงเรียนชุมชนวัดควนมีด ต.คลองเปียะ อ.จะนะ จ.สงขลา จัดตั้งแต่เวลา 13.00 น. มีผู้เข้าร่วมประมาณ ๑๐๐คน โดยมีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)จำนวนมากเข้าร่วมเวที และมีตัวแทนทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและเป็นหนึ่งในทีมศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และอาจารย์สนั่น เพ็งเหมือน อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และคณะซึ่งเป็นทีมศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าร่วมในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น



อ่านรายละเอียดของข่าว คลิ้กที่นี่ครับ

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2552

ชุมชนคนใต้ สัมมนากำหนดแผนอยู่เย็นเป็นสุขภาคใต้


คณะทำงานเฉพาะประเด็นแผนพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กรณีภาคใต้ ร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้(กป.อพช.ใต้)และเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้ จัดเวทีร่วมกำหนดแผนพัฒนาอยู่เย็นเป็นสุขภาคใต้ ณ ห้องประชุมแกรนด์คอนเวนชั่น โรงแรมแกรนด์ปาร์ค อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

นางศยามล ไกยูรวงศ์ รองประธานคณะทำงานเฉพาะประเด็นแผนพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กรณีภาคใต้ กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้จัดทำร่างแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน กำหนดแผนการพัฒนาไว้ 4 ประการสำคัญ ได้แก่ หนึ่งพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงชายฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย สองพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวฝั่งอันดามันระดับโลก โดยมีเกาะภูเก็ตเป็นศูนย์กลาง
สามการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และประการสุดท้าย การเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนภาคใต้กับเขตเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย

นางศยามล กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้ประชาชนในภาคใต้เข้ามามีบทบาทกำหนดทิศทางการพัฒนาร่วมกันภายใต้ข้อมูลศักยภาพของพื้นที่ เพื่อไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ก่อให้เกิดดุลยภาพทั้ง 4 ด้าน คือ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การลดความขัดแย้งในสังคม และเป็นประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ประกอบกับพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 4 ว่าด้วย สมัชชาสุขภาพ มาตรา 40-45 จึงกำหนดให้มีเวทีร่วมกำหนดแผนพัฒนาอยู่เย็นเป็นสุขภาคใต้

การจัดเวทีครั้งนี้มุ่งหวังให้เกิดการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอจากทุกภาคส่วนเชิญผู้เข้าร่วมประชุมจากแต่ละจังหวัดจะประกอบด้วย ผู้แทนชุมชน ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน หอการค้าจังหวัด และนักธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เพื่อเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนต่อการกำหนดแผนพัฒนาบนฐานการพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ร่างข้อเสนอเชิงนโยบายในประเด็น แผนพัฒนาที่ยั่งยืนบนฐานการพึ่งตนเอง เสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในโอกาสต่อไป

สำหรับข้อสรุปจากเวที
ได้กำหนดวิสัยทัศน์ การพัฒนาในภาคใต้(Vision ) ประชาชน ชุมชนภาคใต้อยู่เย็นเป็นสุข
ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่พึงประสงค์ (เน้นการพัฒนาคน)
1. รู้จักตน ครอบครัว ชุมชน รู้อดีต ปัจจุบัน ทรัพยากรสิ่งมีค่า
2. รู้จักสิทธิหน้าที่ รัฐธรรมนูญ รู้เท่าทันสถานการณ์ประเทศ โลก รู้บทเรียนพัฒนาที่ล้มเหลว และสรุปบทเรียน
3. การศึกษาที่ต้องทำให้คนอยู่กับบ้าน ทำมาหากินในท้องถิ่น ทรัพยากร มรดกวัฒนธรรม ภูมิปัญญา (ปัญหาการศึกษาปัจจุบัน การศึกษาในระบบจำนวนครู อาจารย์ 750,000 คน ต่อ นักเรียน นักศึกษา 1.5 ล้านคน สอบตกทุกวิชา (ไม่ผ่าน 50 % ของคะแนน) โดยเฉพาะในภาคใต้

แนวทางและกลไกการขับเคลื่อน
1. ควรสร้างกลไกการเชื่อมโยงบุคคล ข้อมูล สภาองค์กรชุมชน กับกลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติระดับจังหวัด
2. ให้สภาองค์กรชุมชนตำบล สรุปแนวทางจัดการปัญหาสาธารณะและนำมาสรุปเวทีจังหวัด สอดประสานกับสมัชชาเชิงประเด็น/เชิงพื้นที่
3. เวทีประชุมกำหนดทิศทางข้อเสนอต่อนโยบายร่วมกันระดับจังหวัด (อปท. สจ. สส. สว. ภาครัฐร่วม)
4. คณะทำงานร่วมกันคัดเลือกจากองค์กรภาคีแกนสมัชชา/สภาองค์กรชุมชนเป็นตัวแทนจังหวัด
5. คณะทำงานร่วมวงกับสมัชชาภาคและที่ประชุมสภาองค์กรระดับภาค นำเสนอแผนพัฒนาภาคใต้ (ต่อพรรคการเมือง , สภาพัฒน์, รัฐบาล)
6. ให้หยุดแผนพัฒนา โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง ของสภาพัฒน์ก่อน จนกว่าจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนข้อเสนอ 1-5

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

เครือข่ายทรัพยากรเมืองคอน จัดประชุมพิจารณ์แผนฯ

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2552 มีการประชุมเครือข่ายองค์กรชุมชนด้านการจัดการทรัพยากรของจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ ตำบลนาเรียง อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีเป้าหมายเพื่อพิจารณาแผนแม่บทการจัดการทรัพยากรของเครือข่ายองค์กรชุมชน และจัดทำแผนปฏิบัติการของพื้นที่
โดยในที่ประชุมได้มีการนำเสนอร่างแผนยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรทั้งระบบ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประมวลมาจากแผนงานของพื้นที่ โดยเปิดให้มีการซักถามแลกเปลี่ยน เพิ่มเติม และแก้ไขเนื้อหาในร่างแผนฯ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ยุทธศาสตร์หลัก ประกอบด้วย การพัฒนาและเชื่อมโยงองค์กรชุมชน , การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ , การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร , การป้องกันรับมือภัยพิบัติโดยชุมชน , การส่งเสริมพลังงานทั้งเลือก และการเชื่อมโยงชุมชนและการประสานภาคี

ทั้งนี้ในที่ประชุมยังมีตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทน อบจ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย

นายชินวัฒน์ สุวรรณเลิศ ตัวแทนคณะทำงานยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “แผนฯ นี้เป็นแผนการดำเนินงานร่วมกันของพี่น้องเครือข่ายองค์กรชุมชน จ.นครศรีธรรมราช กิจกรรมหลายอย่างพี่น้องสามารถดำเนินการได้เลย โดยแจ้งปฏิทินงานพื้นที่มาที่ทีมประสานกลางของจังหวัด เพื่อจะได้ลงไปหนุนช่วย ส่วนบางแผนงานหรือบางกิจกรรมเราต้องทำร่วมกับภาคีหน่วยงาน ซึ่งเราจะเอาแผนฯ นี้ไปนำเสนอด้วยเพื่อบูรณาการและทำงานร่วมกัน งบประมาณจาก พอช.จะเป็นงบสนับสนุนในการขับเคลื่อนงาน ส่วนงบกิจกรรมในพื้นที่เราต้องประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งประเมินดูแล้วไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเท่าที่คุยกันเค้าก็ให้ความสนใจที่สนับสนุนอยู่แล้ว”

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ตัวแทนไปปรับปรุงแผนฯให้สมบูรณ์ และประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการแผนฯต่อไป

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

งานสมัชชาสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ กำหนดจัดการประชุมสมัชชาสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้ เพื่อสรุปบทเรียน ระดมความคิดเห็น สร้างการเมืองภาคพลเมือง และเสนอแนวทางพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืน

คณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้ กำหนดจัดเวทีประชุมสัมมนาเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ หรือการประชุมสมัชชาสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ ณ โรงแรมวัฒนาปาร์ค อ.เมือง จ.ตรัง ในระหว่างวันที่ 23-24 กันยายน นี้

นายวิวัฒน์ หนูมาก ประธานคณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้ กล่าวว่า ตามที่พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 มาตรา 21 กำหนดให้สภาองค์กรชุมชนระดับตำบลรวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนท้องถิ่นเสนอต่อองค์การปกครองระดับตำบล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่น หากเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่า ส่งผลกระทบมากกว่าระดับตำบล มาตรา 27 กำหนดให้จัดให้มีการประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนระดับตำบลเพื่อนำเสนอปัญหา ข้อเสนอแนะต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับจังหวัด หรือหน่วยงานราชการระดับจังหวัด
นอกจากนี้ในมาตรา 32 ยังกำหนดให้จัดประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล เพื่อรวบรวมปัญหาของชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลโดยตรง

นายวิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสถานการณ์ภาคใต้ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หรือสภาพัฒน์ ได้จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจะมีการพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล พัฒนาอุตสหกรรมเหล็ก ปิโตรเคมี พลังงาน พัฒนาชายฝั่งอ่าวไทยเพื่อการขุดเจาะปิโตรเลียม เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในภาคใต้ และทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นคณะอนุกรรมการประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้ จึงจัดให้มีเวทีสรุปบทเรียนผลกระทบด้านการพัฒนา และระดมความคิดเห็นของพี่น้องเพื่อเสนอต่อที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล เพื่อเสนอต่อรัฐบาลให้ปรับแก้แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมภาคใต้ไปสู่ความยั่งยืน ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่น.