จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

สปกช.จัดเวทีระดมความเห็นหาแนวทางการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร

สปกช.จัดเวทีระดมความเห็นหาแนวทางการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคมภาคใต้ตอนล่าง

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2553 ที่โรงแรมเอเชี่ยน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคม (สปกช.) ได้จัดให้มีการประชุมแนวทางการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชน และสังคมภาคใต้ตอนล่าง เพื่อเป็นกรอบ แนวทางในการดำเนินงานของ สปกช. โดยมีผู้เข้าร่วมเป็น ตัวแทนเกษตรกรในภาคใต้ตอนล่าง นักวิชาการ ตัวแทนหน่วยงานรวมทั้งภาคีต่างๆและ ตัวแทน สปกช. รวมประมาณ 50 คน

ทั้งนี้ ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา ผู้อำนวยการ สปกช. ได้แนะนำองค์กร โดยสรุปว่า “สำนักงานส่งเสริมการปฏิรูประบบเพื่อคุณภาพชีวิตเกษตรกร ชุมชนและสังคม(สปกช.) ก่อตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี และมีการสนับสนุนการดำเนินการจาก สสส.โดยมีภาคีเครือข่ายภาคเกษตร ภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเกษตรกรรมยั่งยืน การรักษาความมั่นคงทางทรัพยากรและอาหาร นักวิชาการและภาคการเมือง ร่วมบูรณาการระบบการเกษตรใหม่ร่วมกันทั้งระบบ อาทิ ระบบการผลิต การตลาด การเงิน ทิศทางความร่วมมือจากต่างประเทศ การอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การศึกษา กฎหมาย เป็นต้น”

โดยขณะนี้ สปกช. อยู่ระหว่างการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อตรากฎหมายรองรับสถานภาพของสปกช. ซึ่งบทบาทของ สปกช. จะมีหน้าที่ศึกษาสถานการณ์ หาแนวทางแก้ปัญหา และเสนอนโยบาย กฎหมายที่เหมาะสมต่อรัฐบาล รวมให้เป็นหน่วยงานให้ความรู้วิชาการเกษตรแก่ประชาชน ส่งเสริมการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างบทเรียน ข้อเสนอแนะ และเผยแพร่ข้อมูล นวัตกรรม การรณรงค์สร้างจิตสำนึกเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย สุขภาวะที่ดีของผู้ผลิตและผู้บริโภคอาหาร และสร้างการมีส่วนร่วมให้เกษตรกรไทยเข้ามามีบทบาทหามาตรการแก้ไขปัญหา เพราะถึงเวลาที่ต้องปฏิรูประบบเกษตรเพื่อให้ประเทศไทยพ้นวิกฤต

ทั้งนี้ในเวทีได้มีการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอต่อกระบวนการขับเคลื่อน โดยให้มีการประสานภาคีทุกภาคส่วน ในการพัฒนาระบบเพื่อแก้ไขปัญหาของเกษตร โดยในเบื้องต้นได้มีการตั้งคณะประสานงานขึ้นมาชุดหนึ่ง ในการประสานงานเพื่อการขับเคลื่อนงาน

เทศบาลนครสงขลาเตรียมจัด "ถนนคนเดิน เพลินกินของหรอย ย้อนรอยบ่อยาง"


เมืองสงขลาเป็นเมืองแห่งอารยธรรม เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและทรงคุณค่า มีร่องรอยเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรม โบราณสถานโบราณวัตถุ วิถีชีวิตชุมชน อาหารพื้นบ้าน เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวชมเมือง และนอกจากนี้ สงขลายังมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สงบ งดงาม

ดังนั้น เพื่อเป็นการเผยแพร่เอกลักษณ์ของเมืองสงขลาในย่านเมืองเก่า ด้านสถาปัตยกรรมโบราณ และเป็นการสืบทอดวิถีชีวิตชุมชน อาหารพื้นบ้านดั้งเดิม เทศบาลนครสงขลาจึงจัด โครงการสงขลาแต่แรก "ถนนคนเดิน เพลินกินของหรอย ย้อนรอยบ่อยาง" อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและสร้างสีสันการท่องเที่ยว และเป็นการกระจายรายได้ให้กับชาวจังหวัดสงขลา โดยจะมีการเปิดตัวโครงการฯ 6-11 เมษายน 2553 และมีพิธีเปิดการจัดงานอย่างเป็นทางการ 8 เมษายน 2553 จากนั้นจะมีกิจกรรมต่อเนื่อง ทุกสัปดาห์ในวันศุกร์และวันเสาร์

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

ม่านหมอกความรุนแรงที่บ้านกูจิงลือปะ...ตราบาปในหัวใจที่ยากจะเลือน

“กูจิงลือปะ” เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ใน ต.เฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เขตติดต่อกับ ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เช่นกัน มีประชากรอาศัยอยู่ 1,128 คน 194 ครัวเรือน นับถือศาสนาอิสลาม 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่เป็นพื้นที่ติดภูเขา ทำให้สมาชิกในหมู่บ้านล้วนประกอบอาชีพทำสวนยางพารา มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่เลือกทำนาและสวนผลไม้

เดิมทีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไม่เป็นที่รู้จักของคนภายนอกแม้แต่น้อย กระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่มีกลุ่มคนร้ายจับตัวและรุมทำร้าย ครูจูหลิง ปงกันมูล กับ ครูศินีนาฎ ถาวรสุข ครูสาวไทยพุทธ 2 คนของโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ จนสุดท้ายครูจูหลิงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า ถือเป็นข่าวโหดร้ายและสะเทือนสังคมไทยมากที่สุดในปี 2549 นั่นแหละจึงทำให้หมู่บ้านกูจิงลือปะเป็นชื่อที่ติดปากคนทั่วไป

และแน่นอนว่าย่อมทำให้สังคมภายนอกมองคนที่หมู่บ้านแห่งนี้ในแง่ลบ

“เวลาเกิดเหตุยิงกันที่ตลาดตันหยงมัส หรือที่ตัวอำเภอระแงะ คนส่วนใหญ่มักจะพูดกันทำนองว่า คนร้ายก่อเหตุแล้วหนีเข้ามาในกูจิงลือปะ หรือไม่ก็ว่าคนร้ายมาจากกูจิงลือปะ จะมีเสียงพูดถึงบ้านกูจิงลือปะทำนองนี้แทบทุกครั้งที่เกิดเหตุ” เป็นความรู้สึกของ มะดารี มาเยาะดาเซะ ผู้ใหญ่บ้านกูจิงลือปะ ที่สะท้อนถึงความน้อยใจและไม่สบายใจต่อสายตาของสังคมที่เพ่งมองยังหมู่บ้านและลูกบ้านของเขา

“คนทั่วไปชอบมองบ้านกูจิงลือปะในแง่ลบมาตลอด หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายครูจูหลิง อย่างล่าสุดมีครูถูกยิงเสียชีวิตที่ ต.กาลิซา ก็พูดกันอีกว่าคนร้ายเป็นคนกูจิงลือปะ คนร้ายมันหลบหนีมาทางบ้านกูจิงลือปะ ชาวกูจิงลือปะออกไปทำธุระในตลาดได้ยินคำพูดแบบนี้เสมอจนรู้สึกไม่สบายใจ”

ในฐานะผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในพื้นที่มานาน มะดารี ยืนยันว่า ไม่มีคนร้ายหลบเข้ามากบดานในกูจิงลือปะ หรือคนกูจิงลือปะไปเป็นคนร้ายแน่นอน

“หากคนร้ายเป็นคนกูจิงลือปะจริง หรือใช้เส้นทางหลังก่อเหตุหลบหนีเข้ามายังพื้นที่ เราก็ต้องรู้ ต้องเห็นตัวคนร้ายแล้ว เพราะตลอดเส้นทางมีฐานทหารและด่านตรวจของ ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) เยอะไปหมด แม้แต่ที่กูจิงลือปะเองก็มี ชรบ.ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจตลอด 24 ชั่วโมง ฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนร้ายหลบหนีเข้ามา”

มะดารี บอกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครูจูหลิงเมื่อกลางปี 2549 หมู่บ้านกูจิงลือปะก็ไม่เคยเกิดเหตุร้ายขึ้นมาอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพิ่งจะมาเกิดเมื่อเดือนทีแล้ว คือเหตุการณ์ใช้อาวุธสงครามยิง นางเจ๊ะแมะ หะแย กับ น.ส.บาราตี ลาบอ บุตรสาว เสียชีวิตขณะออกไปกรีดยางเท่านั้น

"เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายมาก ทำได้แม้กระทั่งผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้” มะดารี ระบายความรู้สึก

การสังหารได้แม้กระทั่งผู้หญิง โดยที่ผู้ตายไม่เคยมีเรื่องกับใคร ยกเว้นถูกออกหมายจับในคดีครูจูหลิง ทำให้เกิดความกลัวและหวาดระแวงอย่างมากในหมู่บ้าน
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553

เมื่ออนาคตของสงขลาจะเป็นดั่งมาบตาพุด

การพัฒนาจังหวัดสงขลาสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรมแบบมาบตาพุด
โดย: สุรัตน์ แซ่จุ่ง


จังหวัดสงขลาถูกกำหนดการทิศทางการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลภาคใต้ รูปแบบเดียวกับโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก(นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง) จุดเริ่มต้นของการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก คือโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้า และท่าเทียบเรือน้ำลึก ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญในการรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม
ซึ่งมีการย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว เนื่องจากประเทศเหล่านั้นได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น กรณีการเกิดโรค “มินามาตะ”

หลังจากการก่อเกิดของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะประมาณ ๒๕ ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมหนักประเภทปิโตรเคมี ปัจจุบันก่อปัญหามลพิษ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพให้กับคนระยอง จนกระทั่งนำไปสู่การฟ้องศาลปกครองเพื่อประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ และการสั่งระงับโครงการที่กำลังจะลงทุนเพิ่มเติม

ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมาสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ วางแผนให้จ.สงขลาเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในอนาคต และมีความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่ายได้แก่ ไทย- มาเลเซีย - อินโดนีเซีย อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

กลุ่มรักษ์คลองชีร่วมฟื้นฟูลุ่มน้ำตรัง

ภาคประชาชนลุ่มน้ำตรังจัดแข่งแรลลี่เรือแคนู บวชป่าริมน้ำ สร้างสำนึกฟื้นฟูทรัพยากรชุมชน ผู้ว่าฯตรังชื่นชมพลังภาคประชาชน พิทักษ์สายน้ำตรัง

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2553 องค์กรฟื้นฟูท้องถิ่น ระบบนิเวศน์สายน้ำคลองชี ร่วมกับ อำเภอวังวิเศษ เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำตรัง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม”แรลลี่ แคนู ฟื้นฟูสายน้ำคลองชี” ณ ลานกีฬาเทศบาลวังวิเวษ และคลองชี หมู่ที่ 4 ต.วังมะปรางเหนือ อ.วังวิเวษ จ.ตรัง โดยมีนายไมตรี อินทุสุต ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังเป็นประธานพิธีสงฆ์สืบสะตาสายน้ำ ปล่อยพันธุ์ปลา ปล่อยเรือแคนูแข่งขันแรลลี่ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการกิจกรรมการอนุรักษ์คลองชี และลุ่มน้ำตรัง

นายไมตรี กล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ภาคราชการ จะไปยืนเป็นแถวหลังคอยสนับสนุน แล้วให้บทบาทองค์กรภาคประชาชนเป็นแถวหน้าในการดำเนินกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรชุมชน กิจกรรมที่เกิดขึ้นที่นี่ ตลอดจนความร่วมมือของชุมชนอย่างแข็งขันในการอนุรักษ์ฟื้นฟูสายน้ำเป็นตัวอย่างที่ดีให้ชุมชนต่างๆในลุ่มน้ำตรังได้ยึดเป็นแบบอย่าง ตั้งแต่กิจกรรมสร้างจิตสำนึก จัดกิจกรรมสร้างการเรียนรู้ให้กับเยาวชน การอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วมีภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมส่งเสริม “และเมื่อทุกชุมชนได้ร่วมกันทำเช่นนี้แล้วก็จะรวมเป็น ภูมิใจรักษ์ พิทักษ์สายน้ำตรัง”ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังกล่าว

สำหรับคลองชีนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสายน้ำสาขาแม่น้ำตรังที่มีความยาว 123 กิโลเมตร ในอดีตคลองชีประสบปัญหาวิกฤตหนักถึงขั้นน้ำในลำคลองแห้ง มีการตัดไม้ทำลายป่าบริเวณเขานอจู้จี้ ในเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นต้นน้ำของคลองชี ต่อมาชาวชุมชนในลุ่มน้ำคลองชีจึงได้ร่วมกันฟื้นฟู จัดทำป่าชุมชนต้นน้ำ เฝ้าระวังตรวจป่า และรักษาความสะอาดในสายน้ำ จนคลองชีกลับคืนสู่สภาพปกติ การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างจิตสำนึกต่อเนื่องในการฟื้นฟูคลองชีและอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมชุมชน โดยในการแข่งแรลลี่เรือแคนู ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำการบวชป่าต้นไม้ริมน้ำคลองชี การจัดการละเล่นพื้นบ้าน การแสดงมะโนราห์ รำวงย้อนยุค

โดย สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์

ชาวบ้านสีสอน ประสานมือ ลุยสายน้ำ ร่วมกันสร้างฝาย

นายพินิจ ฤทธิกาจน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านสีสอน ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ นำสมาชิกของชมรมล่องแก่งถ้ำศรีเกษร ที่จัดตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของชาวบ้านสีสอน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และชาวบ้านที่สนใจ ร่วมมือร่วมแรงกันในการสร้างฝาย เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพพื้นที่ตำบลเขาพระ มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งจากสายน้ำคลองรัตภูมิที่มีความสวยงาม ถ้ำศรีเกสรที่มีประวัติตำนานที่น่าสนใจ ความมหัศจรรย์ภายในถ้ำ ตลอดจนมีผลไม้รสชาติหวานอร่อยตลอดทั้งปี รวมไปถึงความพร้อมของชาวบ้านที่ร่วมแรงร่วมใจกันให้เกิดกิจกรรมขึ้นในพื้นที่

การสร้างฝายน้ำล้นในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นฝายชะลอน้ำกึ่งถาวร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตามแนวพระราชดำริ ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นการกั้นและชะลอน้ำในลำคลอง โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่นกิ่งไม้ ก้อนหิน ทรายในคลองกั้นชะลอขังอยู่ในพื้นที่นานพอที่จะให้พื้นที่รอบๆ ได้ดูดซึมไปใช้ เป็นการฟื้นฟูพื้นที่ให้เกิดความชุ่มชื้นมากพอที่จะทำให้สวนผลไม้ สวนสมุนไพรริมฝั่งเติมโตได้อย่างสมบูรณ์ขึ้น และนอกจากนี้ยังเป็นการขุดลอกคลองที่มีความตื้นเขินให้ลึกขึ้นมีผลต่อการขยายพันธ์ของสัตว์น้ำ ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำได้อีกด้วย

นอกจากนี้แล้วฝายน้ำล้นยังสามารถใช้ทดน้ำ ให้มีระดับสูงพอที่จะดึงน้ำไปใช้ในคลองส่งน้ำได้ในฤดูแล้ง ใช้เป็นแหล่งเก็บน้ำ สำหรับประชาชนในพื้นที่ไว้ใช้เพื่ออุปโภค บริโภค ทำการเกษตรในฤดูแล้งๆ ที่สำคัญที่สุดยังเป็นการอนุรักษ์น้ำเพื่อส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวล่องแก่งได้อีกทางหนึ่ง
ประมวลภาพกิจกรรม คลิ้กที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผีเสื้อถิ่นใต้ขยับปีกบิน

สายลมเย็นพัดโชยมาแต่เช้าตรู่ เมฆเทาฉาบทาแต้มระบายไปเต็มผืนฟ้า เป็นสัญญาณการหวนคืนของลมใต้พร้อมความชุ่มชื่นจากห้วงน้ำใหญ่อันดามัน แสงเงินแสงทองรำไรเหนือขุนเขาตะวันออก สกุณาเริ่มบินออกจากรวงรัง ขณะเสียงไก่ขันคลอเคล้านกเขาคูแว่วไกลจากดงไม้ชายทุ่ง จังหวะชีวิตปักษ์ใต้บ้านเราตื่นรับวันใหม่อีกครา

นับแต่ท่านพุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลาราม (ไชยา) ประกาศว่า ธัมมิกสังคมนิยม เป็นทางรอดสังคมไทย ศีลธรรมของเด็กเยาวชนคือสันติภาพของโลก และการเดินตามก้นฝรั่งคือความโง่ คนใต้จำนวนไม่น้อยได้ฉุกคิดและดิ้นรนสืบค้นความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของชุมชน และพบว่าในความสุขสบายที่โลกาภิวัฒน์หยิบยื่นให้กลับแฝงเร้นไปด้วยด้านมืดเชิงทำลายไว้อย่างน่ากลัวยิ่ง

ขบวนคนใต้ผู้ไม่ยอมเป็นเหยื่อจึงพากเพียรดั้นด้นไปตามเส้นทางการพึ่งตนเองแม้ต้องผ่านความยากลำบากและเหน็ดเหนื่อย ชุมชนคีรีวง (ลานสกา) ชุมชนไม้เรียง (ฉวาง) ชุมชนประมงพื้นบ้านสองฝั่งทะเล อ่าวไทยและอันดามัน ชุมชนรักษ์ป่าต้นน้ำริมเทือกเขาบรรทัด ชุมชนคนลุ่มน้ำหลังสวน-คลองยัน อู่ตะเภา สายบุรี เทพา แม่น้ำตรัง และลุ่มทะเลสาบสงขลา ตลอดถึงลุ่มน้ำตาปีและลุ่มน้ำกระบุรี-ละอุ่น (ระนอง) ปรากฏตัวจริงเสียงจริงของผู้ไม่สยบยอมด้านมืดของโลกาภิวัฒน์ในดินแดนด้ามขวานมากมาย อาทิ พงศา ชูแนม, จินดา บุญจันทร์, ประยงค์ รณรงค์, บุญธรรม เทิดเกียรติชาติ, บู นวลศรี, ลัภย์ หนูประดิษฐ์, ชบ ยอดแก้ว, อัมพร ด้วงปาน, พิศิษฐ์ ชาญเสนาะ, บรรจง นะแส, พิชญา แก้วขาว, กาจ ดิษฐาอภิชัย, สมเจตนา มุนีโมไนย ฯลฯ รวมถึงผู้จากไปก่อนกาล เช่น เชื้อ กาฬแก้ว, เปลื้อง คงแก้ว, ธีระฑัต ศรีไตรรัตน์, กนกพงศ์ สงสมพันธุ์, เจริญ วัดอักษร ฯลฯ และอีกมากมายทั้งที่ยังคงเคี่ยวกรำงานอยู่และล่วงลับไปแล้ว
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่