จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

2 ปี 3 เดือน สภาองค์กรชุมชน…. สังคมไทยต้องได้รับการปฎิรูปโดย “พลังชุมชน”

นับแต่มีกระบวนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 นับได้ว่าล่วงเลยมาได้ประมาณ 2 ปี 3 เดือนแล้ว กระบวนการแก้ปัญหาที่เกิดจากชุมชนฐานรากก็มีความเด่นชัดขึ้นเป็นลำดับทั้งการประกอบอาชีพเพื่อดำรงชีวิต การจัดการที่ดินโดยชุมชน หนี้สิน หรือการจัดสวัสดิการชุมชนช่วยเหลือกันภายในชุมชน และการมีสภาองค์กรชุมชนตำบล จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสังคมที่เกิดจากพลังรวมหมู่ที่ก้าวเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ นักวิชาการจาก สถาบันการจัดการทางสังคม (สจส.) ระบุว่า การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชนจึงต้องเริ่มจากพลังชุมชน และค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งด้านเกษตร การจัดการทรัพยากร การดูแลสุขภาพ งานหัตถกรรม เด็ก สตรี ได้รับการพูดถึงมากขึ้น ประชาธิปไตยท้องถิ่น ภูมิปัญญา สิทธิชุมชน สวัสดิการชุมชน การจัดการความรู้ การศึกษาทางเลือก ต้องทำให้สิ่งเหล่านี้ชัดขึ้นเรื่อยๆและสร้างเรื่องเหล่านี้ให้เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมโดยใช้เครื่องมือ “สภาองค์กรชุมชน” ซึ่งสิ่งที่เราทำในขณะนี้ก็จะสามารถไปส่งผลต่อการปฏิรูปประเทศไทยเช่นกัน ดังนั้นชุมชนต้องสร้างพลังจากเรื่องต่างๆ ที่เป็นจุดดีของแต่ละพื้นที่ที่ได้นำเสนอจากการระดมความคิดจากการแบ่งกลุ่มย่อย แล้วผลักดันไปสู่การฟื้นฟูและพัฒนาเชื่อมโยงพลังในชุมชนเอง โดยยกระดับสภาองค์กรชุมชนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้แล้วสถาบันพอช. มีหน้าที่สนับสนุน เพื่อให้เกิดการขยายให้เต็มประเทศ แล้วส่งผลต่อการสร้างนโยบายจากล่างขึ้นบนและชุมชนต้องไปช่วยดูในการร่างแผน 11 เพราะต้องมีการดูแลร่วมกันในทุกๆ ระดับ

สภาองค์กรชุมชน เป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบแนวราบ แบบรวมหมู่ พลังรวมหมู่นี้เองจะเป็นกระบอกเสียงไปต่อรองกับระบบรัฐ นักการเมือง เป็นพลังที่รวมปัญญา รวมมวลชน สร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ให้ชุมชนเป็นหลัก เป็นขั้นตอนจากล่างขึ้นบนโดยเริ่มจากชุมชน สร้างสภาองค์กรชุมชนให้เข้มแข็ง รวมพลังหน่วยงานภาคีต่างๆ ดันขึ้นไปข้างบนและทำไปในทิศทางที่ชุมชนท้องถิ่นต้องการ
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เวที “สานเสวนาเพื่อลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ”

เครือข่ายอนุรักษ์และพัฒนา ลุ่มน้ำรัตภูมีร่วมกับ ภาคีเครือข่าย ขอเชิญเข้าร่วมเวที “สานเสวนาเพื่อลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ” วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ณ สำนักสงฆ์เกาะบก ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เริ่มตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ น.เป็นต้นไป

ในเวทีมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิเช่น เสวนาเรื่องเล่าคนลุ่มน้ำ เสวนาพันธุกรรมและความมั่นคงทางอาหาร และการขับเคลื่อนกติกา/ธรรมนูญร่วมของคนลุ่มน้ำ ดนตรีกวีศิลป์โดยศิลปินพื้นบ้าน บูธนิทรรศการ หลากหลาย!!

ร่วมเรียนรู้และกำหนด ทางเลือกทางรอดของเราได้ในงาน

อย่าลืม! อย่าพลาด ! พบกันที่ สำนักสงฆ์เกาะบกใน วันและเวลาดังกล่าว
ดูรายละเอียด กำหนดการ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

“โรดแมพ” คนชายแดนใต้ ร่วมฟื้นไทยจากซากหักพัง

เหตุการณ์จลาจลเผาเมืองที่กรุงเทพฯและอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ภายหลังรัฐบาลใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้สังคมไทยทั้งสังคมต้องย้อนกลับมาใคร่ครวญถึงต้นตอของปัญหา และมองไปข้างหน้าร่วมกัน

ถึงเวลาที่ทุกคนทุกฝ่ายจะต้องผสานมือเพื่อปฏิรูปประเทศไทย สร้างชาติใหม่ที่ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขความอยุติธรรม ที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งทั้งมวล

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายแขนงในภาคใต้ และพี่น้องประชาชนชาวรากหญ้าจากชายแดนใต้ เพื่อร่วมเสนอ “ทางออก” ที่จะเป็น “โรดแมพ” หรือ “แผนที่เดินทาง” เพื่อฟื้นประเทศไทยจากซากปรักหักพัง

ซึ่งนักรัฐศาสตร์ได้แนะเยียวยาไม่เลือกฝ่าย สร้างความมั่นคงบนความสมานฉันท์ และเร่งสร้าง"พื้นที่ปลอดภัย" ด้านผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่า การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่กรุงเทพฯ มีความคล้ายคลึงกับการเยียวยาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ ต้องปลดชนวนสองมาตรฐาน และสื่อต้องปรับตัว ส่วนรากหญ้า ชี้ต้องปฏิรูปจิตสำนึก อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ในวงล้อมคลื่นไล่ล่าทำลายล้าง

โดย : สายลม อันดามัน (นสพ.คนตรัง)

และแล้วประชาธิปไตยไทยในปากอสรพิษยุคต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ก็มิอาจหลบเลี่ยงหายนะจากคมเขี้ยวและน้ำพิษแห่งความแบ่งแยกแตกขั้ว ความอวดดี มีทิฐิมานะ อัตตาบ้าระห่ำของเหล่าวรรณะผู้นำทางการเมืองการปกครอง ที่มีจิตสัญชาตญาณสัตว์คึกคะนองพองโตไปได้ ภาวะกลียุคมิคสัญญีจึงต้องบังเกิดขึ้นในใจกลางกรุงเทพมหานคร นี่คือความจริงของวันนี้

นับแต่อดีตสู่ปัจจุบันขบวนคนการเมืองผู้มีความใคร่ ใฝ่คว้าอำนาจและความทยานอยากในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ผ่านโครงสร้างระบบการเมืองการปกครอง ต่างเร่งสนองแรงขับเคลื่อนภายในของตนจากระดับปัจเจกบุคคล สู่กลุ่มเครือข่ายอย่างเป็นระบบ การรวมตัว การซ่องสุมผู้คน การจัดตั้งกองกำลัง กองทัพ การฝึกฝน การวางแผนยุทธศาสตร์ การกำหนดยุทธวิธี และท้ายสุดก็คือการเคลื่อนกองกำลังสู่การหักล้างทำลายและโค่นล้มแย่งชิงอำนาจกันเป็นคำตอบสุดท้าย

นับแต่อดีตจากมหาสงครามแห่งดินแดนรอบทะเล เมดิเตอร์เรเนียน สู่ชมพูทวีป ดินแดนภารตะผ่านสุวรรณภูมิ หงสาวดี กรุงศรีอยุธยา ไปจรดมหาอาณาจักรจีนและญี่ปุ่นทางโพ้นทะเลตะวันออก การโจมตีด้วยหินและไฟ การต่อสู้ประหัตประหาร ดำเนินไปภายใต้จิตแห่งความเคียดแค้นชิงชัง จิตแห่งความโลภและความหลงลำพอง ที่เร่งเร้าผู้คนให้เดินทางเข้าสู่กองทัพและสนามรบราฆ่าฟันด้วยความฮึกเหิม กระเหี้ยน กระหือรือเสมอมา และเมื่อช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกลาญ ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ทรัพย์สิน บ้านเรือนถูกบุกรุกทำลาย ไฟหายนะจะถูกจุดและกระพือโหมให้ไหม้ลาม เคลื่อนวิบัติฉิบหายขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้คำประกาศแห่งความชอบธรรมและอุดมการณ์ทางการเมือง....

ขณะที่ความตึงเครียดของขั้วความขัดแย้งกำลังทวีความรุนแรงสู่จุดระเบิด ผู้กำลังรอเที่ยวบินไปสนามบินดอนเมือง ต่างพากันเฉยเมยต่อคำเรียกร้องการยืนตรงเคารพธงชาติ ณ เวลาแปดนาฬิกา สื่อทีวีช่องต่างๆ กำลังสนุกเพลิดเพลินกับสุดยอดละครชิงรักหักสวาท สลับกับเกมโชว์มหาสนุกอย่างไร้สำนึกต่อสถานการณ์วิกฤตล่มสลายของชาติเยี่ยงไร นักวิชาการ นักกิจกรรม พากันทยอยออกมาเสนอความคิดความเห็นกันสับสน อลหม่าน แต่สงสัยว่าคนช่วยคิดจะช่วยทำด้วยหรือไม่ หรือเพียงดีแต่แหลงเท่านั้น

เสียดาย สังคมไทยวันนี้ จิตเมตตา และจิตศาสนา ไม่มีพื้นที่สำหรับการขับเคลื่อนร่วมสร้างสันติสุขภาวะเสียแล้ว การพลัดหลงสู่กระแสธารของคลื่นรุนแรงไล่ล่าทำลายล้างจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงๆ

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คนสตูลไม่ปลื้มการถมทะเลเขตอุทยานหมู่เกาะเภตรา

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมโรงเรียนกำแพงวิทยา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ได้มีเวทีเสวนาเรื่อง ถมทะเลอุทยานเภตราสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราสู่นิคมอุตสาหกรรม โดย สภาพัฒนาการเมือง ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสตูล ร่วมเป็นเจ้าภาพ วิทยากรรับเชิญ มี นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อาจารย์อาภา หวังเกียรติ มหาวิทยาลัยรังสิต นายบุญเอก แซ่จุ่ง ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน และมีตัวแทนภาครัฐประกอบด้วย ผู้แทนอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ผู้แทนกรมเจ้าท่าจังหวัดสตูล เป็นวิทยากรร่วมเสวนาเพื่อให้สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองและบุคคลที่สนใจกว่า 100 คนได้รับทราบข้อมูล ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและการเท่าทันสถานการณ์แก่ตัวแทนองค์กรชุมชน-ประชาสังคมต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดสตูล

วิทยากรผู้ร่วมอภิปรายได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุมอย่างน่าสนใจ เริ่มจากอาจารย์อาภาฯ ม.รังสิต มองว่าการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราถ้าเกิดขึ้นจริงมันจะส่งผลกระทบต่อคนสตูลอย่างรุนแรง โดยยกตัวอย่างนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้เห็นว่ามีผู้ได้รับผลกระทบเกิดโรคทางเดินหายใจ โรคมะเร็ง และอีกหลายโรคที่ตามมาอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และถ้าคนสตูลยอมรับโครงการนี้เท่ากับยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง นายบุญส่งฯ กล่าวว่าการถมทะเลตัวเองไม่เห็นด้วยเพราะเป็นโครงการที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม ในเรื่องข้อมูลข่าวสารและข้อมูลเชิงลึก จึงยากต่อการตัดสินใจในโครงการนี้
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จังหวะก้าวสู่ ชุมชนเข้มแข็ง สังคมน่าอยู่

18 พ.ค. 2553 สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตรัง ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนจังหวัดตรัง จัดการประชุมร่วมกับแกนนำชุมชนในพื้นที่นำร่อง ณ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์เทศบาลนครตรัง เวลา 08.30–16.30 น. เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับศูนย์บริหารจัดการหมู่บ้านแบบบูรณาการ (ศบม.)

19 พ.ค. 2553 นายชัยพร จันทร์หอม แจ้งว่าสถาบันการจัดการระบบสุขภาพภาคใต้ (สจรส.) กำหนดประชุมร่วมคณะทำงานระดับภาคและจังหวัด เพื่อการเตรียมดำเนินงานโครงการ สสส. เปิดรับทั่วไปและการจัดงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ จังหวัดกระบี่ เดือนสิงหาคม ศกนี้ เวลา 09.00–16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 9 โรงแรมโกลเด้นคราวน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

23-25 พ.ค. 2553 คุณสามารถ สุขบรรจง เจ้าหน้าที่ พอช.ภาคใต้ แจ้งว่าจะมีการสัมมนาผู้ที่ได้รับการสนับสนุนโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถชุมชน(ประชาสังคม) ที่ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 จังหวัดสงขลา

25–26 พ.ค. 2553 คุณศยามล (นก) ไกยูรวงศ์ กพจ.ภาคประชาสังคม แจ้งว่าจังหวัดตรังกำหนดปรับแผนพัฒนาจังหวัดอย่างบูรณาการ ปี 2555-2556 ภายใต้วิสัยทัศน์ “สวรรค์แห่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เมืองแห่งการเรียนรู้ พัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน” โดยจัดให้มีเวทีแปลงแผนสู่ปฏิบัติให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคม นี้ สำหรับประเด็นเด็ก เยาวชน ครอบครัว กำหนดจัดเวที 25 พ.ค. ณ ห้องประชุมหอสมุดเฉลิมพระเกียรติฯ ตรัง (เวลา9.00-15.00 น) ประเด็นการศึกษากำหนดจัดเวที 26 พ.ค. ณ โรงเรียนวัดไทรงาม ต.นาตาล่วง อ.เมือง จ.ตรัง เวลา (13.00–16.30 น.)

27 พ.ค. 2553 คุณสามารถ สุขบรรจง เจ้าหน้าที่ พอช.ภาคใต้ ในฐานะกลุ่มศึกษาวิถีชาวนาภาคใต้ แจ้งว่าจะมีการประชุมคณะทำงานเพื่อเตรียมการจัดงานสมัชชาวิชาการชาวนาจังหวัดพัทลุง ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง 10.00 น.เป็นต้นไป

28-30 พ.ค. 2553 คุณกัลยทรรศน์ ติ้งหวัง เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค จ.สตูล แจ้งว่าภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และเอกชน ร่วมกันจัดงาน “รวมพลังสมัชชาสร้างสุข สานฝันปันใจให้เด็กเยาวชน ครอบครัว จังหวัดสตูล ครั้งที่ 1 ณ สนามเทศบาลตำบลกำแพง อ.ละงู จ.สตูล

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

“นักวิชาการ~คนสามจังหวัด จชต.” กระตุกรัฐดูบทเรียนชายแดนใต้ หยุดใช้กำลังที่กรุงเทพฯ

ความรุนแรงและความสูญเสียจากเหตุจลาจลและการก่อวินาศกรรมถี่ยิบในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ “คนเสื้อแดง” ทำให้หลายฝ่ายเหลียวมองพื้นที่ขัดแย้งที่เต็มไปด้วยความรุนแรงมานานกว่าครึ่งทศวรรษอย่างสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยเฉพาะบทเรียนของการจัดการปัญหาที่มีรากฐานจากเรื่องความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และความอยุติธรรม ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังเลือกใช้วิธีการ “ปราบปราม” คล้ายคลึงกับที่ปฏิบัติมาอย่างเนิ่นนานที่ชายแดนใต้

คำถามคือเป็นวิธีการที่ถูกต้องแน่หรือ?

ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) กล่าวว่า รัฐบาลน่าจะหันกลับมามองปัญหาภาคใต้ และเรียนรู้บทเรียนที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับสถานการณ์ในกรุงเทพฯ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดหรือสร้างบาดแผลในระยะยาว

"เรื่องของการใช้กำลังทหารมันดีในระยะสั้น สามารถคุมเหตุการณ์ได้เร็ว แต่จะสร้างบาดแผลไปอีกนาน และเป็นแผลกลัดหนองเหมือนภาคใต้ที่รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที ขณะนี้ที่กรุงเทพฯยังเปรียบเสมือนเป็นแผลสดอยู่ ทำอย่างไรที่จะให้เกิดความสมานมันท์ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรังเหมือนที่สามจังหวัด หากรัฐบาลเลือกแนวทางใช้ความรุนแรง จะเกิดความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และยากที่จะเยียวยาให้กลับคืนเหมือนเดิม"

ดวงยิหวา บอกว่า ขณะนี้หลายคน หลายฝ่ายมองอนาคตของประเทศไทยแตกต่างกัน ทั้งสถานการณ์ภาคใต้และกรุงเทพฯ แต่ก็แบ่งได้เป็น 2 แนวทางหลักๆ คือ 1.ควรประนีประนอมและเปิดการเจรจากัน กับ 2.ใช้กองกำลังจัดการแบบเบ็ดเสร็จ

“คำถามก็คือหากใช้กองกำลังปราบปรามแล้วจบ ทำไมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่จบ ทั้งๆ ที่ผ่านมา 6-7 ปีแล้ว ขณะนี้กรุงเทพฯกำลังตามมา และร้ายแรงไม่ต่างสามจังหวัดเลย พูดถึงฝ่ายตรงข้ามรัฐ สามจังหวัดอาจจะมีประเด็นเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ขณะที่กลุ่ม นปช.มีประเด็นเรื่องอำมาตย์ ไพร่ สองมาตรฐาน ความยากจน ประเด็นเหล่านี้จบได้ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือ ตอนนี้ทางออกของประเทศมืดมิดมาก แต่ความหวังเพียงอย่างเดียวคือทั้งสองฝ่ายต้องหันมาคุยกัน ไม่ใช่ตั้งแง่กัน ได้คืบจะเอาศอก”

นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี กล่าวอีกว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับกรุงเทพฯขณะนี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย ถ้ารัฐบาลให้พื้นที่ทางความคิด และจริงใจที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม ก็มีโอกาสที่สถานการณ์จะจบลงได้ด้วยดี

ดวงยิหวา ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุรุนแรงในลักษณะการก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา น่าแปลกใจที่หลายๆ เหตุการณ์คล้ายคลึงกับภาคใต้ ทั้งในแง่อาวุธที่ใช้และวิธีการ เช่น การยิงอาร์พีจีถล่มคลังน้ำมันที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ขณะที่ระเบิดคาร์บอมบ์ใกล้กับโรงพัก สภ.เมืองปัตตานี เมื่อเดือนที่แล้วก็เจอหัวจรวดอาร์พีจีในรถ แต่บังเอิญไม่ระเบิด หรือคาร์บอมบ์ที่ จ.นราธิวาส ซึ่งใช้ถังดับเพลิงและถังแก๊ส ล่าสุดก็ไปพบการวางระเบิดลักษณะเดียวกันนี้ที่รามอินทรา (ซอยรามอินทรา 34 กรุงเทพฯ) ด้วย

“ดูแล้วมันอดสงสัยไม่ได้ แต่เราไม่มีหลักฐานอะไรแน่ชัด ก็ไม่อยากพูดไปก่อน แต่อยากบอกว่าหลายฝ่ายก็สังเกตกันอยู่ว่าทำไมลักษณะการก่อเหตุมันคล้ายกันเหลือเกิน”

นายนิมุ มะกาเจ นักวิชาการด้านศาสนา และอดีตรองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯขณะนี้ รัฐบาลต้องเข้มแข็ง ต้องยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย การจะแก้ปัญหาลักษณะนี้ได้ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และภาคประชาชน แต่ปัญหาคือรัฐบาลกำลังโดดเดี่ยวหรือไม่ และมีอำนาจสั่งการที่แท้จริงหรือเปล่า

“เหตุการณ์วุ่นวายในกรุงเทพฯ มีทั้งระเบิด ยิง เผา เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดมาหมดแล้วในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากนี้น่าจะทำให้สังคมไทยเข้าใจคนสามจังหวัดมากขึ้นว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หนักขนาดไหน”

ส่วนทางออกของประเทศนั้น นายนิมุ กล่าวว่า ยังมองไม่ออกเลย แต่หลักๆ ก็มีอยู่ 2 แนวทาง คือจบเร็วแต่มีความสูญเสียมาก กับจบช้าแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่สูญเสียน้อย ซึ่งเป็นวาระที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ไม่เฉพาะรัฐบาล

ขณะที่ นายนิมะนาเซ สามะอาลี นายกสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย (ยมท.) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯกับภาคใต้เป็นคนละอย่างกัน กรุงเทพฯคือประเด็นความอยุติธรรม การใช้สองมาตรฐาน ส่วนปัญหาสามจังหวัดเป็นเรื่องของการแบ่งแยก ทางออกตอนนี้รัฐบาลต้องเปิดการการเจรจา เพราะการเจรจาคือการยุติปัญหาที่ดีที่สุด

ส่วนรูปแบบการก่อวินาศกรรมหรือการประกอบระเบิดในกรุงเทพฯหลายๆ เหตุการณ์คล้ายคลึงกับในภาคใต้นั้น นายกสมาคมยุวมุสลิมฯ มองว่า ก็อาจจะมีบ้าง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มเดียวกันทำ เพราะไม่มีหลักฐาน

นายทะนง ไหมเหลือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ลำพยา อ.เมือง จ.ยะลา กล่าวเช่นกันว่า แม้ปัญหาที่กรุงเทพฯกับภาคใต้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่สามารถนำบทเรียนจากภาคใต้ไปเป็นแบบอย่างได้ ปัญหาที่หนักที่สุดในขณะนี้คือการกระทำแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายอำนาจรัฐอย่างยิ่ง

และท้ายที่สุดก็ขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐนั่นเองว่าจะเลือกแนวทางใด !?


จาก : โต๊ะข่าวภาคใต้ ศูนย์ข่าวอิสรา