จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จากแนวคิด “น้ำมันข้ามโลก” ยก ‘ESB’ ไปไว้ใต้กลายเป็น ‘SSB’ (1)

การผลักดันให้สร้าง “สะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล” หรือ “Land Bridge (แลนด์บริดจ์)” อย่างเร่งรีบของรัฐบาลในเวลานี้ มีเรื่องให้ต้องจับตาใกล้ชิดอยู่ไม่น้อย เพราะได้สร้างผลกระทบให้ปรากฏแล้วต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะที่ข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานรัฐก็เป็นไปแบบกระท่อนกระแท่น ไม่ค่อยจะมีความชัดเจน แถมมีความพยายามที่จะแยกส่วนโครงการเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปเสนอต่อประชาชน จนสร้างความสับสนให้แก่ผู้คนจำนวนมาก

แท้ที่จริงแล้ว แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ถือเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานหลัก อันประกอบไปด้วย ท่าเรือน้ำลึกรองรับผลผลิตทางอุตสาหกรรมทั้งในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แล้วเชื่อมกันด้วยถนน เส้นทางรถไฟ ท่อน้ำมันและท่อก๊าซ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด “โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้” หรือที่เรียกกันว่า “โครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard : SSB)” อย่างเต็มระบบนั่นเอง

การเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเลภาคใต้ของไทยคือ อ่าวไทยกับอันดามัน มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ต้องการขุดคลองเชื่อมกันด้วยยุทธศาสตร์ทางการทหารเป็นหลัก แต่สุดท้ายก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการสร้างแลนด์บริดจ์เพื่อยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจแทนที่ในเวลานี้

ความที่ภูมิประเทศทางภาคใต้ของไทยเราเป็นลักษณะด้ามขวานยื่นออกไปกางกั้น ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือกับมหาสมุทรอินเดีย ทำให้การขนส่งสินค้าข้ามซีกโลกต้องไปใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดาและช่องแคบลอมบอก แต่ที่เป็นที่นิยมและมีระยะทางสั้นสุดคือ ช่องแคบมะละกา ซึ่งต้องผ่านน่านน้ำทางทะเลของสิงคโปร์และมาเลเซีย

หลายทศวรรษมาแล้วที่ “น้ำมัน” กลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของโลก อีกทั้งทุกประเทศในโลกก็ถือเป็นยุทธปัจจัยทางการทหารที่สำคัญยิ่ง
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จากอาชีพสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟู 'บ้านปากรอ' พ้นความจน

ตำบลปากรอ อำเภอ สิงหนคร จังหวัดสงขลา จัดเป็นพื้นที่ระดับตำบลที่ยากจนที่สุดของจังหวัดสงขลา ซึ่งในอดีต ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ ทำประมง แต่เนื่องจากปัญหาเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้กระทบกระเทือนต่ออาชีพประมงจนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลุกขึ้นมาช่วย กันคิดหาหนทางแก้ไข ซึ่งนี่เองคือจุดเริ่มต้นของโครงการ “จากอาชีพสู่การอนุรักษ์”

ทวีวุฒิ สังข์ศิริ นายอำเภอสิงหนคร เล่าประวัติความเป็นมาของโครงการพัฒนาอาชีพฯ ว่า เริ่มแรกเน้นรูปแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่การทำเกษตรผสมผสาน เช่น การเลี้ยงปลากะพงขาวและปลาทับทิม การปลูกผักปลอดสารพิษ ฯลฯ แต่ต้องประสบปัญหาและอุปสรรคหลายด้าน ได้แก่ สภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินเปรี้ยว PH 4.5, การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลามีคุณภาพน้ำเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ทำให้ทรัพยากรน้ำชนิดต่าง ๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ตกต่ำ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังเกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2548 ทำให้การประกอบอาชีพ ของชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมาก ชาวปากรอจึงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนแปลงจากการเน้นด้านอาชีพมา สู่การอนุรักษ์สร้างชุมชนให้น่าอยู่ด้วยการริเริ่ม “โครงการจากอาชีพสู่การอนุรักษ์” ในปี 2551 โดยมีหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนเข้ามาช่วยหาทางแก้ไข จนปัจจุบันประชาชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ จากการติดตามผลสำเร็จพบว่าไม่มีชาวตำบลปากรอครัวเรือนใดตกเกณฑ์ความจำเป็น ขั้นพื้นฐาน (จปฐ.) หรือเกณฑ์ความยากจนเลย
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย หนึ่งในกระบวนแก้ปัญหาชายแดนใต้

ปัญหาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มิใช่มีเพียงแค่ปัญหาของความรุนแรง ความขัดแย้ง ทางภาษา หรือวัฒนธรรม ยังมีปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องการให้รัฐช่วยแก้ไขอย่างเร่งด่วนอีกหลายอย่าง เช่น ความเป็นอยู่ อาชีพ อาหารการกิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และอีกปัจจัยที่เป็นความต้องการของคนในพื้นที่ และทั่วประเทศ คือ บ้านที่อยู่อาศัย

โครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน โดยชุมชน ที่ทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นโครงการที่ให้ครัวเรือนที่ยากจนที่มีปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย ได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถที่จะขจัดปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินได้

แต่โครงการนี้มีเป้าหมายปัญหาเฉพาะพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในส่วนของที่อยู่อาศัยจำนวนทั้งสิน 100,000 ครัวเรือน ระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปี 53-55 โดยเฉพาะในปีนี้เป้าหมายในการสร้างที่อยู่อาศัยตั้งไว้ที่จำนวน 24,000 ครัวเรือน

นราธิวาส เป็นจังหวัดที่ได้รับการนำเสนอจากสื่อเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทาง พอช. รับผิดชอบ นายอารีย์ เจ๊ะโซ๊ะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พอช. จังหวัดนราธิวาส ได้บอกเล่าเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการว่า

เราเห็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ มันเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญที่สุด การที่จะมีบ้านสักหลังโดยเฉพาะคนยากคนจนมันเป็นเรื่องที่ยากมาก เราเลยผลักดันโครงการนี้ไปยังรัฐบาล ซึ่งเราดูจากโครงการของรัฐบาลแต่ละโครงการที่ลงมาเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนที่ยกระดับคุณภาพชีวิตยังมีน้อย....
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

ตรัง..ลงพื้นที่ร่วมกันเรียนรู้ สู่การพัฒนาหลักสูตรพัฒนาวิทยากรชุมชน ที่กระบี่

เมื่อวันที่ 23-24 กรกฎาคม 2553 คณะทำงานพัฒนาชุมชนอย่างประณีตจังหวัดตรัง ซึ่งประกอบด้วย ผู้นำเครือข่ายองค์กรชุมชน ตัวแทนภาคประชาสังคม และตัวแทนหน่วยงาน อาทิ เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน สำนักงานเกษตรจังหวัด ธกส. ตัวแทนท้องถิ่น สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ร่วมดูงานพื้นที่จัดการตนเองที่ตำบลตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ โดยมีผู้นำเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดกระบี่และ นากยก อบต.ตลิ่งชันให้การต้อนรับ และบรรยาย

ในการนี้คณะทำงานฯ จังหวัดตรังได้มีการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและยกร่างหลักสูตรการพัฒนาวิทยากรกระบวนการชุมชน เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชุมชน รวมทั้งได้กำหนดแผนการดำเนินงานในระดับพื้นที่

ภาพบรรยากาศ
ณ ห้องประชุม อบต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ..หลังจากฟังกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมของขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดกระบี่ มีการถกเพื่อปรับจูนความเข้าใจระหว่างกัน ระหว่าง ภาคประชาชน หน่วยงาน และภาคประชาสังคม

ประเด็นที่ถกกันคือ .. เป้าหมายของการพัฒนา .. ความหมายของชุมชนเข้มแข็ง ..บทบาทของแต่ละภาคส่วน และบทเรียนการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา
ค่ำวันที่ 23 ก.ค. ณ ร้านอาหารริมเลซีฟูด หลังอาหารเย็น และหลังจากที่ถกกันพอสมควร มีการแบ่งกลุ่มย่อยกันระดมความคิดเห็น ถกกันอย่างออกรสชาด

และก็มีการนำเสนอผลกลุ่มย่อย ได้เนื้อหาที่น่าพอใจ...ก่อนจะประมวล และระดมเพิ่มเติมในวันรุ่งขึ้น.

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เปิดค่ายยุวชนธรรมาธิปไตยรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชนหัวเขา

ศูนย์บูรณาการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดค่ายยุวชนธรรมาธิปไตยรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชนหัวเขา เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชนรักถิ่นและร่วมพัฒนาธรรมาธิปไตยชุมชน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2553 เวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนบ้านหัวเขา หมู่ที่ 6 ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา พลตรี กิตติพันธ์ นพวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ศพชต.) เป็นประธานเปิดค่ายยุวชนธรรมาธิปไตยรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชนหัวเขา ซึ่งศูนย์บูรณาการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ร่วมกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาธรรมาธิปไตย เครือข่ายผู้นำเยาวชนภาคใต้และโรงเรียนบ้านหัวเขา จัดขึ้น เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกรักถิ่นและร่วมพัฒนาธรรมาธิปไตยชุมชน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับเด็กและเยาวชนในตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยให้เด็ก เยาวชน ผู้ปกครอง คุณครูและสมาชิกชุมชน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เขื่อนนาปรัง-ท่วมอุทยานเขาน้ำค้าง-ท่วมบ้านนาปรัง สงขลา เพื่อแผนพัฒนาภาคใต้

โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านนาปรัง หมู่ที่ 1 ตำบลคลองกวาง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ซึ่งมีพื้นที่บางส่วนกว่า 2,000 ไร่ จะท่วมเขตอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง และอีกไม่ต่ำกว่า 2,000 ไร่ ท่วมที่ดินทำกินของชาวบ้านนาปรัง ปรากฏเป็นข่าวดังขึ้นมาเพราะเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 มีตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้และคัดค้านการสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านนาปรังกว่า 70 คน เดินทางไปยังสำนักงานชลประทานที่ 16 อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ถือป้าย “ชาวนาปรังไม่ต้องการอ่างเก็บน้ำ” “โปรดช่วยกันรักษาอุทยานแห่งชาติเขาน้ำค้าง”คนตำบลคลองกวาง โดยเฉพาะชาวบ้านนาปรังมีความเห็นอย่างไรต่อโครงการนี้ โปรดติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้โดยพลัน อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กรณ์ จาติกวนิช บอกไม่เอาอุตสาหกรรมมาแทนที่การท่องเที่ยวในภาคใต้

เราจะได้ยินได้ฟังข่าวทุกๆ ปีว่า ชาวนาประท้วงเพราะราคาข้าวตกต่ำ อ้อยขายไม่ออก ข้าวโพดถูกกดราคา มันสำปะหลังไม่ประกันราคาตามที่รับปาก ฯลฯ คนไทยส่วนใหญ่พึ่งพาภาคเกษตรไม่ว่าจะเป็นนา สวน พืชไร่ หรือประมง ทุกฤดูกาลขายผลผลิต พวกเขาต้องเผชิญชะตากรรมราคาผลผลิตตกต่ำ ไม่แน่นอน รัฐบาลก็จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อพวกเขาออกมาชุมนุมเรียกร้อง เอาพืชผลมาเทกองอยู่บนท้องถนน ข่าวเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกปี

นอกจากรัฐเพิกเฉยไม่ดูแลเท่าที่ควรแล้วยังมีนโยบายทำลายการพึ่งตนเองของชุมชน ทำลายฐานทรัพยากรในรูปของโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก โครงการเขื่อนกันทรายและเขื่อนกันคลื่น ที่ส่งผลกระทบกับชายหาดและอาชีพประมง การสร้างเขื่อนที่ส่งผลต่อภาคการเกษตร การทำเหมืองแร่ เช่น เหมืองโปรแตชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จะส่งผลกับชาวนาในวงกว้าง ทำให้เกษตรกรสูญเสียที่ทำกิน เมื่อความอุดมสมบูรณ์ของฐานทรัพยากรถูกทำลาย ก็ผลักดันให้คนชนบทต้องบ่ายหน้าเข้าสู่โรงงาน ผจญชีวิตในเมือง

เรื่องราวที่เกษตรกรต้องกลายมาเป็นสาวโรงงานเหล่านี้ล้วนเป็นผลจากนโยบายรัฐที่สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยอาศัยคำพูดเดียวที่เราไม่กล้าเถียงว่า "มันคือการพัฒนาประเทศ"
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่