จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โครงการซ่อม-สร้างบ้าน 5 จังหวัด ปรับงบหมู่บ้านละ 1.35 ล้านบาท

อนุกรรมการโครงการซ่อม-สร้าง บ้าน 5 จชต.มีมติปรับลดงบประมาณจากเดิม 1.45 ล้านบาท ตามรัฐบาลปรับลดงบประมาณสนับสนุนโครงการ รวมงบประมาณที่อนุมัติในครั้งนี้ 193,869,649 บาท ครอบคลุม 4 จังหวัด 28 อำเภอ 62 ตำบล 274 หมู่บ้าน แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้แก่ 3,950 ครัวเรือน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2553 โครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดประชุมคณะอนุกรรมการโครงการพัฒนาความมั่นคงในการอยู่อาศัยของคนจนในเมืองและชนบทโดยชุมชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 7/2553 ณ ห้องตะรุเตา โรงแรมพินนาเคิล วังใหม่ อ.เมือง จ.สตูล

การประชุมครั้งนี้มีประเด็นหารือสำคัญคือ การแจ้งเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่รัฐบาลให้การสนับสนุนโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก จากเดิมจัดสรรงบประมาณจำนวน 626.91 ล้านบาท เปลี่ยนเป็น 508.41 ล้านบาท ลดลง 118.50 ล้านบาท

แต่เนื่องจากการประชุมครั้งที่ 5/2553 วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ได้รับทราบการสนับสนุนงบประมาณ 626.91 ล้านบาท และมีมติขยายกรอบการจัดสรรงบประมาณเป็นหมู่บ้านละ 1,450,000 บาท และในการประชุมครั้งที่ 6/2553 วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 ก็อนุมัติงบประมาณในกรอบดังกล่าว โดยที่ไม่ทราบว่ารัฐบาลได้ปรับลดงบประมาณลงแล้วเหลือ 508.41 ล้านบาท

นางทิพย์รัตน์ นพลดารมย์ ผู้อำนวยการ พอช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแจ้งและทำความเข้าใจต่อคณะอนุกรรมการ พร้อมทั้งหารือที่ประชุม ซึ่งได้มีมติร่วมกันในการปรับลดกรอบงบประมาณเป็นหมู่บ้านละ 1,350,000 บาท ลดลงจากเดิมหมู่บ้านละ 100,000 บาท ส่วนโครงการที่ผ่านการอนุมัติงบประมาณในการประชุมครั้งที่ 6/2553 จะแจ้งผลการอนุมัติงบประมาณในกรอบใหม่พร้อมแนบหนังสือชี้แจงเหตุผล และขอความร่วมมือจากผู้แทนองค์กรชุมชนกลับไปชี้แจงทำความเข้าใจต่อชาวบ้านในพื้นที่
ด้านความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินโดยชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาให้การสนับสนุนงบประมาณโครงการไปแล้ว 213 ตำบล 979 หมู่บ้าน แบ่งเป็นหมู่บ้านพัฒนาปกติ 364 หมู่บ้าน หมู่บ้านเสริมสร้างสันติสุข 175 หมู่บ้าน หมู่บ้านประมงพื้นบ้าน 125 หมู่บ้าน หมู่บ้านยากจน 308 หมู่บ้าน รวมงบประมาณที่อนุมัติ 1,043,915,440 บาท

ในการประชุมครั้งนี้คณะอนุกรรมการได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนแบ่งเป็น จ.ปัตตานี ครอบคลุม 9 อำเภอ 25 ตำบล 99 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 1,072 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 52,619,649 บาท จ.นราธิวาส ครอบคลุม 10 อำเภอ 15 ตำบล 75 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 1,248 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 61,250,000 บาท จ.ยะลา ครอบคลุม 3 อำเภอ 7 ตำบล 38 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 1,045 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 51,300,000 บาท จ.สตูล ครอบคลุม 6 อำเภอ 15 ตำบล 62 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนรับประโยชน์ 585 ครัวเรือน รวมงบประมาณ 28,700,000 บาท
รวมงบประมาณที่อนุมัติในครั้งนี้ 193,869,649 บาท ครอบคลุม 4 จังหวัด 28 อำเภอ 62 ตำบล 274 หมู่บ้าน แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยให้แก่ 3,950 ครัวเรือน

จาก http://www. souththai.org/index.php?option=com_content&task=view&id=395&Itemid=31

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โรงเรียนกสิกรรมไร้สารพิษเกาะแต้ว ชุมชนคือหัวใจของการศึกษา

“เราจะจัดการศึกษาไปทำไมถ้าทำให้คนแปลกแยกจากชุมชนซึ่งเป็นฐานทรัพยากรที่จะทำให้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไป เกิดการดูถูกชุมชน ซึ่งแบบนี้ผมว่าเป็นการจัดการศึกษาที่ล้มเหลว”

เป็นทัศนะที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการศึกษาในปัจจุบันของคุณวันชัย พุทธทอง แห่งศูนย์พลเมืองเด็ก อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนกสิกรรมไร้สารพิษเกาะแต้ว โรงเรียนที่มุ่งคืนความรู้ ภูมิปัญญา และความสุขแก่ชุมชน

เมื่อคนมีการศึกษาทอดทิ้งชุมชน

จากการศึกษาในระบบที่มีเนื้อหาวิชาที่ไกลตัว ไม่เป็นจริงและใช้ประโยชน์ไม่ได้ เน้นความรู้ทาง “วิทยาศาสตร์” จนละเลยความรู้และภูมิปัญญาของท้องถิ่น ทั้งยังแยกขาดจากฐานทรัพยากรในชุมชน ไม่สามารถก้าวลึกลงไปถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชนได้ มุ่งแต่ผลิตแรงงานให้ภาคราชการหรือภาคอุตสาหกรรมในระบบทุนนิยม

ส่งผลให้การเรียนการสอนถูกแยกออกจากชุมชนอย่างสิ้นเชิง องค์ความรู้ในชุมชน เกษตรกร ชาวประมงพื้นบ้าน ผู้สืบทอดงานด้านศิลปวัฒนธรรม ถูกกันออกจากการเป็นผู้ผลิตองค์ความรู้ให้กับชุมชน โดยถูกทำให้เหลือเพียงเป็นผู้รอรับความรู้ผ่านทางการศึกษาจากภาครัฐซึ่งเป็นการศึกษาในระบบที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้าน ส่วนเด็กก็ไม่มีความสุขในการเรียนในห้องเรียน

คุณวันชัยได้กล่าวว่า “คนที่มีการศึกษาทอดทิ้งชุมชน ไม่ดูแลชุมชน อาจจะไปรับราชการ หรือไปทำบริษัท พอชุมชนมีปัญหาก็ไม่กลับมาช่วยชุมชนเพราะกลัวเจ้านายจะว่าหรือกลัวถูกเพ่งเล็ง”

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ก่อให้เกิดความพยายามที่จะให้มีการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับฐานทรัพยากรและวิถีชีวิตในชุมชน พร้อมทั้งผู้เรียนก็มีความสุขจากกระบวนการจัดการเรียนการสอน จึงนำมาสู่การแลกเปลี่ยนความคิดกันระหว่างครูเอียด (กรรณิกา ปานดำรง) คุณครูจากโรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ คุณวันชัย พุทธทอง และคณะทำงานศูนย์พลเมืองเด็กสงขลา ลุงนิต(มานิต หนูเพชร) และลุงจิต (จิตร แดงสมาน) จากกลุ่มสันติอโศก โดยเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาน่าจะเริ่มจากการทำงานกับเด็กและเยาวชน จึงตกลงร่วมกันที่จะจัดการเรียนการสอนนอกระบบขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาให้ชุมชน
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ปฏิรูปประเทศไทย ต้องพรรค์เด่..

นโยบายการพัฒนาที่ผิดพลาดต่อวิกฤตส่งผลกระทบมาก ประเทศชาติแย่ลง (สุวิมล...นครศรีฯ) ยกเลิกแผนพัฒนาภาคใต้ ปฏิรูประบบราชการ สภาองค์กรชุมชนตำบล เป็นกลไกหลักในการพัฒนา (วิวัฒน์...พัทลุง) จัดตั้งสภาประชาชนที่เป็นอิสระ มีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยเป็นกลไกดำเนินการ (ไมตรี...พังงา) ลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและขอสนับสนุนการจัดตั้งสภาประชาชน เร่งสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตย รักบ้านรักเมือง (พิชญา...สงขลา) ที่ใดไร้ความยุติธรรม ที่นั่นย่อมมีปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง ควรเร่งส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบล อบรมข้าราชการให้เข้าใจบริบทสามจังหวัดชายแดนใต้ ก่อนส่งลงพื้นที่และปฏิรูปสื่อ (ณรงค์...ปัตตานี)

รัฐบาลต้องชะลอแผนพัฒนาภาคใต้ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึก โครงการพลังงานนิวเคลียร์ ตั้งคณะกรรมการศึกษาวิจัยผลกระทบอย่างรอบด้าน ให้มีข้อยุติที่โปร่งใส ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง (แสงนภา...ชุมพร) อำนาจสื่อต้องไม่รับใช้การเมืองลดบทบาทอำนาจรัฐ สร้างการมีส่วนร่วมในการปฏิวัติวัฒนธรรม ประชาชนมีปัญหาความยากจน งบประมาณสู่ท้องถิ่นมีการครอบงำ ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เร่งทบทวนกฎหมาย และ พ.ร.บ.พื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนใต้ (มหามัด นาซือรี...ปัตตานี)

คนไทยพลัดถิ่นผลกระทบจากการแบ่งปันเขตแดนไทยพม่ายุคฝรั่งล่าอานานิคม รัชสมัย ร. 5 ชีวิตความเป็นอยู่ยากลำบากไม่มีสิทธิอะไร ชนเผ่ามอแกนคนตกขอบไม่มีบัตรประชาชน ทั้งที่อยู่ในเขตเมือง อยากให้เร่งรัด พ.ร.บ. สัญชาติฯ ในสภาผู้ผู้แทนราษฎรและการรับรองสิทธิคนไทย อย่างเป็นธรรม (ชาญวิทย์...ประจวบคีรีขันธ์) จัดสมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนใต้เพื่อสร้างความเข้าใจกันและกัน เพื่อการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และแก้ความขัดแย้งนโยบายรัฐกับชุมชน , เจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน (กัลยา...ปัตตานี)

ต้องยอมรับว่าวันนี้รัฐเอาเปรียบประชาชน ประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร เกิดปัญหาเกิดช่องว่าง ชาวบ้านถูกกระทำ คนคิดดีมีโอกาสสูญพันธุ์ การปฏิรูปประเทศไทย ต้องไปให้ถึงจังหวัดสามารถจัดการตนเองได้ (กัลยทรรศน์...สตูล) ไม่เอานิคมอุตสาหกรรม ชุมชนร่วมจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ชาวบ้านมีชีวิตอยู่ดีมีสุขตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ด.ต.เทิดศักดิ์...ตรัง)

นี่คือส่วนหนึ่งของประชาชนคนใต้ต่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่กำลังเป็นวาระหลักของสังคมไทย ปี 2553 อยากให้บรรดาเหล่าผู้ที่ตั้งตัวเป็นผู้นำทั้งหลาย ได้ตระหนักว่าประชาชนไม่ได้กินเกลบ กินรำ ด้วย ชีวิต จิตใจ หัวสมองและจิตสำนึกพลเมืองของเขาเหล่านั้นยิ่งใหญ่เช่นกัน ทั้งอยากเห็นสังคมและประเทศชาติก้าวข้ามวิกฤต ความขัดแย้งที่พวกท่านร่วมก่อจ่อวิบัติไว้ เวลานี้ เยี่ยงไร ได้โปรดเสียสละอัตตาบ้าระห่ำของท่านเสียเถอะ เพราะประเทศชาติประชาชนป่นปี้ยับเยินมากเกินพอแล้ว .

คอลัมน์ ‘เสียงจากชุมชน’ โดย บินหลาดง นสพ.คนตรัง

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาคใต้

โดย สมพล โชคดีศรีสวัสดิ์
พมจ.-พอช.-องค์กรชุมชน ภาคใต้หนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลแล้ว 207 กองทุน 49.5 ล้านบาท รองปลัดพม.เชื่อหลังสัมนาปัญหาคลี่คลาย หวังภายในเดือนธ.ค. กระจายทั่วประเทศหมด 723 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 3 - 4 สิงหาคม 2553 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมนาสรุปบทเรียนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนภาคใต้ ณ โรงแรมแกรนด์ปาร์ค อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช มีผู้เข้าร่วมสัมนา 60 คน ประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชนด้านสวัสดิการชุมชน เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใน 14 จังหวัดภาคใต้ และเจ้าหน้าที่พอช.

การขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนภาคใต้ เกิดผลดังนี้ ด้านการแต่งตั้งคณะกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ได้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการสนับสนุนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนครบแล้วทั้ง14 จังหวัด
ด้านการอนุมัติงบประมาณรัฐบาลสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลที่มีการดำเนินการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี ภาคใต้มีจำนวนกองทุนเดิม 614 กองทุน ผ่านการอนุมัติแล้ว 207 กองทุน รวมงบประมาณที่เบิกจ่ายแล้วจำนวน 49,533,510 บาท ส่วนกองทุนสวัสดิการระดับตำบลที่จัดตั้งใหม่กำหนดเป้าหมายไว้ 350 ตำบล ได้ดำเนินการจัดตั้งกองทุนแล้วจำนวน 81 กองทุน

ในการสัมนาครั้งนี้เชิญ นายวิทัศน์ เตชะบุญ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการชุมชน ก่อนที่จะแบ่งกลุ่มย่อยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแก้ไขปัญหา นายสุรเดช ฉายะเกษตริน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวเปิดการสัมนาว่า ผมคิดว่าเป็นความภาคภูมิใจของท่านในการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ขอชื่นชมการทำงานของท่านทั้งหลายและขอให้กำลังใจ และการมาพบกันวันนี้เพื่อให้หลังการประชุมครั้งนี้การขับเคลื่อนงานจะเป็นไปด้วยดี ปัญหาที่มีอยู่จะได้รับการคลี่คลาย เพื่อให้งบประมาณ 723 ล้านบาทได้สนับสนุนไปยังพื้นที่ทั่วประเทศได้หมดภายในเดือนธันวาคม และเป็นไปด้วยความถูกต้อง เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน.

วันพุธที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จากแนวคิด “น้ำมันข้ามโลก” ยก ‘ESB’ ไปไว้ใต้กลายเป็น ‘SSB’ (1)

การผลักดันให้สร้าง “สะพานเศรษฐกิจสงขลา-สตูล” หรือ “Land Bridge (แลนด์บริดจ์)” อย่างเร่งรีบของรัฐบาลในเวลานี้ มีเรื่องให้ต้องจับตาใกล้ชิดอยู่ไม่น้อย เพราะได้สร้างผลกระทบให้ปรากฏแล้วต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะที่ข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานรัฐก็เป็นไปแบบกระท่อนกระแท่น ไม่ค่อยจะมีความชัดเจน แถมมีความพยายามที่จะแยกส่วนโครงการเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปเสนอต่อประชาชน จนสร้างความสับสนให้แก่ผู้คนจำนวนมาก

แท้ที่จริงแล้ว แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ถือเป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานหลัก อันประกอบไปด้วย ท่าเรือน้ำลึกรองรับผลผลิตทางอุตสาหกรรมทั้งในฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน แล้วเชื่อมกันด้วยถนน เส้นทางรถไฟ ท่อน้ำมันและท่อก๊าซ ซึ่งทั้งหมดจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิด “โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้” หรือที่เรียกกันว่า “โครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard : SSB)” อย่างเต็มระบบนั่นเอง

การเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเลภาคใต้ของไทยคือ อ่าวไทยกับอันดามัน มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาที่ต้องการขุดคลองเชื่อมกันด้วยยุทธศาสตร์ทางการทหารเป็นหลัก แต่สุดท้ายก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการสร้างแลนด์บริดจ์เพื่อยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจแทนที่ในเวลานี้

ความที่ภูมิประเทศทางภาคใต้ของไทยเราเป็นลักษณะด้ามขวานยื่นออกไปกางกั้น ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือกับมหาสมุทรอินเดีย ทำให้การขนส่งสินค้าข้ามซีกโลกต้องไปใช้เส้นทางผ่านช่องแคบมะละกา ช่องแคบซุนดาและช่องแคบลอมบอก แต่ที่เป็นที่นิยมและมีระยะทางสั้นสุดคือ ช่องแคบมะละกา ซึ่งต้องผ่านน่านน้ำทางทะเลของสิงคโปร์และมาเลเซีย

หลายทศวรรษมาแล้วที่ “น้ำมัน” กลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของโลก อีกทั้งทุกประเทศในโลกก็ถือเป็นยุทธปัจจัยทางการทหารที่สำคัญยิ่ง
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จากอาชีพสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟู 'บ้านปากรอ' พ้นความจน

ตำบลปากรอ อำเภอ สิงหนคร จังหวัดสงขลา จัดเป็นพื้นที่ระดับตำบลที่ยากจนที่สุดของจังหวัดสงขลา ซึ่งในอดีต ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ ทำประมง แต่เนื่องจากปัญหาเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้กระทบกระเทือนต่ออาชีพประมงจนหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องลุกขึ้นมาช่วย กันคิดหาหนทางแก้ไข ซึ่งนี่เองคือจุดเริ่มต้นของโครงการ “จากอาชีพสู่การอนุรักษ์”

ทวีวุฒิ สังข์ศิริ นายอำเภอสิงหนคร เล่าประวัติความเป็นมาของโครงการพัฒนาอาชีพฯ ว่า เริ่มแรกเน้นรูปแบบหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่การทำเกษตรผสมผสาน เช่น การเลี้ยงปลากะพงขาวและปลาทับทิม การปลูกผักปลอดสารพิษ ฯลฯ แต่ต้องประสบปัญหาและอุปสรรคหลายด้าน ได้แก่ สภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินเปรี้ยว PH 4.5, การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลามีคุณภาพน้ำเข้าสู่ภาวะวิกฤติ ทำให้ทรัพยากรน้ำชนิดต่าง ๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ตกต่ำ ฯลฯ

นอกจากนี้ยังเกิดภาวะวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2548 ทำให้การประกอบอาชีพ ของชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างมาก ชาวปากรอจึงร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วยการเปลี่ยนแปลงจากการเน้นด้านอาชีพมา สู่การอนุรักษ์สร้างชุมชนให้น่าอยู่ด้วยการริเริ่ม “โครงการจากอาชีพสู่การอนุรักษ์” ในปี 2551 โดยมีหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนเข้ามาช่วยหาทางแก้ไข จนปัจจุบันประชาชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้ จากการติดตามผลสำเร็จพบว่าไม่มีชาวตำบลปากรอครัวเรือนใดตกเกณฑ์ความจำเป็น ขั้นพื้นฐาน (จปฐ.) หรือเกณฑ์ความยากจนเลย
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แก้ปัญหาที่อยู่อาศัย หนึ่งในกระบวนแก้ปัญหาชายแดนใต้

ปัญหาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มิใช่มีเพียงแค่ปัญหาของความรุนแรง ความขัดแย้ง ทางภาษา หรือวัฒนธรรม ยังมีปัญหาที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องการให้รัฐช่วยแก้ไขอย่างเร่งด่วนอีกหลายอย่าง เช่น ความเป็นอยู่ อาชีพ อาหารการกิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และอีกปัจจัยที่เป็นความต้องการของคนในพื้นที่ และทั่วประเทศ คือ บ้านที่อยู่อาศัย

โครงการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกิน โดยชุมชน ที่ทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นโครงการที่ให้ครัวเรือนที่ยากจนที่มีปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย ได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้เข้มแข็ง สามารถที่จะขจัดปัญหาที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินได้

แต่โครงการนี้มีเป้าหมายปัญหาเฉพาะพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในส่วนของที่อยู่อาศัยจำนวนทั้งสิน 100,000 ครัวเรือน ระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปี 53-55 โดยเฉพาะในปีนี้เป้าหมายในการสร้างที่อยู่อาศัยตั้งไว้ที่จำนวน 24,000 ครัวเรือน

นราธิวาส เป็นจังหวัดที่ได้รับการนำเสนอจากสื่อเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับโครงการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ที่ทาง พอช. รับผิดชอบ นายอารีย์ เจ๊ะโซ๊ะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พอช. จังหวัดนราธิวาส ได้บอกเล่าเกี่ยวกับความเป็นมาของโครงการว่า

เราเห็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ มันเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญที่สุด การที่จะมีบ้านสักหลังโดยเฉพาะคนยากคนจนมันเป็นเรื่องที่ยากมาก เราเลยผลักดันโครงการนี้ไปยังรัฐบาล ซึ่งเราดูจากโครงการของรัฐบาลแต่ละโครงการที่ลงมาเป็นเรื่องของการประกอบอาชีพเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนที่ยกระดับคุณภาพชีวิตยังมีน้อย....
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่