จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กป.อพช.ใต้แถลงการจี้รัฐยุติศึกษาแผนพัฒนาอุตฯใต้

กป.อพช.ใต้ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการพัฒนาภาคใต้ โดยเคารพในรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ให้การดำเนินโครงการต้องไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพอย่างแท้จริง จี้ยุติการศึกษาแผนพัฒนาภาคใต้สู่อุตสาหกรรมจนกว่าแผนแม่บทการพัฒนาที่ยั่งยืนจะคลอด และใช้เวลาแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดให้ได้เสียก่อนสร้างปัญหาใหม่ พร้อมคัดค้านการประกาศลดโครงการอันตรายเหลือ 11 โครงการ และแผนแม่บทลดโลกร้อนของ สผ.ที่เน้นควบคุมการผลิตภาคเกษตร แต่ปล่อยอุตสาหกรรมลอยตัวเหลือปัญหา

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2553 ที่สมาคมผู้บริโภคสงขลา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา คณะกรรมการประสานองค์กรเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) นำโดยนายมานะ ชูช่วย, นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายสมบูรณ์ คำแหง และนายทรงวุฒิ พัฒแก้ว ออกแถลงการณ์หยุดโครงการพัฒนาภาคใต้ และคัดค้านการประกาศโครงการ 11 ประเภท ที่อาจก่อให้ผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง โดยมีมติ ดังนี้

1.กป.อพช.ใต้ ไม่ยอมรับการประกาศของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ลดโครงการที่อาจก่อผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรง ทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จาก 18 โครงการ เหลือเพียง 11 โครงการ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเสียเอง ทั้งที่ กป.อพช.ใต้ เสนอว่าควรจะเป็นบทบาทขององค์กรอิสระสิ่งแวดล้อมเป็นผู้พิจารณา

ทั้งนี้ การกำหนดโครงการพัฒนาต่างนั้น ต้องดำเนินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ซึ่งมีเจตนารมณ์สะท้อนความคิดเห็นของสังคมไทยในการยอมรับการพัฒนา แต่ต้องมีกระบวนการศึกษาและวางมาตรการรองรับผลกระทบ และให้ประชาชนมีส่วนร่วม

2.รัฐบาลซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต้องแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดให้ได้เสียก่อน และไม่เพิ่มปัญหาด้วยการลดขั้นตอน อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรม ทำให้โครงการต่างๆ เพิ่มขึ้น ส่อเจตนายกเว้นไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ

3.รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจในการดูแลประชาชน โดยยุติโครงการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเตรียมพัฒนาเป็นภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน ทั้งในและนอกประเทศ และเร่งผลักดันให้เกิดผลในการปฎิบัติ โดยขอให้ยุติการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ทั้งหมดจนกว่าจะเกิดแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน ตามมติของคณะรัฐมนตรี

4.กป.อพช.ใต้ ไม่เห็นด้วยกับร่างแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ พ.ศ.2553-2562 ทั้งฉบับ จนกว่าจะผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งรัฐบาลโดยสำนักนโยบายแผลและสิ่งแวดบ้อม (สผ.) ได้จัดทำขึ้นโดยไม่ได้นำไปสู่การควบคุมการเกิดและการปล่อยสารพิษในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคการผลิตที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากที่สุด และเป็นการเปิดช่องว่างให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ลงสู่ภาคใต้อย่างสะดวก แต่กลับเจาะจงควบคุมภาคเกษตรกรรมที่กล่าวอ้างว่าทำให้เกิดการทำลายป่า

อย่างไรก็ตาม กป.อพช.ใต้ ปรารถนาที่จะเห็นการพัฒนาที่ยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน ตลอดจนมีการพัฒนาที่ทุกคนมีส่วนร่วมคิด ร่วมรับประโยชน์ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ถูกต้องอย่างแท้จริง นอกเหนือจากนี้เป็นการพัฒนาที่เราไม่เห็นด้วย และขอคัดค้านจนถึงที่สุด

“ป๋าเปรม” ลงพื้นที่ดูความคืบหน้าหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงที่บางกล่ำ

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ลงพื้นที่พบชาวบ้านดูความคืบหน้าของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง นำร่องโดยสมาคมมูลนิธิ พล.อ.เปรม ใช้เป็นต้นแบบในการสร้างอาชีพและทำดีแทนคุณแผ่นดิน

เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ พร้อมคณะกรรมการสมาคมมูลนิธิ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านหัวนอนวัด หมู่ 6 ต.คูเต่า อ.บางกล่ำ จ.สงขลา เพื่อติดตามความคืบหน้าของหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตัวอย่าง โดยมี ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น และตัวแทนชาวบ้านได้ให้การต้อนรับ และบรรยายสรุป

สำหรับโครงการดังกล่าว ได้คัดเลือกหมู่บ้านที่ยากจนในพื้นที่ 16 อำเภอของ จ.สงขลา เพื่อทำให้เป็นหมู่บ้านช่วยเหลือตนเองแบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้คัดเลือกบ้านหัวนอนวัด หมู่ 6 ต.คูเต่า แห่งนี้ เป็นหมู่บ้านโครงการนำร่อง โดยความร่วมมือของคณะกรรมการหมู่บ้าน ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน จนสามารถพัฒนาหมู่บ้านตามความต้องการของชาวบ้านในแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการตั้งกลุ่มต่างๆ ขึ้นจำนวน 6 กลุ่ม พัฒนาพื้นที่ ปลูกผักสวนครัว รั้วกินได้ เลี้ยงปลา เกษตรผสมผสาน ทำปุ๋ยชีวภาพ และอื่นๆ โดยไม่มุ่งทำเป็นการค้า แต่เป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนให้มากที่สุด โดยคาดหวังว่าในอนาคต จะเป็นหมู่บ้านเข้มแข็ง และเป็นต้นแบบให้หมู่บ้านอื่นๆ มาดูงาน เพื่อเป็นตัวอย่าง

ในขณะที่ พล.อ.เปรม ได้กล่าวให้กำลังใจแก่ชาวบ้านจำนวนกว่า 200 คน ที่ต้อนรับ ว่า เมื่อมาเห็นก็ดีใจ และเห็นถึงความสามัคคี ของชาวบ้าน ถ้าทุกหมู่บ้านมีความคิด มีความพอเพียงแบบนี้ ก็ไม่ต้องมีตำรวจ มีนายอำเภอ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะของคนสงขลา แม้ว่าจะกลับมาบ้านนานครั้ง แต่ก็ถือว่าเป็นคนสงขลา เมื่อมาเห็นชาวบ้านมีความคิด ที่มีความพอเพียง จึงรู้สึกดีใจ และขอให้ที่นี่เป็นต้นแบบของการทำความดี เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ชาวจำปากอพลิกวิกฤตตกงานหันทำ “โรตีปาแย” ทำรายได้เดือนละเกือบ 3 แสน

ชาวบ้านจำปากอ อ.บาเจาะ นราธิวาส 30 คน พลิกสถานการณ์จากปัญหาว่างงาน หันมารวมกลุ่มกันทำโรตีปาแย-ขนมปังปอนด์ทอด ออกขายริมถนนระหว่างนราธิวาส-ปัตตานี ทำรายได้เกือบ 300,000 บาทต่อเดือน

นางภุมรินทร์ และลี อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 20/1 บ้านจำปากอ หมู่ 1 ต.บาเร๊ะเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ในฐานะประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านจำปากอ กล่าวว่า จากปัญหาการว่างงานแม่บ้านเกษตรกรในหมู่บ้านจำปากอ จำนวน 30 คน จึงได้รวมตัวกันจัดทำขนมออกมาขายที่ริมถนนเพชรเกษม เพื่อขายให้กับลูกค้าที่ขับรถผ่านเส้นทางระหว่าง จ.นราธิวาส-ปัตตานี โดยในช่วงแรกเริ่มของการทำขนมออกมาขายนั้น ขายเพียงขนมประเภทเบเกอรีชนิดต่างๆ เช่น เค้ก และ โดนัท เท่านั้น

“ในช่วงเดือนรอมฎอนนี้ ทางกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านจำปากอได้ทำขนมออกมาขายเพิ่มอีก 2 ชนิด คือ โรตีปาแย และขนมปังปอนด์ทอด โดยขนมทั้ง 2 ชนิดนี้ใช้รับประทานกับแกงกะทิ ซึ่งมีให้เลือก 2 แบบ คือ แกงกะทิเนื้อวัว และแกงกะทิปลาทูน่า ผลปรากฏว่าในแต่ละวันมียอดการสั่งซื้อขนมโรตีปาแย และขนมปังปอนด์ทอดเข้ามาเป็นจำนวนมากถึงกับต้องใช้แป้งสาลีในการทำขนมถึงวันละ 3 กระสอบ น้ำหนักกระสอบละ 22 กก. ขายเป็นเงินได้ไม่ต่ำกว่า 7,000-8,000 บาทต่อวันเลยทีเดียว"

ด้าน นายเจษฎา จิตรัตน์ นายอำเภอบาเจาะ กล่าวว่า การขายขนมริมถนนเพชรเกษมของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านจำปากอนี้ยอดการขายและยอดการสั่งซื้อในแต่ละวันมีเป็นจำนวนมากซึ่งทางอำเภอบาเจาะกำลังหาแนวทางช่วยเหลือ ด้วยการหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้ทางกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจำปากอนำมาซื้อเครื่องจักรเพื่อใช้ตัดชิ้นแป้งในอนาคตต่อไป

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทะเลน้อยเดินหน้าสร้างความเข้าใจสภาองค์กรชุมชนในเวทีหมู่บ้าน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2553 ที่ผ่านมาคณะทำงานสภาองค์กรชุมชนตำบลทะเลน้อย กำนันตำบลทะเลน้อยและแกนนำชุมชน ได้มีการประชุมวิเคราะห์การดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชน ซึ่งจัดตั้งมาแล้วกว่า 1 ปี โดยต่างคิดเห็นร่วมกันว่าชาวบ้านในชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเจตนารมย์และประโยชน์จากการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน เนื่องจากข้อจำกัดของแกนนำชุมชนที่ไม่สามารถกระจายการรับรู้สู่คนในชุมชนได้ ประกอบกับการหนุนเสริมจากทีมงานภายนอกเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง

สิ่งที่คณะทำงานเห็นว่าควรดำเนินการโดยเร่งด่วนคือการสร้างความเข้าใจสภาองค์กรชุมชนให้กับสมาชิกในชุมชนโดยผ่านเวทีประชุมหมู่บ้านที่มีการประชุมหมุนเวียนกันไปทุกเดือนอยู่แล้ว และอีกประเด็นที่สำคัญคือการประสานความร่วมมือกับภาคหน่วยงานและองค์กรในตำบลเพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายและแผนการพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพปัญหาที่เป็นอยู่จริงในตำบลทะเลน้อย

ทั้งนี้ทางคณะทำงานมีข้อตกลงร่วมว่าจะนัดสรุปและวิเคราะห์สถานการณ์การดำเนินงานอีกครั้งในช่วงกลางเดือนกันยายน และจะเชิญผู้รู้และหน่วยงานภาคีมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันด้วย

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หวั่นสงขลาซ้ำรอยมาบตาพุด วอนชาวบ้านค้านเซาท์เทิร์นซีบอร์ด

อ.วิศวะฯ สิ่งแวดล้อม ม.รังสิต ชี้เซาท์เทิร์นซีบอร์ดส่อแววเปลี่ยนสงขลาซ้ำรอยมาบตาพุด เตือนสังคมจับตากลุ่มได้ประโยชน์ ด้านกลุ่มรักษ์จะนะหวั่นชุมชนรอบโรงแยกก๊าซเป็นมะเร็ง วอนทุกฝ่ายจับมือคัดค้านแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ ชาวบ้านสุดทนเปรียบกลุ่มทุนเหมือนโจรปล้นทรัพยากร ซื้อตัวผู้นำชุมชน ยึดที่ดินวะกัฟ ทำลายความเชื่อศาสนา

จากกรณีที่รัฐบาลเตรียมผลักดันให้พื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมตามแผนพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภาคใต้ (เซาท์เทิร์นซีบอร์ด) ซึ่งสอดคล้องตามแผนพัฒนาคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ที่กำหนดให้พื้นที่ภาคใต้เป็นแหล่งการพัฒนาเศรษฐกิจแหล่งใหม่

ดร.อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า รัฐบาลทุกชุดมีการผลักดันแผนพัฒนาภาคใต้มาโดยตลอด เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มทุนอุตสาหกรรม รวมถึง นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เคยประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าแผนพัฒนาชายฝั่งภาคใต้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาคใต้ พร้อมมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เป็นคณะกรรมการ ในขณะที่ภาคประชาชนกลับไม่มีส่วนร่วม นอกจากนี้ตนยังพบว่ารัฐบาลไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดภาระงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าวใน ครม. เรื่องการพัฒนาระบบคมนาคม เช่น การสร้างถนนและท่าเรือน้ำลึก และการผลักดันให้พื้นที่ภาคใต้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งตนอยากให้ทุกฝ่ายคอยจับตาว่ากลุ่มใดจะได้รับผลประโยชน์จาการสร้างโครงการดังกล่าว
อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ เปิดเวทีประชามติการระเบิดภูเขาน้อย

เมื่อ 16 สิงหาคม 2553 สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุง นัดชาวบ้านประชุมปรึกษาหารือหาข้อยุติในกรณีที่ มีบริษัทหนึ่ง ต้องการขอสัมปทาน จัดตั้งโรงงานโม่หิน และจะทำการระเบิดภูเขาน้อย ซึ่งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 4 บ้านโหล๊ะบ้า ต.คลองใหญ่ อ.ตะโหมด จ.พัทลุงสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่จึงนัดชาวบ้านมาปรึกษาหารือว่าจะ ยินยอมให้ บริษัทที่ขอรับสัมปทานนั้นดำเนินการระเบิดเขาน้อยได้หรือไม่ และส่งผลกระทบกับชาวบ้านอย่างไร

นายดรณ์ พุ่มมาลี ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่กล่าวว่า "ที่มาของเวทีวันนี้นั้น จากการปรึกษาหารือของสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ ร่วมกับชมรมภูมิบรรทัดว่ามันมีประเด็นระเบิดภูเขาน้อย ซึ่งเป็นปัญหาของคนในตำบล จึงเปิดเวทีสาธารณะขึ้น เพื่อให้พี่น้องชาวบ้านได้แสดงความคิดเห็น ว่าเราจะรับหรือไม่รับถ้าหากว่ามีการระเบิดเขาน้อย"

จากการพูดคุยของชาวบ้านและผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า ภูเขาน้อยลูกนี้มีถ้ำที่สวยงามมาก ซึ่งชาวบ้านได้ใช้มูลค้างคาวมาทำเป็นปุ๋ยใสนาและพืชผักต่าง ๆ เป็นประจำ และที่สำคัญภูเขาลูกนี้ชาวบ้านต่างก็นับถือสิ่งสักสิทธ์มาตลอดเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว จิตใจ ถ้าหาก ว่าทางจังหวัดพัทลุง โดยอุตสาหกรรมจังหวัดอนุมัติให้บริษัทนายทุนมาระเบิดภูเขาลูกนี้ ต่อไปคงจะไม่มีให้ลูกหลานได้ดู และไม่มี่ที่ยืดเหนี่ยว และถ้ำที่สวยงามและมูลค้างคาวก็คงจะไม่มีลูกหลานเห็นต่อไป ที่สำคัญภูเขาน้อยลูกนี้เป็นแหลงกำเหนิดแล่งน้ำหล่อเลี้ยง ชาวบ้าน หลายอำเภอ เช่น อำเภอตะโหมด อำเภอบางแก้ว อำเภอเขาชัยสน อำเภอปากพยูน ซ้ำยังอยู่ไกล้สถานที่ท่องเที่ยวคือน้ำตกลาดเตย มีนักท่องเที่ยวจากหลายพื้นที่มาเที่ยวและเป็นทีพักผ่อนตามธรรมชาติป่าไม้ อีกด้วย ถ้าหากมีนายทุนมาดำเนินการระเบิดภูเขาน้อยคงจะกระทบกับความเป็นอยู่ และวิถีชีวิตของคนทั้ง 4 อำเภอแน่นอนนักท่องเที่ยวก็คงหายไปสัตว์ป่าต่าง ๆ ก็หมดเพราะมีเสียงระเบิดหิน ผลสรุปในการปรึกษาหารือเสวนาปรากฏว่าชาวบ้านไม่ยอมให้จัดตั้งโรงงานโม่หินในเขตุตำบลคลองใหญ่แน่นอนและจะทำหนังสือไปยังอุตสาหกรรม จังหวัดเพื่อคัดค้านการระเบิดภูเขาน้อยต่อไป.
ประดิษฐ์ มูสิกะสงค์ และทีมข่าวชุมชนพัทลุง : รายงาน

วันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.สงขลา เดินหน้าให้ข้อมูล “แผนพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้” ต่อชุมชน

หลังจากที่เปิดเวทีใหญ่ระดับจังหวัด เรียนรู้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมภาคใต้ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะทำงานสภาองค์กรชุมชนจังหวัดสงขลาได้กำหนดให้มีเวทีย่อยระดับกลุ่มอำเภอ เพื่อให้ข้อมูลกับผู้นำชุมชน และระดมความคิดเห็นต่อแนวทางการดำเนินการในระดับพื้นที่

โดยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2553 ที่หอประชุมพุทธบารมี ต.ควนรู อ.รัตภูมิ จ.สงขลา มีการจัดเวที ของกลุ่มอำเภอ โซนควน ของจังหวัดสงขลา (อ.รัตภูมิ , อ.ควนเนียง , อ.บางกล่ำ และ อ.คลองหอยโข่ง) โดยผู้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานของสภาองค์กรชุมชนตำบล ผู้นำชุมชน ตัวแทนเครือข่ายต่างๆ คณาจารย์และนักศึกษาศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน นักวิชาการจากวิทยาลัยเกษตรฯ และตัวแทนจาก คณะประสานงานสภาองค์กรชุมชนตำบลภาคใต้ เข้าร่วมประมาณ 50 คน

นายเอกชัย อิสระทะ จากโรงเรียนสิทธิชุมชนเขาคูหา ซึ่งเป็นวิทยากร ได้ให้ข้อมูลพัฒนาการการของระบบทุนนิยม และพัฒนาการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย โดยเจาะลึกเรื่องที่มาและรายละของแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ระบบขนส่งเชื่อมโยงสองฝั่งทะเลในภาคใต้ รวมทั้งแผนการก่อสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยผู้เข้าร่วม ได้ร่วมให้ข้อมูลสถานการณ์การดำเนินการของหน่วยงานและบริษัทที่รับผิดชอบในพื้นที่ รวมทั้งร่วมวิเคราะห์แนวโน้มผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่

ทั้งนี้ในเวทีได้กำหนดแผนการเคลื่อนไหวร่วมกัน และกำหนดให้มีการจัดเวทีย่อยในระดับตำบล เพื่อให้ข้อมูลกับชาวบ้านอย่างทั่วถึง รวมทั้งกำหนดการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบล เพื่อจัดทำแผนพัฒนาตำบล และประมวลข้อเสนอจากพื้นที่เพื่อเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป.

สำหรับเวทีย่อยระดับกลุ่มอำเภอ (ระโนด กระแสสินธุ์ สทิงพระ และสิงหนคร วันที่ 20 สิงหาคม (เมือง หาดใหญ่ นาหม่อม และสะเดา) วันที่ 24 สิงหาคม (เทพา จะนะ สะบ้าย นาทวี ) วันที่ วันที่ 24 สิงหาคม เช่นเดียวกัน