จดหมายข่าวขบวนชุมชนสงขลา ฉบับสิงหาคม 2554 Download คลิ้กที่นี่ และติดตามฟังรายการปักษ์ใต้บ้านเรา ทางวิทยุ สวท.สงขลา 90.5 เมกกะเฮิร์ต เวลา 18.00-19.00 น. ทุกวันอังคาร -สวัสดิการชุมชน /ทุกวันพุธ-สภาองค์กรชุมชน


วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

เตรียมประกาศ 19 พื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นพื้นที่คุ้มครอง


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์จัดระดมความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 11 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2553 เป็นต้นมา เพื่อพิจารณคัดเลือกพื้นที่ที่สมควรประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมใน ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการยับยั้งปัญหา และหรือส่งเสริมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยในขั้นต้นได้เสนอ 19 พื้นที่ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาให้อยู่ในรายการพื้นที่ที่อาจพิจารณากำหนดเป็น เขตพื้นที่คุ้มครอง ประกอบด้วย

1. เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง
2. พื้นที่ป่าต้นน้ำเขตเทือกเขาบรรทัดในเขต 4 อำเภอ อำเภอตะโหมด อำเภอป่าบอน อำเภอกงหราและ อำเภอศรีนครินทร์ จ.พัทลุง
3. แหล่งที่อยู่อาศัยของโลมาอิรวดี
4. ป่าต้นน้ำ ป่าผาดำ อำเภอสะเดา อำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่ง จ.สงขลา
5. ป่าต้นน้ำ ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จ.สงขลา
6. ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
7. ลำคลองรัตภูมิ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา
8. ลำคลองปากประ จ.พัทลุง
9. พื้นที่เกษตรกรรมที่ทำนาข้าวสังข์หยดในพื้นที่อำเภอบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
10. เขาคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
11. เกาะหมาก จ.พัทลุง
12. คาบสมุทรสทิงพระ
13. ชุมชนโบราณคลองแดน ระหว่างจ.นครศรีธรรมราช และจ.สงขลา
14. วัดเขียนบางแก้ว จังหวัดพัทลุง
15. คุ้มครองสิ่งแวดล้อมบริเวณตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา แหล่งประวัติศาสตร์และโบราณสถาน จ.สงขลา
16. คุ้มครองสิ่งแวดล้อมบริเวณคลองรี (วัดท่าคุระ) อ.สทิงพระ จ.สงขลา
17. เส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมท่านางหอม สทิงหม้อและปะโอ จ.สงขลา
18. คุ้มครองสิ่งแวดล้อมเมืองเก่าชัยบุรี
19. คุ้มครองสิ่งแวดล้อมบริเวณลำปำ จ.พัทลุง

ในการพิจารณาพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจะทำการคัดเลือกตาม เงื่อนไขของมาตรา 43 และ 45 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 กล่าวคือ

มาตรา 43 พื้นที่ใดมีลักษณะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่ แตกต่างจากพื้นที่อื่นโดยทั่วไป หรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่อาจถูกทำลายหรืออาจได้รับผลกระทบกระเทือน จากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้โดยง่าย หรือเป็นพื้นที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติหรือศิลปกรรมอันควรแก่การอนุรักษ์และ พื้นที่นั้นยังมิได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำ ของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดให้พื้นที่นั้นเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม

มาตรา 45 ในพื้นที่ใดที่ได้มีการกำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์ เขตผังเมืองรวม เขตผังเมืองเฉพาะ เขตควบคุมอาคาร เขตนิคมอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น หรือเขตควบคุมมลพิษตามพระราชบัญญัตินี้ไว้แล้ว แต่ปรากฏว่ามีสภาพปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมรุนแรงเข้าขั้นวิกฤตซึ่งจำเป็นต้อง ได้รับการแก้ไขโดยทันที ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเสนอต่อคณะ รัฐมนตรีขออนุมัติเข้าดำเนินการเพื่อใช้มาตรการคุ้มครองอย่างใดอย่างหนึ่ง

ทั้งนี้กฎกระทรวงภายใต้พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 ได้กำหนดมาตรการคุ้มครองอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างสำหรับพื้นที่เขตคุ้มครอง คือ
1. กำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อ รักษาสภาพธรรมชาติหรือมิให้กระทบกระเทือน ต่อระบบนิเวศตามธรรมชาติหรือคุณค่าของสิ่ง แวดล้อมศิลปกรรม
2. ห้ามการกระทำหรือกิจกรรมใด ๆ ที่อาจเป็นอันตรายหรือก่อให้เกิดผลกระทบในทางเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของ พื้นที่นั้นจากลักษณะ ตามธรรมชาติ หรือผลกระทบต่อคุณค่าของสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม
3. กำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจกรรมของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ที่จะทำการก่อสร้างหรือดำเนินการในพื้นที่นั้น ให้มีหน้าที่ต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
4. กำหนดวิธีการโดยเฉพาะสำหรับพื้นที่นั้น รวมทั้งการกำหนดขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการร่วมมือและประสานงานให้เกิด ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อรักษาสภาพ คุณค่าของสิ่งแวด
5. กำหนดมาตรการคุ้มครองอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสมแก่สภาพของพื้นที่นั้น

ผลการศึกษาล่าสุดสรุปว่า ในปี พ.ศ. 2553 สมควรคัดเลือก 2 พื้นที่ ได้แก่ ทะเลน้อย และคาบสมุทรสทิงพระ ให้เป็นพื้นที่นำร่องเพื่อดำเนินการยกร่างประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่ง แวดล้อมต่อไป

วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

สมัชชาคนใต้..สู่การปฏิรูปประเทศไทย

ขอเชิญร่วมงาน...
สมัชชาคนใต้
“ สู่การปฏิรูปประเทศไทย “

วันศุกร์-เสาร์ที่ 1-2 ตุลาคม 2553
ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง

องค์กรร่วมจัด
o สภาพัฒนาการเมืองภาคใต้
o มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลาและวิทยาเขตจังหวัดพัทลุง
o สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน )
o โครงการขับเคลื่อนเครือข่ายประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (สสส.)
o มูลนิธิชุมชนไท
o คณะกรรมการพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้ )
o สภาองค์กรชุมชนภาคใต้
o เครือข่ายประชาสังคมภาคใต้
o เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคใต้
อ่านรายละเอียด คลิ้กที่นี่

รมช.ถาวร แจกโฉนดชาวบ้านรอบเขาบูโด ผลชาวบ้านกันเขตป่าอุทยาน

รัฐแจกโฉนดเพิ่มอีก 483 แปลง รวม 420 ไร่ แก่ชาวบาเจาะ เผยเป็นผลจากรัฐร่วมราษฎร์แปลงเขตป่าในแผนที่สู่พื้นที่จริง ทำให้เจ้าหน้าที่ดินมาสำรวจ รังวัด พิสูจน์สิทธิที่ดิน เมื่อแบ่งเขตป่าอุทยาน – ที่ดินชาวบ้านชัดเจน สกย.ก็สนับสนุนการปลูกสวนยาง

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2553 พิธีมอบโฉนดที่ดินแก่ประชาชน ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลลุโบะสาวอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายบุญเชิด คิดเห็น รองอธิบดีกรมที่ดิน นายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นำคณะข้าราชการจังหวัดนราธิวาส พนักงานที่ดิน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ มอบโฉนดที่ดินให้แก่ชาวบ้านหมู่ที่ 1 และ 5 ต.ลุโบะสาวอ จำนวน 254 ราย 392 แปลง ชาวบ้านหมู่ที่ 5 และ 8 ต.ปะลุกาสาเมาะ จำนวน61 ราย 91 แปลง รวมจำนวนเนื้อที่ดิน 420 ไร่ 12 ตารางวา

นายอาหามะ ลีเฮ็ง ในฐานะคณะทำงานขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาที่ดินอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี กล่าวว่า การแจกโฉนดในครั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาโดยร่วมกับภาครัฐ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน มาร่วมกันทำความเข้าใจต่อชาวบ้านถึงขั้นตอนกระบวนการพิสูจน์สิทธิ จัดทำข้อมูล ทำแผนที่ทำมือ แผนที่จีไอเอส และเดินสำรวจและกันแนวเขตป่าอุทยาน แบ่งเขตพื้นที่เขตป่ากับนอกเขตป่า ทำให้พนักงานที่ดินสามารถทำการรังวัดที่ดินที่อยู่นอกเขตป่าอุทยานเพื่อออกโฉนดได้

การเดินสำรวจกันแนวเขตป่าอุทยานทำให้แนวเขตป่าอุทยานที่มีอยู่แต่ในแผนที่ มาอยู่บนผืนดิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านอย่างแท้จริง ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมาออกโฉนดได้ หรือแม้จะไม่ได้ออกโฉนด ก็ทำให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางพารา ก็สามารถเข้ามาช่วยเหลือให้เงินทุนแก่ชาวบ้านเพื่อลงทุนทำสวนยางได้

จาก : souththai.org

วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553

ขบวนชุมชนจังหวัดนราธิวาสโชว์ผลงานในวันของดีเมืองนราฯ


เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 ขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนราธิวาส ร่วมแสดงนิทรรศการผลงานด้านการพัฒนาชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ในงานวันของดีเมืองนรา ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 กันยายน 2553 ณ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส

นางพาสนา ศรีศรัทธา คณะทำงานเครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เพื่อเป็นเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในงานและกิจกรรมที่ขบวนองค์กรชุมชนในจังหวัดได้ดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานราชการในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับนิทรรศการที่ขบวนองค์กรชุมชนได้นำมาแสดงในครั้งนี้ เน้นการแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเป็นหลัก และการสร้างระบบสวัสดิการเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนฐานราก

นับเป็นโอกาสดีที่ องค์กรชุมชน และ พอช. จะได้นำเสนอผลการดำเนินงานของภาคประชาชน ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ทั้งในเขตเมืองและชนบท ที่ พอช.ให้การสนับสนุนในพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโอกาสนี้ นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เข้ามาร่วมชมนิทรรศการในครั้งนี้ด้วย
จาก : souththai.org

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

สัมมนาขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ “สู่การปฏิรูปประเทศไทย”

ขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ร่วมสัมมนาทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และวางแนวทางสนับสนุนชุมชนจัดการตัวเองสู่การปฎิรูปประเทศไทย



เมื่อวันที่ 20-21 กันยายน 2553 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)สำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ หรือ พอช.ภาคใต้ จัดสัมมนาขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ ณ บ้านหน้าเกาะรีสอร์ท อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง โดยมีผู้แทนจากองค์กรชุมชน คณะทำงานขบวนเครือข่ายองค์กรชุมชนจากทั้ง 14 จังหวัด และคณะทำงานโครงการบ้านมั่นคงภาคใต้ คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ คณะกรรมการขับเคลื่อนสภาองค์กรชุมชนภาคใต้ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ พอช.ภาคใต้ รวม 114 คน อ่านต่อ คลิ้กที่นี่

วันพุธที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553

ป่าต้นน้ำตรังถูกทำลาย วิบัติการณ์ ในรอบ 30 ปี


ความกังวล และความห่วงใยของผู้ร่วมวงสนทนาเริ่มพรั่งพรูหลั่งไหลถ้อยคำบอกเล่าเรื่องราวบาดแผลและความปวดเร้าของชุมชนสู่กันและกันอีกครั้ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นการส่งเสียงครั้งที่เท่าไหร่กันแน่ อาจนับร้อยๆ ครั้งแล้วก็อาจเป็นได้ สำหรับความรันทดในความสูญเสียที่ไม่อาจกลับคืน


“การบุกรุกตัดโค่นป่าไม้แหล่งต้นน้ำ นับจากทางเหนือ อ.วังวิเศษ คลองชี คลองปาง คลองท่างิ้ว คลองในเตา คลองปากแจ่ม คลองเขาหลัก คลองลำภูรา คลองบ้านเหมก คลองละมอ คลองเขาช่อง ฯลฯ ไปถึงคลองหินแดง คลองลิพัง คลองถ้ำไผ่ตง สุดแดน อ.ปะเหลียน รอยต่อ อ.ทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ป่าธรรมชาตินับหมื่นๆ ไร่ ไม้นับแสนๆ ต้น ถูกบุกรุกตัดโค่น อำนาจและอิทธิพลคนไทยหลายหมู่พวกเว้นแต่หมู่ชนซาไก (มันนิ) อ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเองสารพัดสารเพ ทั้งร่ำรวยและยากจน ทั้งที่มีการศึกษาสูงและการศึกษาต่ำ ทั้งที่เป็นข้าราชการและไม่ใช่ข้าราชการ ทั้งที่เป็นคนเมืองและชนบท ทั้งที่เป็นผู้นำทางการปกครอง และไม่ใช่ ถึงที่สุดอาจกล่าวได้ว่า ทั้งคนดี คนมีหน้ามีตาทางสังคมและคนชั่วคนเลวในความรู้สึกของคนทั่วไป จำนวนไม่น้อยบนแผ่นดินนี้ ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกรุกตัดโค่นป่าไม้แหล่งต้นน้ำเทือกเขาบรรทัด และเทือกใหญ่น้อยอื่น กว่ายี่สิบสามสิบปีมานี้ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ภายในอุดมการณ์ เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และเพื่อประชาชน มิใยจะมีเสียงทัดทานผู้คนกลุ่มองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิใยจะมีเสียงอ้อนวอน ทัดทาน จากเด็กเยาวชนและผู้เฒ่าผู้แก่ ขบวนการบุกรุกตัดโค่นทำลายแหล่งป่าต้นน้ำก็ยังคงเดินหน้าสร้างความวิบัติฉิบหายแก่ป่าแหล่งต้นน้ำอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วง แน่นอนว่าการยึดครองไม้ยึดครองที่ดิน ซึ่งหมายถึงการแปรทรัพย์สินสาธารณะมรดกลูกหลานเป็นทุน ตามนโยบายทุนนิยมสามานย์ มือใครยาวสาวได้สาวเอานั่นเอง และ มิเพียงป่าต้นน้ำเทือกเขาบรรทัดฯ ป่าบกอื่นๆ ป่าสาคู ป่าชายเลน ป่าสองฝั่งแม่น้ำตรัง แม่น้ำปะเหลียน คลองนางน้อย คลองน้ำเจ็ดฯลฯ ล้วนถูกบุกรุกทำลายทั้งสิ้น”

เสียงการสนทนาบอกเล่าถึงความปวดร้าวของแผ่นดิน ความเศร้าสลดของการเคารพกฎหมายและการละเมิดย่ำยีกฎหมาย รวมถึงการทุ่มเทเอาใจใส่และการปล่อยปละละเลยในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจบลง ความเงียบและเสียงทอดถอนใจก็ร่ายรำห้อมล้อมกระชับพื้นที่เข้ามาร่วมวง พร้อมเสียงกระซิบในสายลมว่า

ความฉ้อฉล ความไร้ประสิทธิภาพและความไร้สาระของศูนย์กลางอำนาจรัฐบางกอกใช่หรือไม่ คือต้นธารแห่งความวิบัติในวันนี้ จงตรึกตรองใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนเถิด!

จาก :คนตรัง

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2553

คนใต้ห่วงใยต่อสัญญาการค้าเสรีไทย-อียู

คนใต้ยันการค้าเสรีต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชนในการปกป้องพันธุกรรม ฐานทรัพยากรชีวิต สร้างความมั่นคงด้านอาหาร เตือนภัยทำลายทรัพยากรชายฝั่งเหตุส่งออกอาหารทะเล เจรจาเปิดเสรีค้ายากติกาสากลเรื่องสิทธิบัตร จัดทำฐานข้อมูลพันธุกรรมเตรียมรับวิจัยต่อยอดจดสิทธิบัตรพันธุ์พืช-สัตว์

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 ณ โรงแรมวังมโนราห์ อ.เมือง จ.พัทลุง เวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อเตรียมความพร้อมการเปิดความตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีประชาชนในพื้นที่จ.พัทลุง และใกล้เคียงให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนประมาณ 200 คน โดยมีดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดำเนินการจัดเสวนา

นายกำราบ พานทอง ตัวแทนภาคประชาสังคมจ.สงขลา แสดงความเห็นว่า ภาคใต้อยู่ในเขตภูมินิเวศป่าเขตร้อน จึงทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ อีกทั้งมีพื้นที่ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ด้วยความหลากหลายทางชีวิภาพเหล่านี้ทำให้ภาคใต้เป็นแหล่งอาหาร และสมุนไพรยา ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านสามารถเข้าถึงได้นับเป็นทรัพยากรฐานชีวิต การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หากมีการเปิดให้ต่างชาติเข้าถึงพันธุกรรมพืช พันธุกรรมสัตว์เหล่านี้ และนำไปพัฒนาแล้วจดสิทธิบัตร แล้วจะกระทบต่อสิทธิชาวบ้าน นั่นคือ เราจะปกป้องฐานชีวิตเราอย่างไร แล้วเราเตรียมตัวป้องกันเรื่องนี้อย่างไร ฐานข้อมูลในการสำรวจพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์มีแล้วหรือ ในขณะที่พวกเรามีสิทธิชุมชนในการปกป้องพันธุกรรมตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง

นายกำราบ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้เรายังมีข้อเป็นห่วงถึงการเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ที่ตอนนี้มีแผนพัฒนา Southern Seaboard ซึ่งนักลงทุนจากยุโรปเค้ามีความพร้อมที่จะมาลงทุนและก็เป็นอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อชุมชน ตลอดจนการเข้ามาลงทุนด้านธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม สปา ซึ่งกระทบต่อคนไทยจำนวนมาก

นายเอกชัย อิสระทะ เครือข่ายเกษตรทางเลือกภาคใต้ กล่าวว่า การเปิดการค้าเสรีอาจจะนำชาวบ้านเข้าสู่สงครามแย่งชิงทรัพยากร ซึ่ง ณ วันนี้ชาวบ้านหลายพื้นที่ประสบปัญหานี้ ชุมชนที่ได้รับผลกระทบมักจะถูกบอกให้ต้องเสียสละ เราจะปกป้องทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ทะเล ของชาวบ้านอย่างไรเมื่อมีการเปิดเสรี นอกจากนี้คำถามสำคัญที่เราต้องร่วมกันตอบว่า ขณะนี้ภาคใต้เรามีความมั่นคงด้านอาหารแล้วหรือไม่ สวนปาล์ม สวนยางจำนวนมากที่เป็นของชาวต่างชาติกำลังรุกไล่พื้นที่ทำกินของชาวบ้าน แล้วการเปิดการค้าเสรีกับอียูจะทำให้ชาวบ้านในภาคใต้เกิดความมั่นคงด้านอาหารมากขึ้นหรือไม่

ผศ.ดร.จารุณี เชี่ยววารีสัจจะ นักวิชาการด้านประมง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ กล่าวถึงประเด็นด้านการประมงว่า สินค้าประมงของไทยที่สำคัญคือ อาหารทะเลแปรรูป เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ปลาแมคคอเรลกระป๋อง ซึ่งเหล่านี้จะได้จากเรือประมงขนาดใหญ่ หรือนำเข้ามาแปรรูป และสินค้าอีกกลุ่มหนึ่งคือ กุ้งแช่แข็ง หอยกระป๋อง ปูแกะเนื้อกระป๋อง ซึ่งกลุ่มนี้ชาวบ้านจะเกี่ยวข้องมาก และเป็นทรัพยากรชายฝั่งทะเล หากมีการเปิดเสรีการค้า สิ่งที่ควรระวังคือ การทำลายทรัพยากรชายฝั่ง ป่าชายเลน เมื่อตลาดอียูมีความต้องการกุ้งแช่แข็ง หอยกระป๋อง ปูแกะเนื้อกระป๋อง จะทำให้ชาวบ้านเร่งจับเพื่อให้ได้ปริมาณที่มาก การคราดหอยด้วยคราดซี่เล็กจะทำมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สัตว์น้ำเหล่านี้สูญหายไปเร็วเพราะรุ่นใหม่ที่จะเกิดมาทดแทนไม่ทัน ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรชายฝั่งเนื่องจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลากระชัง ซึ่งทางยุโรปมีทุนและเทคโนโลยีที่มากกว่าเข้ามาลงทุนแข่งขันกับคนไทย ก็จะทำให้พื้นที่เพาะเลี้ยงของชาวบ้านลดลง

ผศ.ดร.จารุณี ยังกล่าวถึงเรื่องปัญหาพันธุกรรมว่า ประเทศไทยไม่ได้เน้นเรื่องการปรับปรุงพันธุกรรมสัตว์น้ำ ที่มีปัจจุบันก็เพียง บริษัทใหญ่ด้านการเกษตร และหน่วยงานราชการเท่านั้น ปีหนึ่งจะมีปรับปรุงพันธุ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ 1-2 ชนิด ขณะที่ทางยุโรปจะมีความสามารถมากกว่าถ้าสามารถเข้ามาดำเนินการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ เราก็จะสูญเสียสายพันธุ์สัตว์น้ำสูงมาก

นายวินิต อัศวกิจวิรี ผู้อำนวยการกองควบคุมยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้านผลิตภัณฑ์ยา ทางอียูจะขอให้ทาง อย.ขยายการคุ้มครองเกินกว่ากติกาสากล ได้แก่ เรื่องระยะเวลาคุ้มครองนานกว่า 20 ปี อ้างว่าเพื่อชดเชยกับช่วงเวลาที่รอการพิจารณาจาก อย. นอกจากนี้ทางอียูยังขอให้คุ้มครองข้อมูลการวิจัยที่เกี่ยวกับตัวยานั้นๆ ซึ่งโดยปกติการขอขึ้นทะเบียนยาจะต้องยื่นพร้อมผลการศึกษา การวิจัยทดลองว่าตัวยานั้นไม่เป็นอันตรายต่อมนุษษย์ และเมื่อยาชนิดนั้นหมดสิทธิบัตร ผู้ผลิตยาในไทยก็สามารถผลิตได้โดยใช้ข้อมูลการศึกษานั้นเป็นฐานรองรับความปลอดภัยของยา เช่นนี้ก็จะเป็นอุปสรรคต่อผู้ผลิตยาเพราะจะต้องไปดำเนินการวิจัยทดลองเอง ซึ่งยาตัวหนึ่งใช้เวลาในการวิจัยเป็นเวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทางอียู ต้องการให้อย.เปลี่ยนนิยามยาปลอม กล่าวคือ ถ้าในประเทศไทยมียาชนิดหนึ่งที่ยังอยู่ในการคุ้มครองสิทธิบัตร แต่ในอินเดียสามารถผลิตยาชนิดเดียวกันนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยใช้ชื่อทางการค้าเป็นอีกชื่อหนึ่ง และหากมีการนำยาที่ผลิตจากอินเดียมาขายในประเทศไทยให้ถือว่ายาชนิดนั้นเป็นยาปลอม อย.จะต้องไม่ให้การขึ้นทะเบียน “ตรงนี้จะส่งผลให้เกิดการผูกขาดราคายานานขึ้น ในการเจรจาจึงควรยึดตามกติกาสากล เพราะยาเป็นเรื่องทางสาธารณสุข”เภสัชกรวินิต กล่าว

นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญคือ การคุ้มครองภูมิปัญญาด้านสมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทย เช่นกรณีสมุนไพรเปล้าน้อย ที่ต่างชาติเอาไปวิจัยต่อยอดแล้วจดสิทธิบัตรทำประโยชน์ทางการค้า โดยไม่ได้จ่ายคืนให้แก่สังคมไทยเลย


จาก : souththai.org