ในที่สุด จรูญฤทธิ์ ขำปัญญา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรานส์ไทย – มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ TTM ก็ออกมาชี้แจงกรณีขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ NGL ทางรถยนต์ จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย –มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ไปยังคลังน้ำมันบริษัท อากิ แบม ออยส์ จำกัด ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อส่งไปยังมาเลเซียว่า ไม่ต้องทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA เพราะมีกฎหมายอื่นควบคุมอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พระราชบัญญัติจราจร เป็นต้น“เราแค่แจ้งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม หรือสผ.ทราบเท่านั้นก็พอ”
เดิมทีที่มีการทำ EIA ขนส่งทางเรือ เพราะคาดว่าปริมาณก๊าซ NGL มีมากพอ แต่เอาเข้าจริงปริมาณก๊าซ NGL มีน้อย จึงเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง NGL จากทางเรือมาเป็นทางรถยนต์วันละ 11 เที่ยวแทน แต่ยังคงแผนการขนส่งทางเรือเอาไว้ เพราะในอนาคตอาจจำเป็นต้องใช้
คำชี้แจงของคนโต TTM ไม่แตกต่างไปจากถ้อยอรรถาธิบายของ ฉัตรชัย รัตนไชย นักวิชาการคณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หัวหน้าทีมศึกษารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย
– มาเลเซียที่ว่า การเปลี่ยนเส้นทางขนส่งก๊าซ NGL จากทางเรือมาเป็นทางบก ไม่จำเป็นต้องทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA
ด้วยเหตุผลที่ว่า ประกาศกฎกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ปี 2535 ปรับปรุงแก้ไขปี 2539 เรื่องการกำหนดประเภทและขนาดโครงการที่ต้องมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ครอบคลุมถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทางรถยนต์
ขณะที่การขนส่งปิโตรเลียมทางรถยนต์มีกฎหมายอื่นควบคุมอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 เป็นต้น ที่ควบคุมทั้งในเรื่องความปลอดภัยในการขนส่ง การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถบรรทุก รวมทั้งข้อปฏิบัติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
เดิมการทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ครอบคลุมถึงการขนส่งทางเรือ ครอบคลุมเพียงแค่ท่อส่งก๊าซ ที่นำก๊าซ NGL ไปลงเรือ และระบบเชื่อมต่อระหว่างเรือกับท่อส่งก๊าซในระหว่างการขนถ่าย
ถึงกระนั้น จากการตรวจสอบรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมการขนส่งก๊าซ NGL ทางเรือของ TTM ของ “ฅนปากใต้” กลับพบว่า รายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องท่อส่งก๊าซไปลงเรือ และระบบเชื่อมต่อระหว่างเรือกับท่อส่งก๊าซเท่านั้น
ด้วยเพราะใน EIA ยังกล่าวถึงอนุสัญญาระหว่างประเทศสำหรับการป้องกันมลภาวะทางทะเลจากเรือ (1973) และพิธีสาร(1978) รวมทั้งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านนํ้าไทย พ.ศ. 2456 ที่ห้ามมิให้มีการเททิ้ง หรือทำด้วยประการใดๆ ให้สิ่งของ สิ่งปฏิกูล นํ้ามัน หรือเคมีภัณฑ์ใดๆ ลงในแหล่งนํ้า รวมถึงทะเลในน่านนํ้าไทย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาก๊าซรั่วลงทะเล ชนิดละเอียดยิบ
คำถามก็คือว่า เมื่อการขนส่งทางเรือต้องทำ EIA แล้วทำไมการขนส่งก๊าซเหลวทางบก จึงไม่ต้องทำ EIA
แน่ใจหรือว่า การขนส่งทางบกไม่ก่อมลพิษ หรือไม่เกิดการรั่วไหลระหว่างทาง
รู้ได้อย่างไรว่า การขนส่งทางเรือก่อมลพิษ และก๊าซอาจจะรั่วไหลลงทะเล จนต้องทำรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ
จาก : ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ http://www.oknation.net/blog/STCC